ย้อนกลับไปถึงความสำเร็จของ งานมหกรรมพืชสวนโลก “ราชพฤกษ์ 2549” ในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจการท่องเที่ยว ที่สำคัญของประเทศ และเป็นต้นแบบของการใช้ “อีเวนต์ระดับโลก” ที่พลิกโฉมเมืองท้องถิ่น และยังส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดระยะเวลาจัดงานกว่า 92 วัน สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่เชียงใหม่ได้ราว 23,000 ล้านบาท กระจายไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อยในวงกว้าง
ที่สำคัญกว่านั้น งานนี้ยังได้สร้าง “ทุนเชิงภาพลักษณ์” ให้ประเทศไทยในเวทีโลก ในฐานะประเทศเขตร้อนที่มีศักยภาพด้านพืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ และความพร้อมด้านการจัดงานระดับนานาชาติอย่างมีมาตรฐาน
หลังสิ้นสุดงาน พื้นที่ยังได้จัดแสดงได้ถูกพัฒนาเป็น “อุทยานหลวงราชพฤกษ์” ซึ่งยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นตัวอย่างของ “มรดกหลังอีเวนต์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม
เวลาผ่านไปกว่า 20 ปี จนมาถึงปัจจุบันในปี 2569 ห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังมองหากลไกใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต
“เศรษฐกิจสีเขียว” กลายเป็นหนึ่งในคำสำคัญที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo) อีกครั้ง
ซึ่งครั้งนี้มี ภาคอีสานทั้งจังหวัด อุดรธานี-นครราชสีมา เป็นเดิมพันสำคัญของการยกระดับเชิงพื้นที่ สู่เวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม
“พืชสวนโลกอุดร” กับความท้าทายบนพื้นที่ชุ่มน้ำที่ “หนองแด” จ.อุดรธานี พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ กำลังถูกเนรมิตให้เป็น “Udon Thani International Horticultural Expo 2026” งานพืชสวนระดับโลกครั้งแรกที่จัดบนพื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetland) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life” ที่เชื่อมโยงคน-น้ำ-พืช เข้าด้วยกัน
โครงการนี้มีเส้นทางที่น่าสนใจ เพราะเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี” ลากยาวผ่านรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน-แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย. และมาสู่มือปัจจุบันที่รัฐบาลสีน้ำเงิน “อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน” ที่กำลังเร่งเครื่องให้ทันเดดไลน์ 1 พฤศจิกายน 2569
โดยปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กลับมาอยู่ในการควบคุมของพรรคเพื่อไทย ในยุครัฐบาลอนุทิน 2 ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงพื้นที่ตรวจงาน พบว่าความคืบหน้าก่อสร้างคืบหน้าไปกว่า 77.47% ไปแล้ว ทั้งอาคารต้อนรับ เรือนกระจก และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน
แต่สิ่งที่จะเป็นโจทย์ใหญ่ของสุริยะในนาทีนี้ ไม่ใช่ความเร็วในการเนรมิต หากแต่คือ “คุณภาพและมาตรฐาน” ทั้งในด้านความปลอดภัย ภูมิทัศน์ และภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะงานลักษณะนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่จัดแสดง แต่คือการสร้าง “หน้าต่างประเทศ” ที่จะถูกมองจากสายตาทั่วโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่า มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานีจะมีผู้เข้าชมกว่า 3.6 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนราว 32,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 81,000 อัตรา
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจสีเขียว” ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร การท่องเที่ยว และบริการเข้าด้วยกัน
ผลทางเศรษฐกิจจะกระจายไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การคมนาคม และวิสาหกิจชุมชนในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้าถึงตลาดและองค์ความรู้ใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่นำมาแสดงภายในงาน
ถึงแม้ว่า พืชสวนโลกอุดรธานี จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เตรียมต่อยอดจากอุดร สู่นครราชสีมา “โคกหนองรังกา” 2572
โดยรัฐบาลได้ปักหมุด “พืชสวนโลก 2572” (Korat 2029) ไว้ที่โคกหนองรังกา อ.คง บนเนื้อที่ 678 ไร่ ภายใต้ธีม “Nature & Greenery : Envisioning the Green Future” งบประมาณกว่า 4,281 ล้านบาท กำลังถูกวางแผนอย่างละเอียดผ่านเกณฑ์ BIE (Bureau of International Expositions) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกที่เข้มข้นขึ้น
โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นการขยายผลของยุทธศาสตร์พืชสวนโลกให้ครอบคลุมทั้งภาคอีสาน และเชื่อมโยงกับเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว
โดยปัจจุบันข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า งบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติในการจัดงานจะอยู่ในกรอบวงเงินกว่า 4,281 ล้านบาท และขั้นตอนปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดขออนุมัติจัดทำ Master Plan พื้นที่จัดงานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การออกแบบสวน และการออกแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังจบงาน (Legacy)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามากกว่าความสวยงามของดอกไม้ในงาน คือกลยุทธ์ “Expo Legacy” หรือการใช้พื้นที่หลังจบงานหากที่หนองแดหรือโคกหนองรังกา สามารถเปลี่ยนจากพื้นที่จัดงานเป็น “สวนสาธารณะระดับโลก-ศูนย์เรียนรู้เกษตรสมัยใหม่” ได้จริง นั่นแหละคือ “กำไร” ของประชาชนภาคอีสานอย่างแท้จริง
รวมถึงจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงรัฐบาลเช่นกันในทางการเมือง เพราะโครงการลักษณะนี้ไม่ได้ถูกประเมินเพียงวันเปิดงาน แต่จะถูกนำไปอ้างอิงเป็น “ผลงานระยะยาวของรัฐบาล” ไปอีกหลายปี
ไม่ต่างจากกรณีอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่ยังถูกหยิบมาอ้างถึงในฐานะความสำเร็จของนโยบายในอดีตจนถึงปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นบทพิสูจน์ที่พรรคเพื่อไทย ในฐานะกำกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จะต้องทำผลงานใหญ่ชิ้นนี้สำเร็จ
เหมือนดั่งยุคราชพฤกษ์ 2549
