bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | ขอ ‘พระคุณเจ้า’ ช่วยเป็น ‘สติ’ ให้โลก

25.05.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

ด้วยอายุอานามของตัวเองขนาดนี้ ผมได้บอกกับใครหลายคนมาระยะหนึ่งแล้วว่า ผมขออนุญาตที่จะไม่สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยแบบเป็นผู้สอนเต็มวิชาหรือครึ่งวิชาอีกต่อไป โดยขีดเส้นตายไว้เมื่อตอนสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา เพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่เหมาะที่ทำอย่างนั้นแล้ว

และข้อสำคัญยิ่งขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ มีอาจารย์รุ่นน้องที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะสอนวิชาเหล่านั้นแทนผม เขาได้เขียนตำรับตำราที่มีคุณภาพในทางวิชาการดียิ่งกว่าผมเสียอีก แล้วผมจะไปทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองอยู่ทำไม จริงไหมครับ

แต่ข้อความในย่อหน้าข้างต้น มีความหมายจำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้บรรยายอาจารย์ผู้สอนประจำวิชาที่ต้องสอนภาคการศึกษาละแปดหน สิบหกหน แต่ไม่หมายความรวมถึงการบรรยายพิเศษในหัวข้อเฉพาะกิจเป็นครั้งคราว แล้วแต่สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานใดจะพิจารณาเห็นสมควรว่าอยากจะฟังผมพูด อยากฟังผมร่วมอภิปราย

แบบนี้ถ้าไม่ติดขัดหมายอะไร ผมก็มักจะใจอ่อนยอมไปตามที่เขาบอกมาทุกที

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ไป “พูด” มาสองเวที เวทีแรกเป็นการเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นอีกห้าคนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะเจาะจงก็เน้นไปที่เรื่องขององค์กรอิสระ

ซึ่งตามความเห็นของผู้พูดทุกคนรวมทั้งผม เห็นว่าเป็นองค์กรอิสระที่ขาดความเป็นอิสระอย่างยิ่ง ฮา!

หรือมองอีกมุมหนึ่งก็ร้ายพอกัน คืออิสระเสียจนกระทั่งไม่ต้องรับผิดชอบต่ออะไรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหลักวิชา ต่อประชาชน และต่อความยุติธรรม

พูดเรื่องนี้ทีไรก็ยาวความนะครับ บันทึกความทรงจำไว้เพียงแค่ตรงนี้ดีกว่า

อีกเวทีหนึ่งที่ผมเพิ่งไปพูดมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เองที่วัดพระยายัง ในหลักสูตรการอบรมพระนักเทศน์ จำนวนร่วมร้อยรูป

ฟังดูชื่อหลักสูตรและได้ทราบว่าพระภิกษุที่มานั่งฟังผมท่านเป็นพระนักเทศน์ หรือเตรียมจะเป็นพระนักเทศน์ต่อไปในวันข้างหน้าด้วย

ผมจึงต้องคิดหนักเลยทีเดียวกว่าจะพูดออกไปแต่ละคำแต่ละประโยค

ยังดีอยู่ที่หัวข้อที่ผมรับมอบหมายให้เป็นผู้บรรยายมีอยู่ว่า “พระพุทธศาสนากับสังคมไทย”

หัวข้อแบบนี้เห็นจะพอมีข้อมูลไปเล่าถวายพระคุณเจ้าทั้งหลายได้โดยไม่ติดขัด

เวลาบรรยายตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึง 11 โมง ซึ่งเป็นเวลาต้องหยุดบรรยายเพื่อถวายภัตตาหารเพล

ผมเห็นว่ากำลังพอเหมาะเลยทีเดียว บรรยายสักหนึ่งชั่วโมง 40 นาทีแล้วเหลือเวลาไว้ให้ผู้ฟังซักถาม 20 นาที สมประโยชน์ด้วยกันทั้งผู้พูดผู้ฟัง

ผมใช้เวลาส่วนแรกที่บรรยาย เล่าถึงเรื่องภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐหรือระบบราชการ กับประชาชนว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

และเพื่อให้การบรรยายมีอรรถรสมากขึ้น ในส่วนที่เกี่ยวกับศรัทธาของพุทธศาสนิกที่เป็นคนไทยในปัจจุบัน ผมก็ถือเป็นโอกาสที่จะปรับทุกข์หรือหารือกับพระนักเทศน์หรือว่าที่พระนักเทศน์ทั้งหลายสองสามเรื่องที่ผมสังเกตเห็นและเป็นเรื่องค้างคาใจอยู่

