นัยความเป็นคน | นิ้วกลม
1
ช่วงศตวรรษที่ 19 ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกาถือว่ามีบรรยากาศคล้ายคลึงกับยุคสมัยของเรา ในแง่ที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โรงงานอุตสาหกรรมกำลังเริ่ม การผลิตข้าวของจำนวนมาก ผู้คนทำงานหนักขึ้นเพื่อบริโภคสินค้าที่มีมากขึ้น ชีวิตเหมือนจะมีทางเลือกมากขึ้น แต่การแข่งขันและความกดดันก็สูงตามไปด้วย
เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนสปีด และเปลี่ยนโลกรอบตัว
ต่างกันแค่ ยุคเราเปลี่ยนไปด้วยความเร่งที่น่าหวาดหวั่นกว่ามาก
ในบรรยากาศเช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเหนื่อยล้าและเริ่มตั้งคำถามว่า “มีทางเลือกอื่นอีกไหมในชีวิต”
หนึ่งคนที่ถามคำถามนี้อย่างจริงจังคือ เฮนรี่ เดวิด ทอโร
2
ทอโรเกิดปี 1817 เป็นลูกชายเจ้าของบริษัทผลิตดินสอ เรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจบไปเป็นครูอยู่หนึ่งปีแล้วลาออก เพราะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษนักเรียน เขามีจิตวิญญาณขบถเต็มเปี่ยม ชีวิตผันเปลี่ยนหลายหน ย้ายงาน ย้ายที่อยู่ เหมือนเมล็ดพันธุ์ลอยตามลมเพื่อตกลงบนพื้นดินที่เหมาะสมกับจิตวิญญาณภายใน
ในปี 1845 เขาตัดสินใจสร้างกระท่อมหลังน้อยริมบึงวอลเดน บนที่ดินของราล์ฟ วอลโด เอเมอร์สัน ซึ่งคอยอุปการะดูแลเขาอยู่เสมอ เขาตั้งใจให้มันเป็น “โครงการทดลอง” เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่เขาตั้งขึ้นมากับระบบสังคมภายนอกที่กำลังเร่งเร้าในการทำมาหากินอย่างบ้าคลั่ง
ใช้เวลาสองปีกับกระท่อมหลังนี้ เพื่อทดลองใช้ชีวิตที่แบบที่คิดคำนวณมาอย่างดีว่า “แค่นี้ก็พอ”
วิธีคิดคำนวณเกี่ยวกับการทำงานและการมีชีวิตอยู่ของทอโรนั้นเป็นเศรษฐศาสตร์เฉพาะตัว หลักของมันมีอยู่ว่า แทนที่เราจะตั้งคำถามว่ากิจกรรมหนึ่งจะให้ผลตอบแทนกับเรามากแค่ไหน (งานหนึ่งงานสร้างรายได้เท่าไร) เราควรถามว่า มันมีราคาที่ต้องจ่ายในแง่ชีวิตอันบริสุทธิ์แค่ไหนต่างหาก (เราเสียอะไรไปบ้างกับการทำงานนี้)
เป็นโจทย์ที่น่าคิด
โดยทั่วไปเรามักคิดถึง “รายได้” จากการงานเป็นหลัก แต่เราลืมนำเอา “รายจ่าย” ที่เราใช้จ่ายไประหว่างทำงานไปคิดคำนวณด้วย อันได้แก่ ความเครียด ความเหนื่อยใจ สุขภาพ ความสัมพันธ์ ความฝัน การพักผ่อน และชีวิตที่ดีในนิยามที่เราต้องการ
หากไม่นำ “รายจ่าย” เหล่านี้ไปร่วมคิดคำนวณ เราอาจเผลอคิดไปว่าเรากำลังทำกำไรจากการลงทุนลงแรงทำงานนั้น ทั้งที่จริงแล้วเราอาจขาดทุนก็เป็นได้ เพราะเราได้เงินมา แต่เสียหลายสิ่งไปจากชีวิต ยังมิต้องนับว่า บางครั้งก็ถูกเรียกเก็บย้อนหลัง เช่น ปัญหาสุขภาพที่ค่อยๆ สะสมมา หรือความสัมพันธ์ที่พังลงเพราะทำงานหนักเกินไป ฯลฯ
ดูเหมือนทอโรจะกระตุกให้เราคิดใหม่ แทนที่จะคิดว่า “เราทำงานได้มากที่สุดแค่ไหน” ให้ลองคิดกลับด้านว่า “เราทำงานน้อยที่สุดได้แค่ไหน” แล้วใช้เวลาที่เหลือมาทำในสิ่งที่เป็น “กำไร” ของชีวิต ซึ่งไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเงิน

3
