สัปดาห์นรกระบบราง! คราบเลือดอโศกยังกรัง ลาดกระบัง-ลพบุรีซ้ำอีก ถึงเวลาปฏิวัติวินัยจราจร
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด : สัปดาห์นรกระบบราง! คราบเลือดอโศกยังกรัง ลาดกระบัง-ลพบุรีซ้ำอีก ถึงเวลาปฏิวัติวินัยจราจร
“ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก”
คงไม่มีสำนวนไทยคำไหนอธิบายสภาวการณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ได้ดีไปกว่าประโยคนี้
ระยะเวลาเพียงสัปดาห์เศษ ต้องประสบกับเหตุซ้ำซาก มีผู้สังเวยชีวิตและบาดเจ็บมากมาย
แต่เรื่องราวทั้งหมดมิอาจกล่าวโทษหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี เพียงฝ่ายเดียว
เหตุเพราะบางส่วนของผู้ประสบเหตุเองก็ดำเนินวิถีชีวิตด้วยการตั้งอยู่บนความประมาทเป็นนิจ จนเคยชินเป็นกิจวัตร
เพียงแค่ 3 วัน คล้อยหลังจากโศกนาฏกรรมขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าที่ 2126 (แหลมฉบัง-บางซื่อ) พุ่งชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ (ปอ.) ขสมก. สาย 206
บริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก-ดินแดง (ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน) แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 8 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกกว่า 30 ราย
กลายเป็นข่าวดังสะเทือนขวัญที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรการความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ
ในขณะที่พนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ยังคงเร่งทำสำนวนคดีแรกอย่างเคร่งเครียด สายลมแห่งความสูญเสียก็พัดหวนกลับมาอีกครั้งในช่วงสายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2569
เมื่อ พ.ต.อ.อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผกก.สน.มักกะสัน ได้รับแจ้งอุบัติเหตุซ้ำซ้อนบนเส้นทางรถไฟสายเดิม
คราวนี้เหตุเกิดบริเวณทางเลียบรางรถไฟมักกะสัน หน้าโรงแรมเมอร์เชียร์ ใกล้เคียงสถานีรถไฟฟ้า ถนนกำแพงเพชร 7 ซึ่งห่างจากจุดเดิมไม่มากนัก ขบวนรถชานเมืองที่ 367 (กรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา) ได้เฉี่ยวชนมนุษย์ล้มลงบาดเจ็บสาหัส
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน และอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรุดไปถึงที่เกิดเหตุ
ภาพที่เห็นคือชายอายุประมาณ 50-55 ปี อาชีพไรเดอร์ส่งอาหาร นอนคว่ำหน้าหายใจรวยรินอยู่ริมรางรถไฟ มีบาดแผลฉกรรจ์ที่ศีรษะและใบหน้า
เจ้าหน้าที่ต้องรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอย่างเร่งด่วน
ทราบว่าผู้บาดเจ็บขี่รถจักรยานยนต์มาจอดบริเวณเลียบรางรถไฟ แล้วข้ามรางรถไฟไปปัสสาวะ ก่อนจะข้ามกลับอีกฝั่งมาที่รถจอดอยู่ โดยไม่ทันสังเกตมองซ้ายขวา ทั้งยังสวมหูฟังไว้ทั้ง 2 ข้าง ทำให้ไม่ได้ยินเสียงขบวนรถไฟที่กำลังแล่นมา
ถูกเฉี่ยวกระเด็น ยังโชคดีที่เพียงบาดเจ็บ!!?
ถัดมาในช่วง 7 โมงเช้า วันที่ 21 พฤษภาคม
ขณะที่ขบวนรถด่วนขาล่องกำลังเตรียมเคลื่อนตัวออกจากสถานีรถไฟลพบุรี ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดรถไฟบริเวณแยกซุ้มประตูชัย ต.ท่าหิน อ.เมืองลพบุรี ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 200 เมตร ได้กดสัญญาณเตือนและลดระดับไม้กั้นลงมาตามขั้นตอนปกติ เพื่อปิดทางไม่ให้พาหนะสัญจรผ่าน
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
เมื่อรถตู้โตโยต้าสีขาวที่กระจกหน้าติดสติ๊กเกอร์สีส้มเด่นชัดระบุอักษร “รถรับ-ส่งนักเรียน” กลับพุ่งฝ่าแนวไม้กั้นข้ามไป แล้วจอดแน่นิ่งคร่อมอยู่บนรางรถไฟอย่างน่าหวาดเสียว
โดยไม่มีท่าทีว่าจะขยับเดินหน้าหรือถอยหลัง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำเอาพนักงานกั้นถนนวัย 56 ปี หัวใจแทบตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อรู้ว่าหายนะกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
เขาตั้งสติรีบใช้วิทยุสื่อสารแจ้งไปยังนายสถานีรถไฟลพบุรีด่วนที่สุด เพื่อสั่งเบรกขบวนรถด่วนห้ามเคลื่อนตัวออกจากสถานี
จากนั้นก็วิ่งหน้าตั้งอย่างไม่คิดชีวิต ตรงดิ่งไปที่รถตู้คันดังกล่าว พร้อมตะโกนไล่ให้โชเฟอร์รีบขับเดินหน้าถอยหลังออกจากทางรถไฟทันที
สิ่งที่น่าตกใจมากกว่าก็คือในรถตู้คันนั้นไม่ใช่รถเปล่า
เด็กนักเรียนนั่งด้วยมาเต็มคัน!!?