ที่บรรยายถวายประเด็นไปไม่ได้คิดว่าจะไปสั่งการบ้านพระให้ท่านไปพลิกฟ้าพลิกดินหรือเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรอกครับ เพียงแค่อยากจะถวายเป็นประเด็นติดสำนวนไว้ว่า มีคนไทยคนหนึ่งที่ยืนบรรยายอยู่ตรงนี้เขามีความกังวลค้างอยู่ในใจบางเรื่อง

จึงนมัสการมาเพื่อทราบ ส่วนท่านจะพิจารณาหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านครับ

ประเด็นที่ผมค้างคาใจมีอะไรบ้างหรือ

ยกตัวอย่างมาฉายหนังซ้ำในที่นี้สักประเด็นเดียวก็เห็นจะพอนะครับประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของศรัทธาญาติโยมและการตั้งความปรารถนาในเวลาบำเพ็ญกุศล

ดูเหมือนผมจะเคยพูดกับใครหลายคนหลายครั้งแล้วว่า ในอดีตย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยอยุธยาหรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ของเรา ท่านผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยหวังพระโพธิญาณ ซึ่งสอดคล้องตรงกันกับความเชื่อที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล

ส่วนชาวบ้านอื่นเวลาทำบุญก็ตั้งความปรารถนาว่าอยากจะได้พบศาสนาพระศรีอาริย์ในวันข้างหน้า ด้วยความเชื่อว่าถ้าได้ฟังพระธรรมจากพระอนาคตพุทธเจ้าแล้ว ในวาระนั้นตนได้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเสียที ชาตินี้ยังไม่ถึงมรรคผลนิพพาน ขอเป็นชาติหน้าก็ยังดี

อย่างย่อมที่สุด ผู้ใหญ่แต่ก่อนท่านทำบุญก็เพื่อ “สร้างบุญ” โดยแท้ เป็นการฝึกใจให้อยู่ในทางบุญกุศล ประโยชน์ตนเพื่อประโยชน์ยั่งยืนของพระศาสนาและคนหมู่มาก หรืออุทิศบุญกุศลนั้นให้แก่บรรพบุรุษผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ใช่การทำบุญเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทนอย่างที่หลายคนนิยมทำกันอยู่ในทุกวันนี้

เราเคยได้ยินกันอยู่ใช่ไหมครับว่า เวลาทำบุญแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง หรือขอให้ได้เลื่อนยศเป็นนายพลนายพันเสียที

ความคิดของฆราวาสที่เข้าวัดไปทำบุญจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็เป็นไปตามยุคสมัย สมัยนี้การทำมาหากินฝืดเคือง การแข่งขันสูง ชาวบ้านจะคิดอย่างนั้นก็เป็นธรรมดา

แต่ประเด็นผมอยู่ตรงที่ว่า พระที่อยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ขอได้โปรดเมตตาอย่าไปเป็นกองเชียร์หรือ “ไหล” ตามค่านิยมเหล่านั้นจนห่างไกลจากพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาออกไปทุกทีเลยครับ

บางวัดที่ผมมีโอกาสได้แวะไปไหว้พระหรือไปทำบุญ เห็นพระที่เป็นโฆษกตั้งเต็นท์อยู่หน้าพระอุโบสถประกาศเจื้อยแจ้วผ่านไมโครโฟนเสียงไม่มีตกเลยว่า ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วจะเห็นผลทันตา

เช่น ชวนให้โยมเติมน้ำมันตะเกียงถวายประทีปเป็นพุทธบูชา ชีวิตของโยม พอเดินออกจากประตูวัดไปแล้วจะได้รุ่งโรจน์ มีแต่ความสุกสว่างเสมอไป ก่อนกลับบ้านโยมก็อย่าลืมไปแวะตีฆ้องตรงนั้นตรงนี้นะ ชื่อเสียงของโยมจะได้โด่งดังขจรขจายไปไม่รู้จบ

เอ! ผมไม่รู้เหมือนกันว่าที่พระโฆษกพูดอย่างนั้น ผมฟังแล้วควรจะรู้สึกอย่างไร

ชีวิตที่จะรุ่งโรจน์มีแต่ความสุขความเจริญนั้น นอกจากเติมน้ำมันตะเกียงถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ตัวเราเองก็ต้องขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงานด้วยมิใช่หรือ

ถ้าจะให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของผู้คนทั้งหลาย ก็ต้องประกอบแต่กรรมดี เสียสละอุทิศตนทำงานเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก อะไรทำนองนี้ ถูกต้องหรือไม่

