เหยี่ยวถลาลม | ถ้า ‘ชัชชาติ’ ทำ กรุงเทพมหานครจะ ‘เปลี่ยน’
ภาพที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เดินหันหลังให้ หลังลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัยนั้นเป็นภาพที่สร้างขึ้นอย่างตั้งใจ
หมายจะสื่อความหมายว่า ชัชชาติเป็นม้าอาสามาทำงานให้กับชาว กทม. เป็นคนติดดิน เมื่อหมดวาระแล้วก็เดินลงจากเก้าอี้ไปเฉกเช่นคนธรรมดา ไม่มีบริวารมาตั้งแถวส่งโบกไม้โบกมือกันหน้าสลอน ชัชชาติไม่มีพิธีรีตอง ธรรมเนียมที่ประพฤติระหว่างมีดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ก็เรียบง่าย สบายๆ ไม่เยอะหรือรุงรังดังเช่นเจ้าคนเจ้านายปฏิบัติ
จะว่าไปแล้วผลงานและการวางตัวของผู้ว่าฯ ชัชชาตินั้นจัดอยู่ในขั้นสมาร์ตทีเดียว ผู้ว่าฯ ชัชชาติจริงจังกับงาน ไม่มีท่วงท่าโอ่อ่าเกินราคาเหมือนคนที่ชาว กทม.ไม่ได้เลือก
อย่างไรก็ตาม คนเมื่อได้ลงมือทำงานก็จะเผยให้เห็น “จุดแข็ง-จุดอ่อน”
ถ้าจะเปรียบไป “มหานคร” อย่าง กทม.นั้นเป็นมากกว่าประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง เพราะ กทม.เป็นศูนย์รวมของชนชั้นสูง ศูนย์รวมของอำนาจสั่งการ ศูนย์รวมของธุรกิจ ศูนย์รวมการเงิน รวมความเจริญ รวมความร่ำรวย รวมความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันใน กทม.ก็เป็นเหมือน “บ่อขยะ” มหึมาของประเทศ สารพัดปัญหาระดับโครงสร้างถมทับกันอยู่ที่ กทม.
และ 1 ในปัญหานั้นก็คือ “การทุจริตคอร์รัปชั่น” ทุกชนิดทุกประเภททุกลักษณะก็รวมกันอยู่ที่ กทม.
ต้นพฤษภาคมปีนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยผลการสำรวจ “ความคิดเห็นของภาคเอกชน เกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ” ภายใต้การสนับสนุนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย
ผลสำรวจจากตัวแทนภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างในสังกัด 3 สถาบันภาคเอกชน ได้เสียงที่พร้อมเพรียงกันคือ ร้อยละ 89.1 เห็นว่า การเรียกรับสินบนและการคอร์รัปชั่นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
และ 51% เห็นว่า แนวโน้มปัญหาทุจริตหนักข้อขึ้น การติดต่อราชการยุ่งยากเพิ่มขึ้น
ร้อยละ 60.9 ของผู้ขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐถูกร้องขอสิ่งตอบแทน
45.9% ของบริษัทยืนยันว่าเคยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก และร้อยละ 37.3 ยืนยันว่าอุตสาหกรรมของตนจ่ายเงินพิเศษเฉลี่ย 11-15% ของมูลค่าโครงการเพื่อให้ได้สัญญาภาครัฐ
ในการสำรวจ ได้จัดอันดับ 10 หน่วยงานรัฐที่ “มูลค่าสินบน” เฉลี่ยสูงสุดต่อครั้ง
เรียงจาก 1-10 ดังนี้ กรมควบคุมมลพิษ, กรมเจ้าท่า, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร, กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล), สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และบริการสาธารณสุข, กรมทางหลวง, กรมโยธาธิการและผังเมือง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้
นอกจากนั้นยังมีการสำรวจ ระดับของความแน่นอนหรือความถี่ในการเรียกรับสิ่งตอบแทนของหน่วยงานต่างๆ