เมื่อคิดแบบนี้ ทอโรจึงเลือกทำงานกลับด้านกับชาวบ้านชาวช่อง ขณะที่คนอื่นทำงาน 5 วัน หยุด 2 วันต่อสัปดาห์ เขาเลือกทำงาน 1 วัน แล้วหยุด 6 วัน ด้วยเหตุผลว่า ทำงานวันเดียวก็เพียงพอใช้จ่ายแล้ว
แน่นอนว่า ทางเลือกนี้สัมพันธ์กับวิถีการกินอยู่ของเขาด้วย
เขายอมรับว่าคนเราต้องมีปัจจัยพื้นฐานในการมีชีวิต มีที่ซุกหัวนอน มีหลังคากันแดดกันฝน มีเตียง มีผ้าห่ม มีโต๊ะ และเก้าอี้สักสามตัว
คำถามคือ คุณอยากมีหลังคาบ้านแบบไหน
หลังคาที่คุณต้องการนั้นแพงหรือถูก? สิ่งนี้เองจะกำหนดว่าคุณต้องทำงานหนักแค่ไหน ซึ่งบ้านของเขาสร้างขึ้นจากวัสดุราคารวม 28 ดอลลาร์เท่านั้น หากเทียบเงินเฟ้อก็อาจเท่ากับ 50,000 บาทในยุคปัจจุบัน
การได้มาซึ่งหลังคาหรูหรา เตียงดีไซน์ทันสมัย ผ้าห่มยี่ห้อดี อาจต้องแลกด้วยการที่เราต้องสูญเสียช่วงเวลาที่ได้เหม่อมองท้องฟ้าเปลี่ยนสี หรือการได้เดินเล่นหย่อนใจในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น
เมื่อนำคำถามเหล่านี้มาวางทาบชีวิตยุคเรา ผมรู้สึกเหมือนถูกกระตุกให้คิดว่า หลายความต้องการของเราที่ล้นเกิน ไม่ว่าเรื่องจำนวน เช่น เรามีรองเท้ายี่สิบคู่ หรือด้วยรสนิยมว่าต้องใช้ของแบรนด์แพงๆ หรือความทันสมัยที่ต้องไล่ตามซื้อรุ่นใหม่ตลอดเวลา มันน่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า สิ่งเหล่านั้นจำเป็นสำหรับชีวิตจริงหรือไม่ แล้วเราแลกกับทั้งหมดนั้นมาด้วย “ชีวิต” ของเราหรือเปล่า
สำหรับทอโร เขาเลือกที่จะต้องการน้อยลง ทำงานน้อยลง และเหลือเวลาให้ “ชีวิต” มากขึ้น
4
เจ้าของกระท่อมริมบึงวอลเดนตั้งคำถามถึงความแตกต่างระหว่างผลกำไร (profit) กับผลประโยชน์ (benefit)
มันต่างกันยังไง?
โดยปกติ ธุรกิจการงานที่เราทำมักนำมาซึ่งผลกำไร เราเชื่อกันว่า เวลาในชีวิตควรทุ่มเทให้กับการสร้างผลกำไรให้มากที่สุด เพราะถ้าเรามีเงินมากก็จะมีชีวิตที่ดี สามารถซื้อสิ่งต่างๆ และสร้างโอกาสดีๆ ให้ตัวเองและครอบครัวได้ ทั้งชีวิตเราจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการแสวงหา “ผลกำไร”
ทอโรบอกว่ายังมีกิจกรรมอีกประเภทที่ไม่ได้มอบผลกำไรให้ เช่น การเดินเล่น การเล่นกับลูก การนอนเอกเขนกอย่างสบายใจ สิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิด productivity หรือผลผลิตใดๆ แน่นอน มันไม่สร้างผลกำไรด้วย ในโลกที่ให้ความสำคัญกับการทำงานหารายได้ สิ่งเหล่านี้จึงถูกมองว่าไร้ประโยชน์และสูญเปล่า
แต่ทอโรเถียงว่า ไม่จริง
กิจกรรมอันไม่ก่อผลผลิตเหล่านี้มีประโยชน์มาก…ต่อชีวิตของเราเอง
มันเป็นประโยชน์ที่เรารับรู้ได้เองในใจ เช่น การได้เล่นกับลูกนำมาซึ่งความสุข การได้นอนเฉยๆ อย่างสบายใจช่วยลดความเครียด ทำให้สุขภาพจิตดี ไม่โบยตีตัวเองหนักเกินจำเป็น
และกิจกรรมที่ทอโรให้ความสำคัญมากคือ การเดิน
5
เขามองว่าการเดินเพียงลำพังซึ่งเขาทำเป็นประจำวันละ 5 ชั่วโมงนั้นเป็นกิจกรรมสำคัญของชีวิต ระหว่างเดินไปในความสงบ เราได้ทบทวนตัวเองภายใน สัมผัสเท้าที่วางฝ่าเท้าลงบนผืนดินที่มั่งคงให้ความรู้สึกหนักแน่น ยืนหยัด ค่อยๆ สะสมความมั่นใจในตัวเอง แถมธรรมชาติรอบตัวยังมอบสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อให้เราอีกมากมาย