คติที่ให้ตระเวนไหว้พระเก้าวัดและเลือกไปแต่วัดที่ชื่อไพเราะเป็นมิ่งมงคล ประกอบคำอธิบายว่าถ้าได้ไปไหว้พระที่วัดนั้นแล้วชีวิตจะเป็นอย่างเดียวกันกับนามของวัด เช่น ไปไหว้พระวัดสุทัศนเทพวราราม จะทำให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมองเห็นอะไรเด่นชัด ไปไหว้พระวัดอรุณราชวราราม ชีวิตก็จะสุขสว่างรุ่งโรจน์สวยงาม เหมือนดวงอาทิตย์ ในเวลายามเช้า ซึ่งเป็นนามของวัดอรุณฯ ถ้าไปทะเลาะกับใครมาแล้วอยากได้ชัยชนะก็ต้องไปไหว้พระวัดชนะสงคราม จะได้ชนะศัตรูหมู่พาลได้หมดสิ้น ก็เป็นความคิดที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อไม่กี่สิบปีมานี่เอง

ใครเป็นคนคิดแบบแผนอย่างนี้ขึ้นมาผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ถ้าผมจัดประกวดนักการตลาดดีเด่น สงสัยจะต้องหาตัวรับมอบรางวัลแล้วละ

ความคิดที่ให้เดินทางไปไหว้พระเก้าวัดแบบนี้ แค่นึกก็เหนื่อยเสียแล้วครับ ยังไม่ต้องคิดไปไกลถึงขนาดจะได้ไปรับรู้รสพระธรรมติดตัวมาเป็นประโยชน์กับการครองชีวิตเลย

เพียงแค่จะได้ชื่นชมกับความงามของพระอารามแต่ละแห่ง ศิลปะอันวิจิตรที่ปู่ย่าตายายสร้างไว้ให้ ก็ไม่มีเวลาเสียแล้ว เพราะต้องรีบไหว้พระแต่ละวัดให้เสร็จสรรพภายในเวลาจำกัด จะได้เดินทางต่อไปวัดที่สอง วัดที่สาม เรื่อยไปจนจบวัดที่เก้าเวลาก่อนตัวเองจะเป็นลมเป็นแล้งไป

คนเราเวลาพูดอะไรแล้วให้ฟังง่ายก็ต้องสรุปกันบ้าง

เมื่อวานผมสรุปประเด็นถวายพระคุณเจ้าที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนั้น ญาติโยมที่เป็นชาวบ้านเขาจะคิดอย่างไรตามความจำเป็นในชีวิต ผมเองไม่คิดจะไปฝืนหรือไปหักให้เขาหวนคืนมาทำอะไรอย่างที่ผมปรารถนาหรอก

ขอแต่พระภิกษุที่อยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ได้เมตตาช่วยเป็นสติปัญญา บอกจริยาความประพฤติที่เป็นบุญกุศลของจริงในทางพระพุทธศาสนาให้ญาติโยมได้รับรู้เป็นของติดตัวออกจากวัดไปบ้าง

ขอพระอย่าได้ผันตัวตามโลกไปจนลืมหน้าที่ที่แท้ของวัดและของพระเลย

เมื่อโลกกำลังขาดสติ พระศาสนาก็ต้องเป็นสติให้โลกครับ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ คนเขียนบทความตกนรกไปตั้งครึ่งค่อนตัวแล้ว

ช่วยกันฉุดผมขึ้นมาบ้างนะครับ ได้โปรดเถิด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไฟใต้ลามไหม้การเจรจา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
รื้อ ‘บัตรคนจน’ ครั้งใหญ่ จัดระเบียบจนแท้ หรือรัฐกำลังถังแตก?
‘ภูมิใจไทย’ เล่นเกมฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ ระวัง! ประเมินพลัง ‘เพื่อนเป๋า’ ต่ำเกินไป
ภัยร้อนกำลังมาในหน้าฝน คนไทยเตรียมตัวปรับธาตุ ด้วยพืชผักรสเย็น
“ผู้ต้องพลีชีพ” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
การกู้ศรัทธาที่แสนวุ่นวาย ของ ‘อัซซูรี่’ อดีตแชมป์โลก 4 สมัย
คลื่นลมยังไม่สงบ
สงครามคอนเทนต์กีฬาไทย ยุคธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬาเต็มรูปแบบ
Nissan Kicks ปะทะ Jaecoo 6T ขุมพลังทางเลือก-ขับแบบ EV ไม่ง้อที่ชาร์จ
ผัดเต้าหู้หมูสับเสฉวนพริกแห้ง
ระบอบสีน้ำเงิน : ฤๅฝีกำลังจะแตก