พล.ต.ต.บรรยง สันติปรีชาวัฒน์ ผบก.ภ.จว.ลพบุรี ไม่นิ่งนอนใจกับพฤติกรรมที่เป็นอันตราย สั่งการด่วนให้ตำรวจ สภ.ท่าหิน ตามล่าตัวคนขับรถตู้รายนี้มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ต่อมาไม่นาน โชเฟอร์หนุ่มซึ่งเป็นชาวอำเภอท่าวุ้ง เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมเปิดเผยนาทีชีวิตว่า ขับรถรับนักเรียนมาจาก อ.ท่าวุ้ง เพื่อมาส่งตามโรงเรียนต่างๆ ในตัวเมืองลพบุรี แต่เนื่องจากเพิ่งมาทำงานเป็นวันแรกจึงยังไม่คุ้นชินเส้นทาง
โชเฟอร์รายนี้ยอมรับว่า ตอนขับรถขึ้นเนินทางรถไฟ ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนและเห็นไม้กั้นฝั่งตรงข้ามกำลังลง จึงหยุดรถและมองหาไม้กั้นฝั่งของตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าได้ขับเลยจุดจอดจนรถขึ้นไปคร่อมอยู่บนรางรถไฟแล้ว และไม้กั้นฝั่งของตัวเองก็ห้อยอยู่เหนือหลังคารถตู้พอดี
ทำให้หาอย่างไรก็หาไม่เจอ!
พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาหนักแก่โชเฟอร์มือใหม่รายนี้รวม 3 ข้อหา 1. ฝ่าฝืนเครื่องหมายไม้กั้นทางรถไฟ 2. ไม่จอดรถในระยะปลอดภัย (ในระยะ 15 เมตรจากทางรถไฟ) และ 3. ความผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการขนส่ง (การประกอบการ)
ก่อนจะทำการเปรียบเทียบปรับเป็นเงินจำนวน 2,000 บาทและปล่อยตัวไป
เที่ยงคืนเศษ ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างวันที่ 23-24 พฤษภาคม
พ.ต.อ.สมคิด ประเชิญสุข ผกก.สน.ลาดกระบัง พร้อมด้วยทีมพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่จราจร และอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ต้องรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบอุบัติเหตุร้ายแรง บริเวณหลังวัดสังฆราชา (วัดสอง) เลียบถนนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ ซอยลาดกระบัง 3 แยก 4 แขวงและเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ
ในที่เกิดเหตุพบภาพอันหดหู่ใจ ขบวนรถไฟบรรทุกสินค้า หมายเลขขบวน 4403 ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟบางซื่อ พุ่งชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง ส่งผลให้ น.ส.บุษกร บุญศรี อายุ 21 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตคาที่ในสภาพน่าเวทนา
แรงปะทะมหาศาลทำให้ทั้งคนและรถกระเด็นไกลจากจุดเกิดเหตุกว่า 50 เมตร
จากการตรวจสอบพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบปมสำคัญที่เป็นเสมือนกับดักความตาย นั่นคือบริเวณที่เกิดเหตุเป็นจุดข้ามทางรถไฟที่มีรางขนานกันถึง 3 ราง
แต่กลับไม่มีเครื่องกั้นทางรถไฟ
เนื่องจากจุดดังกล่าวเป็นทางที่ชาวบ้านแอบตัดผ่านกันเองเพื่อความสะดวกในการสัญจร
ทางลักผ่าน!!?
