จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

‘กะลา’ ในเมืองไทยเป็นเครื่องมือลงโทษที่ชาวบ้านนิยมใช้กัน เพราะหาง่าย น้ำหนักพอดี เหมาะมืออย่าบอกใคร

ดังจะเห็นได้จาก “เครื่องเล่นชูชก” (บทร้องมุขปาฐะจาก “หนังสือวัดเกาะ” เล่ม 3 เพลงร้องรำพัน, มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา จัดพิมพ์ 12 สิงหาคม 2559)

ชูชกพราหมณ์เฒ่าพานางอมิตตดา เมียสาวลงเรือจ้างที่คนลาวแจว ระหว่างนั้นผ่านเรือแพขายของ ‘ตามแนวคงคาหนทางคลาไคล ริมฝั่งทางไปมีทุกสิ่งอัน’ เนื่องจากมีเรือแพจอแจนัก เรือบางลำอย่าง ‘อ้ายมอญเรืออิฐ’ ก็ต้อง ‘จอดชิดแอบฝั่ง’ อุตส่าห์จอดแอบอย่างนี้ยังไม่พ้นถูกชนเข้าอย่างจัง

“เรือจ้างเข้าชิดโดนเรืออิฐพลัน ท้ายเสียหัวหันโคนบิ่นสิ้นดี

เรือจ้างกะแทกเรืออิฐแตกยาว มอญร้องด่าลาวอึงมี่”

ด่ากันไปมา เรือจ้างด่าภาษาลาว เรืออิฐด่าภาษามอญ คนที่งุนงงกับสองภาษา คือ ชูชกพราหมณ์ชรา พยายามทำความเข้าใจ ยังไม่ทันรู้เรื่องก็ได้เรื่องเสียก่อน

“อ้ายเฒ่าว่าอุเหม่มึงจะทำเกเรพูดเหลวใหล ประเดี๋ยวนี้เรือใครโดนใคร บอกให้กูเข้าใจสักที

อมิตตะดาร้องห้ามว่าจะเกิดความใหญ่แล้วฟ้าผี่ เหลียวมาแลไปจะหาไม้ก็ไม่มี

อ้ายเฒ่าชราคว้าได้ปุ้งกี๋ ว่าวันนี้กูไม่กลัว

(ปุ้งกี๋ หรือ บุ้งกี๋ = เครื่องสานรูปลักษณะคล้ายเปลือกหอยแครง ใช้โกยดิน)

อ้ายพวกมอญลุกออกมา คว้าได้กะลาขว้างหัว

อ้ายเฒ่าชะแรแก่ตัว ตามัวหลบไม่ทัน

โดนเปรี้ยงเข้าที่หน้า อ้ายเฒ่าชราหัวหัน

หกล้มจมหลักแจว ว่าหัวกูแตกแล้วก็ช่างมัน

อมิตตะดานารี นางตามตาชีมาพลัน

ขึ้นฝั่งคงคาพากัน ออกรีบผายผันทันที นั้นแหล่ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นอกจากนี้ยังมี “บทแอ่วลาวแพน” (บทร้องมุขปาฐะจาก “หนังสือวัดเกาะ” เล่ม 1 มโหรีและเพลงปฏิพากย์, มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา จัดพิมพ์ 12 สิงหาคม 2559) ฝ่ายหญิงตอบโต้ฝ่ายชายว่า

“อย่าทำหน้าด้านมาพาลผิด ให้เจ็บในจิตต์ของสตรี

ช่างมาอวดอ้างวางโต แล้วกลับพาโลมาว่าเสียดสี

ชาติผู้ชายบัดซบน่าตบด้วยกะลา ให้หน้าตามันป่นปี้”

ข้อความในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ไม่ต่างจากบทแอ่วลาวแพนที่ยกมาข้างต้น กะลาเป็นของในครัวเรือน ทะเลาะวิวาทกันขึ้นมาก็เป็น ‘ตัวช่วย’ ชั้นดี ดังตอนที่นางพิมพิลาไลยได้กับพลายแก้วใหม่ๆ หมาดๆ นางจับได้คาหนังคาเขา หลักฐานตำตาว่านางสายทองพี่เลี้ยงและแม่สื่อของตัวงาบผัวสุดที่รักไปเรียบร้อย เกิดต่อว่าต่อขานเป็นการใหญ่ ทันทีที่สายทองลำเลิกว่าเคยอุ้มชูเลี้ยงดูนางพิมมา นางก็สวนกลับว่า