เรียงลำดับดังนี้ ตำรวจทางหลวงและจราจร 100% กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) 94.4% อบต. 91.7% กรมเจ้าท่า 90% กรมทางหลวง 82% กรมโยธาธิการและผังเมือง 78.9% ตำรวจท้องที่ 77.7% กรมทรัพย์สินทางปัญญา 76% กรมสรรพากร 71% และกรมการขนส่งทางบก 69.4%
นายมานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ระบุว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นทำความสูญเสียให้กับประเทศราวปีละ 5 แสนล้านบาท ประมาณครึ่งหนึ่งจากการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนที่เหลือเป็นโครงการก่อสร้างทั่วประเทศและการผูกขาดผลประโยชน์
คำถามที่สำคัญที่สุดจึงมีว่า ถ้ายังเอาแต่เป่าสาก โดยไม่ลงมือทำอะไรเลย อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร
ปลายปีที่แล้ว นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม ฟาดมาครั้งหนึ่งแล้วว่า จากอดีตที่เคยเป็นดาวรุ่งของอาเซียน วันนี้ไทยกำลังกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนหลีกเลี่ยง เพราะการคอร์รัปชั่นฝังรากลึกอยู่ในทุกกระบวนการของระบบราชการที่ล้าหลัง ตุกติก ไม่โปร่งใส ประเทศไทยจึงเป็นที่หมายปองของนักลงทุนสีดำและสีเทาที่เข้ามาฟอกเงิน ตั้งฐานธุรกิจผิดกฎหมาย
ทุกวันนี้ต้นทุนการทุจริตขยายตัวแตะ 48% ของจีดีพีไทย
ขณะที่ภาพการทุจริตคอร์รัปชั่นระดับประเทศถูกฉายชัดแจ้งน่ากลัวและน่าขยะแขยงนั้น ในพื้นที่ “ทำเลทอง” ของประเทศ กลับไม่ค่อยมีใครฉายสปอตไลต์
กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ฯ!
“กทม.” เป็นเมืองหลวง ศูนย์กลางอำนาจรัฐ ศูนย์รวมธุรกิจ ศูนย์รวมแห่งความเจริญความรวยและความมั่งคั่ง ถ้าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศถูกคอร์รัปชั่นกัดกิน “กทม.” ก็ไม่รอด
โครงสร้าง กทม.ครบครันครบเครื่องเหมือนกับประเทศ ถ้าในระดับชาติสามารถสำรวจและจัดเรียงลำดับความไม่โปร่งใสของหน่วยงานรัฐได้เช่นนั้น ใน “มหานคร” อย่าง กทม. “ทีมชัชชาติ” ก็ควรจะกล้าหาญพอที่จะลงมือสำรวจ “หน่วยงาน” ของ กทม.
ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่จะมีขึ้น 28 มิถุนายนนี้ ทีมชัชชาติสามารถจะประกาศเป็นนโยบายที่ลงมือทำจริงๆ ได้หรือไม่ว่า “ถ้าเลือกชัชชาติ” กทม.จะสะอาด
ไม่ใช่สะอาดปราศจากขยะ แต่จะลงมือขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่มีเจ้าหน้าที่ กทม.เรียกรับสินบน
“ชัชชาติ” รอบสองจะเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลง สร้างกรุงเทพฯ ให้เป็น “มหานครนำร่อง” เมืองสุจริต ที่ภาคธุรกิจเชื่อมั่น สามารถดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างตรงไปตรงมา มีเจ้าหน้าที่ กทม.ซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ให้บริการด้วยขั้นตอนที่สะดวก เรียบง่าย ไม่มีดุลพินิจตุกติกดึงเรื่องให้ยืดเยื้อรำคาญใจ
ทำสักทีเถอะ ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่จะถึงนี้เป็นการ “จุดไฟแห่งความหวัง”
เปลี่ยนประเทศไทย เริ่มขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร!?!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