นอกจากนั้น การเดินยังพาเราออกไปนอกกรอบของระบบใหญ่ที่ครอบชีวิตเราไว้ ผมคิดว่า ทุกครั้งที่เดิน เรากำหนดจังหวะก้าวของเราเอง ให้พอดีกับลมหายใจ ไม่ต้องเร่งเพราะถูกใครคาดหวังว่าเราต้องเดินเร็วกว่านี้ ไม่มีหัวหน้าคอยจี้ให้เดินเร็วที่สุด และไม่มีคู่แข่งให้ต้องวิ่งแซงหรือไล่กวด
เวลาเดิน เราเลือกชีวิตในแบบที่ชอบ
และเรากำลังเดินออกไปจากระบบที่พยายามบังคับบัญชาเรา
ทอโรมองว่า เมื่อเดิน เรากำลังแยกตัวออกจากเหล่าผู้บ้าคลั่งการทำงาน การแข่งขัน ความกดดัน การบูชาความสำเร็จ ผู้ผลิต ผู้ทำกำไร นายทุน ผู้ใช้แรงงาน และผู้ที่จริงจังกับชีวิต
ออกมาจากสิ่งนั้น แล้วเดิน
ซึ่งการเดินนี่เองคือการใช้ชีวิตแบบตรงไปตรงมา
6
วิธีคิดที่น่าสนใจของเขาวางอยู่บนคำถามว่า “เราสามารถให้ใครสักคนทำสิ่งนี้แทนเราได้หรือไม่”
โดยบอกว่า ถ้าคำตอบคือใช่ เราไม่ควรทำสิ่งนั้น หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรทำมากจนเกินไป เพราะเราควรใช้เวลาในชีวิตมาทำในสิ่งที่ไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้
เขามีนิยามว่า “การใช้ชีวิต โดยแก่นแท้แล้วคือสิ่งที่ไม่มีใครมาทำให้เราได้”
ไม่มีใครมาเดินแทนเราได้ เราต้องใช้สองขาของเราก้าวออกไปเอง สัมผัสรับรู้สายลม ความร้อนความเย็น แสงแดด มองดูต้นหญ้า ดอกไม้ ท้องฟ้า ด้วยตัวเอง, ไม่มีใครทำสิ่งนี้แทนเราได้
อ่านแล้วผมยังคิดถึงอะไรอีกหลายอย่างที่เราต้อง “ใช้ชีวิต” ด้วยตัวเอง
แต่กลับกลายเป็นว่า เราใช้เวลาในชีวิตไปกับการทำงานเพื่อสร้างผลกำไรให้มากที่สุด ทำเงินให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อร่ำรวยขึ้น เราก็จับจ่ายมากขึ้น ทำให้ต้องหาเงินมากขึ้น ทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สุดท้ายเราก็ไม่เหลือเวลา “ใช้ชีวิต” ซึ่งคือการทำในสิ่งที่คนอื่นทำแทนเราไม่ได้
7
ผมอ่าน A Philosophy of Walking ของ เฟรเดริก กรอส แล้วหวนคิดถึงหลายสิ่งที่เคยถูกกระตุกให้คิดจากหนังสือ Walden และ Walking ของทอโร
คำถามใหญ่ที่สุดที่เขาตั้งไว้กับตัวเอง และพยายามหาคำตอบผ่านการทดลองด้วยชีวิตจริงก็คือ
“ชีวิตคืออะไรกันแน่”
และเมื่อเราอ่านความคิดของทอโรจบลง เราอาจได้ทบทวนคำตอบของตัวเราเองใหม่
ผมไม่รู้ชัดว่าคำตอบของคำถามใหญ่โตที่ว่านี้คืออะไร แต่อย่างน้อยผมพอจะตอบตัวเองได้ว่า อะไรไม่ใช่ “ชีวิตที่ดี” ซึ่งก็คือการมีชีวิตอยู่โดยมุ่งเน้นไปที่ profit แล้วละเลย benefit โดยสิ้นเชิง หรือการใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตไปกับการทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่จำเป็น ล้นเกิน หรือถูกกล่อมเกลาให้ต้องเลิศหรูเกินจำเป็น ซึ่งแลกมากับการที่ต้องเสียโอกาสจะ “ใช้ชีวิต” ในส่วนที่ไม่มีใครมาทำแทนได้ไป
ผมคิดว่า หากเราต้องการตอบคำถามว่า “ชีวิตคืออะไรกันแน่” เราอาจเริ่มต้นที่คำถามที่ง่ายกว่านั้น เช่น ระหว่างรองเท้าที่ใส่สบายพอกัน ทนทานพอกัน คู่หนึ่งพันกว่าบาท อีกคู่หนึ่งหมื่นกว่าบาท เราเลือกคู่ไหน
คำตอบของคำถามนี้จะกำหนดจังหวะการเดินของเรา
รวมถึงกำหนดด้วยว่า เราจะมีเวลา “เดินเล่น” บ้างหรือเปล่า