“ฉันขอบคุณแล้วคุณพี่อุ้มมา อุ้มทั้งเขยทั้งข้าเข้าในห้อง

โบราณท่านว่าเป็นพี่น้อง พลัดเข้าท้องเป็นตีนเป็นมือไป”

นางพิมประชดว่าขอบคุณที่พี่เคยอุ้มชูดูแลมา พี่เลยอุ้มทั้งน้องเขย (พลายแก้ว) และตัวข้าเข้าห้อง โบราณว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน พอพลัดเข้าท้องไฉนกลายเป็นตีนเป็นมือไปเสียนี่ สายทองไม่ยอมให้นางพิมด่าข้างเดียวจึงตอบโต้ไม่เกรงใจ “ปากกล้าดีก็ว่ามาอีกซี ตีผางเดี๋ยวนี้ให้ล้มคว่ำ” ถึงขั้นจะลงไม้ลงมือกันเลย

ฟังแล้วแค้นใจนัก นางพิมจึงจัดหนัก จิกหัวเรียกพี่เลี้ยงว่า ‘อีเมียน้อย’

“มันลึกละใครจะนิ่งให้พี่ทำ อย่าเชื่อล่ำถึงข้าเล็กไม่อยากกลัว

เมื่อกระนั้นถึงจะตีก็ไม่ว่า เดี๋ยวนี้ข้าถือว่าเป็นเจ้าผัว

อีเมียน้อยก้ำเกินไม่เกรงกลัว จะจิกหัวลงตบด้วยกะลา”

จะเห็นได้ว่า ‘กะลา’ เป็นอาวุธที่จับได้ถนัดมือ ใช้ตบใช้ขว้างได้ทั้งนั้นขึ้นกับระยะห่างเป็นสำคัญ ตบถ้าอยู่ใกล้ อยู่ไกลก็ขว้าง นอกจากชาวบ้านจะใช้กันแล้ว ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือลงทัณฑ์ของหลวงที่ใช้ลงโทษผู้กระทำผิดขั้นรุนแรง พบในวรรณคดีหลายเรื่อง อาทิ นิทานคำกลอนเรื่อง “ลักษณวงศ์” เล่าถึงการ ‘ตบด้วยกะลา’ หลายครั้งหลายครา ดังตอนที่พระลักษณวงศ์สั่งลงโทษนางยักษ์ที่ใช้อุบายทำลายชีวิตคู่ของพระบิดามารดา

“กระทืบบาทสิงหนาทอยู่ฉาดฉาน มึงอีมารแก่แรดแพศยา

เหวยมนตรีตีตบด้วยกะลา เอาเลือดมาล้างตีนอีสิ้นอาย

ผูกเข้าเฆี่ยนสองพันให้สันขาด มารอำมาตย์รับสั่งแล้วลงหวาย

ตีผึงตบผางฟันกระจาย อีมารร้ายร้องทูลขอโทษตัว”

อีกตอนหนึ่งพระลักษณวงศ์หลงเชื่อมเหสียี่สุ่นว่าพราหมณ์เกสรลวนลามนาง แทนที่จะฟังความทั้งสองข้าง กลับลงโทษพราหมณ์อย่างหนัก

“พระยิ่งกริ้วมิได้ตรึกจะนึกแหนง น้อยหรือแกล้งใส่ความเจ้างามขำ

กะลาตบเข้าให้สมที่คมคำ เมื่อมึงทำแล้วเอาโทษมาทานาง

เจ้าพราหมณ์ร้องโอ้องค์พระทรงเดช เขาจิกเกศกะลาตบเข้าผางๆ

โลหิตอาบไหลนองทั้งสองปราง เจ้าพราหมณ์นางก็สลบลงกับคา”

บทละครนอกเรื่อง “คาวี” พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ก็มีการลงโทษลักษณะนี้เช่นกัน ดังตอนที่นางคันธมาลี มเหสีท้าวสันนุราช บริภาษและสั่งลงโทษยายเฒ่าทัศประสาท

“อีเฒ่าทัศประสาทมันสอพลอ มายุแยงแกล้งก่อเหตุใหญ่

เจ้าขรัวยายนายเรือเอกชัย ไปรับอีอะไรมิรู้มา

ทำให้เคืองขุ่นวุ่นทั้งวัง ยังจะมาแอบฟังนั่งลอยหน้า

จะตีให้บัดซบตบด้วยกะลา พลางเรียกข้าเข้ากลุ้มรุมรัน”

