bg-single

ฟังเสียง…พรรคการเมือง แก้โจทย์ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่

19.07.2026

| การศึกษา

มีความคืบหน้าเป็นระยะ สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. หลังนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเดินหน้าจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ พร้อมตั้งเป้าผลักดันให้มีผลบังคับใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้ โดยวางไทม์ไลน์เสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในสมัยประชุมหน้า และคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในช่วงปลายปี 2570

ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมือง โดยนำเสนอร่างหลักการสำคัญ 10 ประการ อาทิ การยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมนานาชาติ การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ การกระจายอำนาจสู่พื้นที่ การลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น

แม้หลักการดังกล่าวจะได้รับการยอมรับในวงกว้าง แต่สิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงมากที่สุด คือ กฎหมายฉบับใหม่จะช่วยแก้ปัญหาการศึกษาได้จริงหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเสนอข้อคิดเห็นไว้น่าสนใจว่า สิ่งที่ต้องการในกฎหมายฉบับนี้คือ “ธรรมนูญการศึกษา” ซึ่งเป็นแม่บท ที่ไม่ควรใส่รายละเอียดทุกอย่างลงไป เนื่องจากบริบทของการศึกษาในแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน

ทั้งนี้ หากถอดบทเรียนจาก พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับปี 2542 ปัญหาอยู่ที่การบริหาร ไม่ใช่หลักการ ตัวหลักการดีอยู่แล้ว แต่ความล้มเหลวเกิดหลังจากประกาศใช้กฎหมายได้ 4-5 ปี รัฐบาลและระบบราชการกลับมุ่งเน้นและเสียเวลาไปกับการปฏิรูปโครงสร้าง จนละเลยเนื้อหาสาระสำคัญอื่นๆ ของการศึกษา ซึ่งปัญหาอยู่ที่การบริหาร

ต้องพยายามเขียนกฎหมายที่กำหนดหลักการ เพื่อให้คนที่มาบริหารต้องยึดถือหลักการนี้ให้ได้

“ผมอยู่กับการเมืองมานานพอสมควร ได้มีโอกาสทำมาหลายโครงการ อาทิ โครงการคืนครูให้นักเรียน จัดจ้างบุคลากรมาทำหน้าที่ภาระงานอื่น ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ให้ครูได้มีเวลาอยู่กับเด็ก ช่วงแรกโครงการนี้ไปได้ด้วยดี แต่ต่อมาไม่ได้สานต่อ จนมาถึงปัจจุบัน รัฐบาลมีความกังวลเรื่องงบประมาณปรับการจ้าง จากเดิมเป็นลูกจ้างชั่วคราว มาเป็นลูกจ้างแบบจ้างเหมาบริการ ขณะที่การยกระดับศักยภาพของครู มีมูลนิธิทีช ฟอร์ ไทยแลนด์ ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยการคัดเลือกและพัฒนาคนรุ่นใหม่ (บัณฑิตและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา) ให้ไปเป็นครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง สอนเต็มเวลาในโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรเป็นเวลา 2 ปีเต็ม โดยปีนี้ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมมูลนิธินี้ พบว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเกือบทุกคนรักในการพัฒนาการศึกษา แต่กลับถอดใจกับระบบการศึกษา หลายคนอยากไปทำงานการศึกษาแบบที่ไม่ต้องอยู่ในโรงเรียน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ความท้าทาย คือกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องเท่าทันกับพลวัตและปัญหาใหม่ๆ ในสังคม อาทิ ปัญหาเด็กต่างด้าว ที่เข้ามาอยู่ในระบบโรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนจำนวนมาก, การเพิ่มขึ้นของเด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น และโรคออทิสติกเทียม ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูในยุคปัจจุบัน และค่านิยมที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ เด็กระดับมัธยมศึกษาเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะในโลกยุคดิจิทัล พวกเขาสามารถหารายได้และขายสินค้าออนไลน์ได้เองตั้งแต่อายุยังน้อย

โดยคำถามที่สำคัญคือ เมื่อตัดสินใจมาทำธรรมนูญการศึกษาใหม่ ได้ตั้งโจทย์ที่สามารถแก้ไขทั้งปัญหาใหม่และปัญหาที่สะสมมานานหรือไม่ อยากเห็นกฎหมายฉบับนี้เขียนในเชิงหลักการกว้างๆ และเปิดโอกาสให้ฝ่ายบริหารอาศัยอำนาจของกฎหมายไปจัดทำกฎหมายลำดับรอง เพื่อที่จะได้แก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก รื้อกันใหม่ได้ง่ายและสอดคล้องกับบริบทมากขึ้น เพราะหากจะแก้ไขต้องยกร่างและเสนอสภาทุกครั้ง คงเป็นเรื่องยาก

พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ ควรเขียนกฎหมายเพื่อมอบหน้าที่ความรับผิดชอบให้แต่ละหน่วยงาน เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้ามาร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเรียนรู้ หรือกระทรวงการคลัง ต้องให้สิทธิในเรื่องของการลดหย่อนภาษี กรณีที่มีการจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กและสถานที่รับเลี้ยงเด็ก เป็นต้น

ทั้งนี้ การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ มีความท้าทายอย่างมาก ในการเป็นกุญแจสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

ขณะที่ ครูหนึ่ง-ธีรศักดิ์ จิระตราชู จากพรรคประชาชน ระบุว่า สิ่งที่น่าสนใจ มีดังนี้

1. กำหนดเป้าหมายให้ผู้เรียนมีสุขภาวะ (Well-being) ที่ดีต้องเป็นเป้าหมายหลัก โดยยืนยันว่าสุขภาวะในระบบการศึกษาที่แท้จริงคือ Well-being ซึ่งครอบคลุมอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ในร่างหลักการนี้อาจใกล้เคียงกับคำว่า “ระบบนิเวศการเรียนรู้” ไม่ใช่แค่เรื่องสุขอนามัยทางกายอย่างแคบแบบที่เข้าใจผิดเสมอมา

2. เสนอแนะ 3 หลักการสำคัญที่ยังหายไป มาตรฐานข้อมูล, หลักการระดมทรัพยากร และระบบบริบาลเด็กปฐมวัย

3. กำจัดบั๊กทางการศึกษา – บั๊กแรกที่พบ งบประมาณเหลื่อมเทอม ปีงบประมาณแผ่นดินกับเทอมเรียนของเด็กไม่ตรงกัน ส่งผลให้การบริหารจัดการงบดูแลสุขภาวะเด็ก และบุคลากรเกิดอุปสรรคและไม่ลื่นไหล อาจต้องวางระบบงบประมาณเพื่อการศึกษาใหม่หรือไม่

และ 4. รายละเอียดจิปาถะในการนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านกฎหมายให้สำเร็จ

กฎหมายควรระบุให้ชัดเจนว่า “ใคร” เป็นผู้มีหน้าที่ต่อกฎหมายมาตราหนึ่งๆ เช่น รัฐส่วนกลาง อปท. หรือเอกชน การระบุไว้กลางๆ อาจนำไปสู่จุดเกรงใจ

หรือเมื่อเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจก็เกิดภาวะปล่อยมือทิ้งไว้กลางทางในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น กรณีศึกษาของ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 จนสุดท้ายอาจนำไปสู่การโอนถ่ายอำนาจไม่สำเร็จแล้วดึงอำนาจกลับมาสู่ระบบรวมศูนย์แบบเดิม

“การปฏิรูปกฎหมายการศึกษาในยุค 2569 มีความซับซ้อนและท้าทายกว่าในอดีตอย่างมาก หากเราต้องการระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เท่าเทียม ปลอดภัย และเคารพสิทธิผู้เรียน มีความจำเป็นที่ต้องทำงานทางความคิดกับผู้คนเพื่อหาฉันทมติร่วม จึงจะสามารถเกิดความเปลี่ยนแปลงได้จริง” ครูหนึ่ง-ธีรศักดิ์กล่าว

แม้ข้อเสนอของทั้งสองฝ่ายจะมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่ต่างสะท้อนแนวคิดเดียวกันว่า การปฏิรูปการศึกษาจะไม่สำเร็จ หากเปลี่ยนเพียงตัวบทกฎหมาย แต่ไม่เปลี่ยนวิธีบริหารและกลไกการขับเคลื่อน

เพราะโจทย์ของการศึกษาไทยในวันนี้ซับซ้อนกว่าสมัยที่กฎหมายฉบับเดิมประกาศใช้ ทั้งการเข้าสู่สังคมดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน การเพิ่มขึ้นของเด็กต่างชาติ เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ตลอดจนค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองว่าการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นเส้นทางเดียวของความสำเร็จ

การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎหมาย แต่คือการออกแบบระบบการศึกษาไทยเพื่อรองรับโลกอนาคต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย