ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ถอยเพื่อก้าว เดินหน้าฝ่ามรสุม ‘จากนี้ไปจะเป็นนักการเมืองแล้ว’
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ถอยเพื่อก้าว เดินหน้าฝ่ามรสุม
‘จากนี้ไปจะเป็นนักการเมืองแล้ว’
10 เดือนก่อนหน้านี้ เสียงและภาพของศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยในรัฐสภา ได้รับการติดตามชมอย่างล้นหลาม บางคลิปดันผู้ชมนับล้านวิว
5 เดือนก่อนการเลือกตั้ง “ศุภจี” สวมบทบาท “ผู้ช่วยหาเสียง” แต่ก็ยังออกตัวว่า อยู่ภาคเอกชนไม่คุ้นชินกับการเมือง ทั้งกล้า-ทั้งกลัว
1 ในผู้ช่วยหาเสียง ดันกระแสพรรคภูมิใจไทยขึ้นสูง กวาดคะแนนปารตี้ลิสต์ในกรุงเทพมหานคร ได้ถึง 5 แสนเสียง จากที่เคยได้ในการเลือกตั้งครั้งก่อนเพียง 28,000 เสียง
3 เดือนหลังพรรคชนะเลือกตั้ง “ศุภจี” ได้ปูนบำเหน็จ 2 เก้าอี้ใหญ่ รองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แบบ “งานเดี่ยว-งานใหญ่” ไร้รัฐมนตรีช่วย
1 เดือนหลังเข้ารับตำแหน่ง “ศุภจี” ถูกกระแสข่าวกังขาเรื่อง “วุฒิการศึกษา” เสียงตอบกลับแบบสับของเธอคือ “ไร้สาระ”
ศุภจี-เดินหน้าหากุนซือ รุกแต่งตั้งที่ปรึกษาแบบข้ามขั้ว-ข้ามค่าย คว้ารองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างวีระพงษ์ ประภา เข้าร่วมตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย ดึงนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน นักวิชาการด้านเศรษฐกิจจีน ร่วมกับทีมที่ปรึกษาระดับบิ๊กเนม 20 ราย
1 ในทีมที่ปรึกษายังเคยเป็นรัฐมนตรี และทีมงานของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อาทิ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ และนาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
กระนั้น ก็มีคำถามที่ดังก้องกลายเป็นญัตติสาธารณะจู่โจมไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมตรี ว่า “ศุภจี…หายไปไหน” ส่งผลสะเทือนต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ “ศุภจี” จะเสียงแข็งว่า เธอทำงานแบบอิสระ ไร้เสียงบงการ และได้รับการสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อเกิดเสียงคำรามจากวงกินโจ๊กมื้อเช้าบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ประกาศให้รัฐมนตรีทุกคนชวนสื่อมวลชนไปกินลาบ-สื่อสารการทำงาน
“ศุภจี” ที่หายหน้าไปจากสื่อทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้านักข่าวแบบครึกโครมในสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้านหนึ่งมีคำอธิบาย ให้ข้อมูลผ่านบทสนทนาหลายรายการ-หลากแพลตฟอร์มว่า
“ชอบทำงานเบื้องหลัง…ต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน ไม่ได้เน้นออกสื่อ ไม่อยากเสียเวลากับการตอบโต้”
ในวงนัดสนทนากับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจที่ทำเนียบรัฐบาล ครั้งแรกเธอบอกว่า “คิดมาตลอดว่าตัวเองไม่ใช่นักการเมือง เป็นข้าราชการ มีความตั้งใจ อยากจะมาช่วยจริงๆ ในวันที่เศรษฐกิจวิกฤตซ้อนวิกฤต…”
และนับจากนี้ไป เธอจะตระหนักถึงความเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ที่ต้องบริหารราชการแผ่นดินควบ 2 เก้าอี้ เป็นประธานกรรมการบอร์ดระดับชาติ 35 ชุด และนั่งเป็นกรรมการระดับนโยบาย อีก 14 ชุด รวมวาระต้องประชุมราว 50 กรรมการ
รองนายกรัฐมนตรีที่ใช้ชีวิตอยู่ในทำเนียบ 2 วัน อยู่กระทรวง 3 วัน อีก 2 วันลงพื้นที่ต่างจังหวัด และบางโอกาสจะหายตัวไปยาวๆ 3-5 วัน คือการเดินทางต่างประเทศในฐานะ “หัวหน้าทีมไทยแลนด์”
เธอยอมรับว่า ปัญหาของการหายไปส่วนหนึ่งคือการสื่อสาร “เพราะเป็นคนอธิบายยาว ทำให้หลายครั้งถูกตัดตอนข้อความไปสื่อสารผิดเจตนา เช่น กรณีกุ้ง ที่ถูกสรุปว่าให้คนไทยช่วยกันกินกุ้ง ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือการใช้กลไกตลาดเข้าไปดูดซับผลผลิตและพยุงราคาเกษตรกร”
ไม่นับรวมเรื่อง “ทุเรียน” ที่เธอย้ำว่า ถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนตั้งแต่ “ขนาด” ไปจนถึง “เนื้อ” และราคา แต่การทำตลาดล่วงหน้าทำให้ส่งออกได้ดี ทุเรียนลูกเล็กขายได้ราคาสูงมากในญี่ปุ่น
เรื่องราคามะพร้าวจาก 2 บาท ขึ้นมาเป็น 15 บาท “ศุภจี” พูดไม่ทันขาดคำ ถูกชาวสวนตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ และนัดยื่นหนังสือเรียกร้องข้อเสนอในวันถัดมา ก่อนหน้านั้นถูกนำไปล้อเลียนกลายเป็นมีมในโซเชียล ขั้นตอนการกระจายในปั๊มน้ำมัน ซึ่งเธอยืนยันความพยายามช่วยดูดซับอุปทานส่วนเกินในช่วงราคาตกต่ำ
กรณีนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ศุภจีต้องชี้แจงหลายรอบว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เซ็น MOU ซื้อข้าวโพด GMO จากสหรัฐ ตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นเรื่องของเอกชน สาเหตุที่ต้องนำเข้าเป็นเพราะไทยแบนข้าวโพดจากการเผาป่าของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้วัตถุดิบอาหารสัตว์ขาดตลาด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ย้อนเล่าเสียงอ่อนว่า ตอนที่อยู่ในภาคธุรกิจ ตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมรัฐบาลไม่บูรณาการแก้ปัญหา เมื่อมาเป็นฝ่ายรัฐบาล จึงเปิดความร่วมมือบูรณาการร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ พัฒนาระบบ “Dashboard ข้าว” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา และวิเคราะห์-พยากรณ์ผลผลิตล่วงหน้า
กลไกนี้ทำให้รัฐสามารถเข้าไปซื้อนำตลาดได้ทันท่วงที หมุนเวียนนำข้าวไปขายต่อให้หน่วยงานรัฐ โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ
ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก เมื่อเธอเสนอโปรเจ็กต์ใหม่ “ข้าวแกง 40 บาท” ช่วยต้นทุนร้านค้า 2 แสนรายที่มีการลงทะเบียน เกิดเสียงสวนกลับระงม 1 ในนั้นคือ รัฐมนตรีเศรษฐกิจเงา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ที่ย้อนว่า “เป็นความปกติ” ราคาข้าวแกง 40-50 บาทอยู่แล้ว “เป็นโครงการแนวประชาสัมพันธ์ มากกว่าแก้ไขปัญหาปากท้องให้กับประชาชนได้จริง”
วันถัดมา ได้เห็น “ศุภจีคนใหม่” เปิดไมค์ให้สัมภาษณ์หน้าตึกบัญชาการ ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี เธอยอมถอย 1 ก้าว ตอบฝ่ายค้านว่า “40 บาท…ไม่ใช่ราคาสุดท้าย เป็นราคาเหมาะสมระดับหนึ่ง แต่เมื่อมีทั้งคนที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ก็คงจะนำเรื่องนี้มาทบทวน”
สำทับด้วยการชี้แจงด้วยลายลักษณ์อักษร “เรายินดีรับฟังและพร้อมจะทบทวน เพื่อไม่ให้เกิดมาตรการรัฐที่ไปกระทบต่อกลไกตลาด ข้าวแกงราคาประหยัดต่ำกว่าจานละ 40 บาท เป็นทางเลือกอยู่แล้ว หรือบางเสียงเห็นว่าควรแก้ที่ส่วนอื่นที่อยู่นอกเหนือการดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เราจึงได้ระงับแผนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี”
ข้าวแกง 40 บาทถูกพับแฟ้มรอคู่ขนานกับงานต่อจากนี้ “ศุภจี” ต้องโฟกัสเรื่องเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องหาทางลงให้จบภายใน 24 กรกฎาคม 2569
คิวเดินทางไปสหรัฐราว 72 ชั่วโมง วันที่ 15-17 กรกฎาคม วาระเจรจาเพื่อการส่งออก และปกป้องสิทธิประโยชน์เศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เพราะไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนในการห้ามรับสินค้าจากแรงงานบังคับ และไทยเป็นทางผ่านนำสินค้าจากจีนมาตกแต่งแล้วส่งออก
ฝ่ายไทยได้ยื่นผลพิสูจน์ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก คือ 1. เครื่องจักร 2. ยานยนต์ 3. ยางและผลิตภัณฑ์ยาง พบว่ามีสัดส่วนการผลิตจริงในประเทศสูงถึง 70-90% และไม่มีรายการใดที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 60%
มรสุมการเมือง-กระแสที่ถูกถล่ม ทำให้ “ศุภจี” ยอมรับและบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“วันนี้จะเป็นนักการเมืองแล้ว…แต่จุดยืนจะไม่เปลี่ยน และยึดถือในฐานะผู้ปฏิบัติธรรม คือไม่เคยโกหก และจะบอกข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเสมอ”
หากเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะเทียบตัวเองว่า การทำงานในรัฐบาลรอบนี้ “เหมือนหายใจอยู่บนดวงจันทร์” ศุภจี หัวหน้าทีมไทยแลนด์ เปรียบตัวเองว่า “น่าจะอยู่บนดาวอังคาร”
แต่ก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำงานพิสูจน์ตัวเองต่อไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