รุมกันฉะด้วยกะลาแบบไม่เว้นวรรคทำเอายายเฒ่าหมดสภาพในที่สุด

“จะหลีกไปข้างนั้นก็ถูกตี เหลียวมาข้างนี้ก็ถูกตบ

หน้าตาบวมบอบลงหมอบซบ กลิ้งเกลือกเสือกสลบไม่สมประดี”

ถูกตีถูกตบสลบเหมือดเพราะ ‘กะลา ‘แท้ๆ แต่อย่าเข้าใจว่าเป็นกะลาขัดมันผิวเรียบสวยงามที่ใช้เป็นภาชนะใส่ของใช้ของกิน แท้จริงคือ ‘กะลาทั้งขน’ หมายถึงอะไร?

‘กาญจนาคพันธุ์’ ให้ความกระจ่างไว้ในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ดังนี้

“กะลาทั้งขนก็คือกะลามะพร้าวที่เขายังไม่ได้ขูดเอาขนรุงรังออก มักใช้ใส่อาหารให้หมากิน หรือวิดน้ำเรือ การตบด้วยกะลาทั้งขนหมายถึงการทำโทษอย่างแรง สมัยเมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กได้ยินพูดถึง ‘กะลาทั้งขน’ บ่อยๆ เช่น ผู้หญิงทะเลาะกัน มักพูดว่า ‘เดี๋ยวแม่ตบด้วยกะลาทั้งขน'”

‘กฎ 36 ข้อ’ เป็นกฎหมายที่สืบทอดมาแต่สมัยอยุธยา ส่วนใหญ่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี หนังสือ “กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน” เล่ม 2 จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง กล่าวถึง ‘กะลาทั้งขน’ ไว้ในกฎข้อที่ 7 ว่า ขณะพิจารณาคดีถ้าลูกความโต้เถียงด้วยถ้อยคำสามหาวหยาบช้าให้ลงโทษตบปากด้วยกะลาทั้งขน

“๏ อนึ่งพระมหามนตรีรับพระราชโองการใส่เกล้าฯ สั่งว่าให้อาญาไว้แก่ลูกขุนณสานหลวงว่า ถ้ากระลาการคุมเอาลูกความไปชี้แก่ลูกขุนณสานหลวง ถ้าลูกความติดใจกระลาการ (= ข้องใจ สงสัย) ให้มีคำขึ้นแก่ขุนราชพินิใจผู้เสนอให้รับเอาถ้อยคำนั้นเสนอแก่ลูกขุน ถ้าติดใจลูกขุนว่าพิภากษาเนื้อความขาดเหลือก็ให้ลูกความติงทุเลา (= แย้งขอให้ระงับไว้ก่อน) ถ้าติงทุเลาชอบให้พิภากษาหาความชอบคืนสืบไป อย่าให้ลูกความทุ่งเถียงตอบโต้ลูกขุนเปนอันหยาบช้า ถ้าแลตอบโต้ลูกขุนหยาบช้าให้เอาไม้แป้นตบปาก ถ้าลูกความหยาบช้าเปนอันมิดี ให้เอากระลาทังฃนตบปาก แล้วให้กระลาการเอาลูกความไว้ให้หมั้นคง แล้ให้ลูกขุนเอาเนื้อความกราบทูล ฯ จให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยรจงหนัก แล้วให้ปรับไหมเอาตามโทษานุโทษนั้น รับสั่งให้ไว้ณวันอังคาร ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๘ จุลศักราช ๑๐๓๔ ปีชวดจัตวาศก” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

เมืองไทยสมัยก่อน ‘มะพร้าว’ มีบทบาทในการพิจารณาตัดสินคดี ฉบับหน้าอย่าพลาด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
I Am Frankelda
การปกครองท้องถิ่น
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)
กรรณิการ์ เปรมใจ : ชีวิตติดผืนดินบนเส้นทางโบราณคดี
ปุ๊บเปิ๊บ
หยุด, แล้วเดินออกมาจากสนามแข่ง
สืบพันธุ์มหาอุด เพราะฉันต้องเป็นคน (ตัว) สุดท้าย
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : คลื่นลูกแรก
กะลาแลนด์ (3)
คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (จบ)