พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (18) การตีความละคร Return to the East
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (18)
การตีความละคร Return to the East
ในช่วงต้นสงคราม ญี่ปุ่นได้ใช้นวนิยายไทยเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา ดังคณะละครทาคาราซึกะหยิบนวนิยายเรื่อง Whom The Gods Deny (2483) ของพระสารสาสน์ฯ นักการทูต นักปฏิวัติ นักชาตินิยมผู้ต่อต้านเจ้าอาณานิคมตะวันตก และผู้นิยมญี่ปุ่น ปรับปรุงเป็นละครเพลงแบบจุลอุปรากร (Operetta) ในชื่อใหม่ว่า Return to the East แสดงยังโรงละครในโตเกียวเมื่อต้นปี 2485 ละครดังกล่าวจึงสะท้อนบริบทการเมืองโลกในช่วงสงครามที่ญี่ปุ่นต้องการขับไล่เจ้าอาณานิคมตะวันตกออกไปจากเอเชีย
สำหรับมุมมองของ Jennifer Robertson ในหนังสือ “Takarazuka : Sexual Politics and Popular Culture in Modern Japan” (1998) เธอศึกษาคณะทาคาราซึกะในเชิงมานุษยวิทยาผ่านมิติของเพศสภาวะ และชาตินิยม พร้อมวิเคราะห์ว่าละครเรื่องนี้ถือเป็นละครเพลงในยุคจักรวรรดินิยมและการสร้างอาณานิคมทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
ละครเรื่อง Return to the East จึงนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงทางอุดมการณ์ เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเอเชีย (Pan-Asian family) ภายใต้การนำของญี่ปุ่นตามแนวคิดวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพา เธอชี้ให้เห็นว่า คณะทาคาราซึกะใช้ความบันเทิงเพื่อทำให้ภาพของการแผ่ขยายอำนาจของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดูนุ่มนวลลงและน่าดึงดูดใจผ่านสายตาของผู้ชม
นอกจากนี้ คณะทาคาราซึกะยังใช้เพศสภาวะเพื่อสื่อสารการเมืองผ่านบทบาทของตัวเอกที่เป็นผู้หญิงแต่งชายอันแสดงโดยซาโยะ ฟูกูโกะ ให้เป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งแบบญี่ปุ่นที่เข้าไปช่วยเหลือหรือสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ตัวละครไทย รวมทั้งนำเสนอความเป็นตะวันออก (Orientalism) โดยทางคณะทาคาราซึกะนำเสนอภาพไทยผ่านสายตาของญี่ปุ่นที่มองว่า ไทยเป็นดินแดนที่งดงามแต่หลงทาง และจำเป็นต้องหัน “กลับสู่ตะวันออก” เพื่อหลีกหนีจากการครอบงำของตะวันตก
ทั้งนี้ บทบาทของฟูกูโกะ ผู้เล่นบทเป็นตัวเอกที่เป็นหญิงแต่แต่งกายเป็นชายสามารถตีความได้ว่า เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายแบบญี่ปุ่นที่มีความเจริญและเข้มแข็งกว่า ด้วยการเข้าไปมีบทบาทในการปลุกจิตใจหรือกอบกู้จิตวิญญาณของประเทศมิตรอย่างไทยให้แข็งแกร่ง

การทำให้ไทยเป็นตะวันออก
คณะทาคาราซึกะนำเสนอภาพประเทศไทยในลักษณะที่เรียกว่า ทำให้ไทยเป็นตะวันออก (Orientalizing) ผ่านการเขียนบทและสร้างฉากให้ดูแปลกตา งดงาม มีมนตร์ขลัง ด้วยชุดไทยประยุกต์และระบำไทยบนเวทีตามสไตล์ทาคาราซึกะ ทำให้ผู้ชมญี่ปุ่นสัมผัสถึงสายสัมพันธ์ทางครอบครัวเอเชียและมองว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความทันสมัยและมีศักดิ์ศรีเหมาะสมกับการเคียงบ่าเคียงไหล่กับญี่ปุ่นได้ แต่ในขณะเดียวกัน ละครก็สื่อว่า ไทยเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามของตะวันตก และจำเป็นต้องได้รับแรงบันดาลใจจากญี่ปุ่นเพื่อ “กลับสู่ตะวันออก”
กล่าวโดยสรุป Robertson เห็นว่า ละครเรื่องนี้คือการเมืองของการแสดง (Performative Politics) ที่เปลี่ยนไทยให้กลายเป็นพื้นที่ในจินตนาการของญี่ปุ่น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงครามและการขยายอำนาจเข้าครอบครองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ความสัมพันธ์ฉันมิตรและเรื่องราวรักโรแมนติกเป็นเครื่องบังหน้า