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ น.ส.บุษกร ผู้ตาย กำลังขี่รถจักรยานยนต์เดินทางกลับบ้านพักซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ เมื่อมาถึงจุดตัดนี้ เธอได้ทำการจอดรถเพื่อรอให้ขบวนรถไฟที่กำลังแล่นมาผ่านไปก่อน
แต่ทว่า… เธอจอดรถคร่อมอยู่บนรางที่ 1 โดยคาดว่าอาจกะระยะห่างระหว่างตัวรถกับขบวนรถไฟตู้สินค้าผิดพลาด ทำให้ถูกรถไฟพุ่งเฉี่ยวชนเข้าอย่างจังจนกลายเป็นโศกนาฏกรรม
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน สน.ลาดกระบัง ควบคุมตัวพนักงานขับรถไฟขบวนดังกล่าวไปสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมทั้งเร่งสอบสวนพยานแวดล้อมในที่เกิดเหตุ เพื่อหาข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นหลัก
1. ขณะที่ขบวนรถไฟกำลังแล่นผ่านทางลักผ่านนี้ พนักงานได้เปิดแตรส่งสัญญาณเสียงเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ใช้ทางรู้ตัวแล้วหรือไม่
2. ประสานทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อตรวจสอบตารางกำหนดเวลาเดินรถของขบวนสินค้า 4403 ว่าวิ่งตามเวลาปกติหรือมีส่วนใดที่ผิดปกติหรือไม่ เพื่อนำมาสรุปหาสาเหตุที่แท้จริง
เมื่ออุบัติเหตุถี่ยิบจนเกินกว่าจะรับไหว นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เรียกประชุมด่วนที่สุด พร้อมสั่งการล้างบางปัญหาระบบรางทั่วประเทศ โดยมีมาตรการยาแรงทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เริ่มจากมาตรการเฉียบขาด สกัดรถไฟเข้าเมืองชั้นใน ลดการเดินรถไฟขนสินค้าที่จะวิ่งเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อลดความเสี่ยงบริเวณจุดตัด
สั่ง รฟท. ศึกษาแผนหยุดเดินรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยให้ผู้โดยสารสายตะวันออกสิ้นสุดเส้นทางที่สถานีลาดกระบัง และสายใต้สิ้นสุดที่สถานีตลิ่งชัน แล้วเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนอื่น เช่น รถไฟฟ้าสายสีแดง, แอร์พอร์ตเรลลิงก์ หรือ รถ ขสมก. แทน
ขั้นต่อไปคือบริหารจัดการ ‘ทางลักผ่าน’
เสี่ยโต้ง ยอมรับว่า ปัจจุบันมีทางลักข้ามที่ชุมชนแอบเปิดใช้เองกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้อุปกรณ์ความปลอดภัยไม่ครบถ้วน จึงมอบหมายให้สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางจัดทำแผนงานเสนอ รฟท.
เพื่อนำงบประมาณหรือเงินจากกองทุนทะเบียนรถเลขสวย มาติดตั้งสัญญาณไฟและเสียงหวีดแจ้งเตือนทันที
โดยจะนำร่องในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนขยายผลทั่วประเทศ
ส่วนแผนระยะยาว เตรียมปรับเปลี่ยนจุดตัดทุกแห่งให้เป็น ‘ระบบไม้กั้นอัตโนมัติ’ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบอาณัติสัญญาณมาตรฐาน เพื่อทดแทนการใช้พนักงานควบคุม ช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ได้อย่างถาวร
พร้อมสั่งกำชับตำรวจและ รฟท. ให้ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับยานพาหนะทุกชนิดที่จอดรถคร่อมรางรถไฟ
แต่… อีกหนึ่งประเด็นตอกย้ำวิกฤตที่ไม่อาจมองข้ามได้คือปัญหาขาดแคลนบุคลากรอย่างรุนแรงของ รฟท.
ล่าสุด นายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ณ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้เป็นการด่วน
สร.รฟท.เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 ที่จำกัดให้รัฐวิสาหกิจรับพนักงานใหม่ได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนพนักงานที่เกษียณอายุในแต่ละปี
มตินี้ใช้บังคับมานานเกือบ 30 ปี จนทำให้ รฟท.ตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนกำลังพลหน้างานอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน การดูแลความปลอดภัย และการให้บริการประชาชน
วิกฤตการณ์บนรางเหล็กในรอบสัปดาห์นี้ เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่าปัญหานี้มีทางแยกสองฝั่ง
ฝ่ายหนึ่งคือ ‘ภาครัฐ’ ที่ต้องเร่งแก้ไขเชิงโครงสร้าง ปลดล็อกกฎหมายเก่ากักขังอัตรากำลังพล และรีบเปลี่ยนผ่านระบบไปสู่เทคโนโลยีอัตโนมัติเพื่อปิดช่องโหว่ความผิดพลาด
แต่อีกฝั่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ผู้ใช้รถใช้ถนน’ ตราบใดที่ยึดติดอยู่กับความเคยชิน ละเลยวินัยจราจร
ต่อให้ระบบจัดการดีเยี่ยมเพียงใด คราบน้ำตาและโศกนาฏกรรมก็คงจะเวียนกลับมาป้อนข่าวหน้าหนึ่งให้เราได้สลดใจกันอยู่ดี
