จับตา ศธ.ปลดล็อกวิทย์-คณิต ลดเนื้อหา ‘ยาก’ – เร่งโตเด็กไทย
| การศึกษา
เป็นประเด็นให้จับตากันอีกเรื่อง หลังนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งปรับปรุงการทำงานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและลดภาระของนักเรียนและครูอย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ สั่งรื้อหลักสูตรและหนังสือเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ที่มีเนื้อหาที่ลงลึกและยากเกินไปสำหรับเด็กในบางพื้นที่ เนื้อหาบางเรื่องของไทยเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แต่ในต่างประเทศเรียนในระดับ ม.ปลาย เปรียบเสมือนหลักสูตรเราเป็นแบบใส่ปุ๋ยเร่งโตเกินไป จนทำให้เด็กหลายคนโตไม่ทันปุ๋ยนี้
ขณะที่สื่อการสอน ห้องแล็บ และอุปกรณ์ทดลองมีน้อย ทำให้โรงเรียนขนาดเล็ก หรือโรงเรียนห่างไกลไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร สสวท.ได้อย่างสมบูรณ์ จนต้องทำแล็บแห้ง (การสอนโดยไม่มีการทดลองจริง) ควรประสานงานและแนะนำให้ สพฐ.จัดสรรงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มเติม
รวมถึงต้องจัดให้ครูเข้ารับการอบรมพัฒนาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอเพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว แต่ สพฐ.ต้องไปลดการอบรมในด้านอื่นๆ ให้ออกไปจากครู เพื่อให้ครูโฟกัสกับการพัฒนาการสอนได้เต็มที่ ฯลฯ
เป้าหมาย เพื่อต้องการให้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าถึงและย่อยง่ายสำหรับเด็ก อยากเห็น สสวท.ก้าวไปไกลกว่านี้ ไม่ใช่แค่การทำหลักสูตร แต่ต้องเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการสร้างทรัพยากรมนุษย์
นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสสังคม ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลักสูตรวิทย์-คณิตของ สสวท.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ายากเกินไป โดยเฉพาะกับเด็กในพื้นที่ต่างจังหวัด ที่อาจมีทรัพยากรในการเรียนรู้ไม่ครบถ้วนเท่าเด็กในเมือง
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ระบุว่า วิชาวิทย์-คณิต เป็นแกนวิชาสำคัญ ในเรื่องของสะเต็มศึกษา แต่ก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า หลักสูตรปัจจุบันมีความยาก เนื้อหาตอบโจทย์เด็กหัวกะทิบางกลุ่ม แต่เด็กปกติอีก 60-70% กลับตามไม่ทัน และไม่ใช่แค่วิชาวิทย์-คณิตที่จะต้องมีการปรับ รวมไปถึงวิชาอื่นๆ ก็อยากให้มีการทบทวนด้วยเช่นกัน
“เนื้อหาหลักสูตรวิทย์-คณิต ของ สสวท.ในปัจจุบัน เป็นเนื้อหาที่เหมาะสมกับเด็กโรงเรียนขนาดใหญ่ หรือเด็กในเมือง ซึ่งสามารถเรียนได้ตามปกติ สามารถทำผลสอบออกมาได้ระดับดี แต่ก็ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับเด็กต่างจังหวัด ซึ่งได้รับทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่อยากฝากคือ อยากให้เน้นกระบวนการเรียนรู้ โดยการเรียนเป็นแล็บแบบแห้ง ไม่ตอบโจทย์ และไม่น่าสนใจ แต่ควรเน้นการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริง จากห้องปฏิบัติการ ซึ่งจะช่วยสอนให้เด็กได้ฝึกกระบวนการคิด วิเคราะห์ข้อมูลการทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และการทดลองด้วยคอมพิวเตอร์ ทำให้เด็กไม่มีการเรียนรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ถึงมีเอกสารและคู่มือที่ดี แต่เด็กไม่ได้ลงมือใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์จริง ก็ไม่ได้เป็นการสร้างเสริมหรือต่อยอดไปสู่กระบวนการคิดวิเคราะห์ได้” นายสมพงษ์กล่าว
ขณะเดียวกัน ควรเดินหน้าใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะอย่างเต็มที่ โดย ศธ.ต้องกล้าประกาศใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การปรับหลักสูตรเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่ต้องใช้มืออาชีพ ส่วนข้อเสียที่ต้องระมัดระวังคือ การปรับหลักสูตรอาจจะต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการมาสนับสนุน เช่น กรณีที่ระบุว่าหลักสูตรวิทย์-คณิตมีความยากเกินไปสำหรับเด็ก ต้องมีงานวิจัยเข้ามาช่วยสนับสนุน ไม่สามารถอาศัยทัศนคติของคนเพียงกลุ่มเดียว มาเป็นเหตุผลในการตัดสินใจเรื่องสำคัญดังกล่าวได้
หากการปรับหลักสูตรครั้งนี้สามารถตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นและจัดลำดับความรู้ใหม่ จะช่วยให้เด็กมีเวลาเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ ทดลอง และตั้งคำถามมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการศึกษาของหลายประเทศที่เน้นสมรรถนะมากกว่าปริมาณเนื้อหา
ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมครู ถือเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนการสอน เพราะหากครูไม่สามารถปรับตัวตามหลักสูตร ที่เน้นกระบวนการปฏิบัติให้มากขึ้น อาจส่งผลเสียให้เด็กได้เรียนแค่เนื้อหาที่ง่ายลง แบบท่องจำ โดยไม่เกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์แบบเหตุและผล ตามเป้าหมายที่วางไว้
ปัญหาสำคัญ คือครูจำนวนไม่น้อยยังคุ้นชินกับการสอนแบบบรรยายและทำข้อสอบ หากเปลี่ยนหลักสูตรเร็วเกินไป โดยไม่มีระบบพัฒนาครูรองรับ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
สุดท้าย ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหนีไม่พ้นเด็ก ซึ่งจะได้รับการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การปฏิรูปหลักสูตรครั้งนี้ นอกจากต้องลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การพัฒนาครูอย่างจริงจังก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ
การรื้อหลักสูตรวิทย์-คณิตของ สสวท. ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนทิศทางการศึกษาไทยได้ หากทำอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง
เพราะโลกอนาคตต้องการเด็กที่คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
ไม่ใช่เด็กที่ท่องจำและสอบเก่งเพียงอย่างเดียว