ไทยชาติอารยะในสายตาญี่ปุ่น
บทประพันธ์ของพระสารสาสน์ฯ จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญของการเชื่อมโยงอุดมการณ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น กล่าวได้ว่า พระสารสาสน์ฯ ไม่ได้เป็นเพียงผู้เขียนบทประพันธ์เท่านั้น แต่เป็นตัวแทนของปัญญาชนเอเชียที่ผิดหวังจากตะวันตก เขาจึงนำเอาความขมขื่นจากการถูกจักรวรรดินิยมตะวันตกกดขี่มาแปรรูปเป็นงานเขียน
ในช่วงเวลานั้น เขาทำงานเป็นโฆษกวิทยุเสียงญี่ปุ่น (JOAK) ประจำห้องไทย และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาทางวัฒนธรรมแก่เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงร่วมมือกับคณะทาคาราซึกะในการแปลงนวนิยายของเขาให้เป็นละครเวทีเพื่อสนับสนุนระเบียบโลกใหม่ที่ญี่ปุ่นกำลังสร้างขึ้นในช่วงเวลานั้น
ดังนั้น การที่คณะทาคาราซึกะเลือกงานของเขามาแปลงเป็นละครเวทีนั้น เป็นการจงใจเลือกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอุดมการณ์มหาเอเชียบูรพา โดยมีคนเอเชียชาติอื่น เช่น ไทยที่มีความเห็นพ้องกับญี่ปุ่นอย่างเต็มใจ

งานประพันธ์ของพระสารสาสน์ฯ ช่วยให้คณะทาคาราซึกะสามารถนำเสนอภาพของประเทศไทยที่แตกต่างจาก “อาณานิคม” อื่นๆ ของตะวันตกว่า ไทยเป็นชาติที่มีเอกราชและกำลังพัฒนาสู่ความทันสมัย ไม่ใช่ดินแดนป่าเถื่อนที่ต้องรอการทำให้มีอารยะแต่อย่างใด ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า ในครั้งนั้นจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นนั้นไม่ได้ใช้เพียงกำลังทหาร แต่ใช้การดึงดูดใจผ่านปัญญาชนและศิลปวัฒนธรรมด้วย ละครดังกล่าวจึงเป็นการผสมผสานระหว่างความตื่นตาตื่นใจในทางศิลปะกับความรู้สึกชาตินิยมที่พุ่งสูงสุดในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา
เป็นไปได้ว่า สังคมญี่ปุ่นในยุคนั้นไม่ได้มองละครเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงความบันเทิง แต่เป็นเครื่องมือทำความเข้าใจมิตรประเทศโดยเฉพาะไทย ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยละครเรื่องนี้จึงเป็นประหนึ่งการเปิดหน้าต่างสู่ไทย ในฐานะดินแดนที่สง่างามและมีอารยธรรม ไม่ใช่ดินแดนป่าเถื่อน ซึ่งช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับการประกาศนโยบายวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาอีกด้วย
หากเปรียบเทียบกับการศึกษาคณะทาคาราซึกะของ Makiko Yamanashi จะพบว่า Yamanashi จะเน้นไปที่ประวัติศาสตร์การแสดงและการเปลี่ยนแปลงของคณะทาคาราซึกะในเชิงวัฒนธรรมแบบป๊อปเป็นสำคัญ ส่วน Robertson จะให้น้ำหนักไปที่เรื่องการเมืองเรื่องเพศและการสร้างตัวตนของญี่ปุ่นผ่านการเปรียบเทียบกับชาวเอเชียชาติอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ทั้ง Robertson และ Yamanashi ต่างให้ความเห็นพ้องกันว่า ละครเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อที่ปิดกั้นแง่มุมความขัดแย้งอื่นๆ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเอเชียในยามสงครามนั่นเอง
กล่าวได้ว่า บทบาทของพระสารสาสน์ฯ ผู้นิยมญี่ปุ่น และนวนิยายชาตินิยมเล่มสำคัญของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสงคราม และการโฆษณาชวนเชื่อให้กับญี่ปุ่นนำเสนอวงไพบูลย์มหาเอเชียบูรพาผ่านละครเวทีเรื่อง Return to the East เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการขยายอำนาจของญี่ปุ่น ในช่วงต้นสงครามที่กองทัพญี่ปุ่นมีชัยเหนือมหาอำนาจตะวันตก




https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
