bg-single

ฝันร้ายของวอชิงตัน ในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการอีปิกฟิวรี

21.09.2026

บทความพิเศษ | ศิริชัย จันทวงษ์

ฝันร้ายของวอชิงตัน

ในตะวันออกกลาง

จากปฏิบัติการอีปิกฟิวรี

นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการอีปิกฟิวรี (Operation Epic Fury) กว่า 67 วัน (ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2026) สหรัฐ (มาร์โก รูบิโอ) ได้ประกาศว่าบรรลุวัตถุประสงค์การปฏิบัติการแล้ว ถือว่าการปฏิบัติการได้สิ้นสุดลงและสหรัฐจะไม่ไปยกระดับความตึงเครียดของสถานการณ์อีกต่อไป

รูบิโอระบุว่าเป้าหมายหลักที่บรรลุคือการทำลายจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ ตลอดจนกำจัดผู้นำสูงสุดและแกนนำคนสำคัญของอิหร่านจนหมดสิ้น และสำทับด้วยคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เตือนอิหร่านว่า หากไม่ทำข้อตกลงสันติภาพ จะโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

คำกล่าวของทรัมป์แปลความอีกแบบได้ว่า สหรัฐยังไม่ชนะเด็ดขาด และอิหร่านยังมีทางเลือกที่จะสู้ ซึ่งก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปตามนั้น กล่าวคือ ภายหลังจากนั้น ได้มีการยิงเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซียเป็นระยะ จนนำมาสู่การตอบโต้ของอิหร่านโดยการยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐ และตามมาด้วยการปะทะกันรอบใหม่

ระหว่างที่มีการปะทะกันนี้ก็ได้มีความพยายามในการเจรจาผ่านคนกลาง (Mediator) ซึ่งก็คือปากีสถาน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการทำบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน แต่ผลของ MOU ดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้นจริง

สหรัฐมีเงื่อนไขและข้อจำกัดหลายประการที่ไม่อาจปฏิบัติตามได้ ขณะที่อิหร่านก็มีข้อเสนอที่กว้างขว้างเกินไป

ความขัดแย้งทางทหารของสหรัฐกับอิหร่านรวมถึงอิสราเอลด้วยยังคงมีอยู่ ผลกระทบจากความขัดแย้งขยายตัวไปสู่หลายประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศรอบอ่าวที่มีฐานทัพสหรัฐตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน

ทุกประเทศล้วนถูกอิหร่านโจมตี โดยที่สหรัฐไม่อาจปกป้องประเทศเหล่านี้ได้ตามที่ควรจะเป็น

อีกทั้งบรรดาระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออต (MIM – 104 Patriot) และระบบป้องกันภัยทางอากาศทาด (Terminal High Altitude Area Defense : THAAD) ได้ถูกย้ายจากประเทศพันธมิตรรอบอ่าว ไปปกป้องอิสราเอลแทน เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับพันธมิตร และสหรัฐได้รับการวิจารณ์เป็นอย่างมาก ว่าละทิ้งพันธมิตรตนเอง ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ให้พื้นที่สหรัฐทำสงครามที่ตนไม่ได้เกี่ยวข้องเลย

สหรัฐได้ประเมินกำลังอิหร่านแล้วพบว่า หากจะเอาชนะอิหร่านได้มีอยู่หนทางเดียว คือการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไปในอิหร่าน เหมือนอย่างที่สหรัฐทำกับอิรักและอัฟกานิสถาน

อย่างไรก็ตาม อิหร่านไม่ใช่ประเทศเล็ก โดยมีขนาดพื้นที่กว่า 3 เท่าของรัฐแอริโซนา (Arizona) ใหญ่ที่สุดที่สหรัฐเคยทำสงครามด้วย นับตั้งแต่สงครามเย็น และเต็มไปด้วยหุบเขาสลับซับซ้อน

อีกทั้งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps – IRGC) และกองกำลังอาสาสมัครพลเรือนหรือกองกำลังบาซิช (Basij) ก็มีเรือนล้าน ดังนั้น หากสหรัฐจะบุกเข้าไปก็ต้องมีกำลังอย่างน้อย 3 แสนนาย ด้วยกำลังที่มากขนาดนี้ สหรัฐไม่อาจทำได้โดยลำพังแน่ เนื่องด้วยข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรตะวันออกกลางที่ไม่ได้ต้องการเสี่ยงกับอิหร่าน

ขณะที่พันธมิตรนาโต้ก็ไม่ได้มองว่าสหรัฐมีความชอบธรรมที่จะไปโจมตีอิหร่านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ส่วนการใช้กำลังพลภายในของสหรัฐเองนั้นอาจไม่เป็นผลดีทางการเมืองได้ หากว่าสหรัฐสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น เมื่อประเมินความเป็นไปได้แล้ว สหรัฐไม่สามารถเอาชนะอิหร่านได้แน่ หากไม่บุกพื้นดิน ซึ่งการบุกพื้นดินก็เป็นไปไม่ได้อีก การจะบีบอิหร่านให้ยอมจำนนนั้นก็มีแต่เพียงแสนยานุภาพทางอากาศ

ขณะเดียวกัน การตอบโต้ของอิหร่านก็มีความแม่นยำสูงและใช้ต้นทุนต่ำกว่าสหรัฐมาก ความแม่นยำของอิหร่านนั้นน่าสงสัยว่าอาจมีความร่วมมือทางด้านการให้ข้อมูลข่าวกรองจากทางรัสเซียหรือจีน ส่วนด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าของอิหร่านก็ทำให้สหรัฐเสียเปรียบในการยืนระยะสู้กับอิหร่านในระยะยาว

ปัจจัยทั้งสองด้านทำให้สหรัฐต้องหันมาเจรจากับรัสเซียและจีน เพื่อต่อรองหรือลดความช่วยเหลือต่ออิหร่าน อย่างไรก็ตาม ทั้งรัสเซียและจีนต่างมองเรื่องนี้ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นระดับความสัมพันธ์ทางการค้า การพึ่งพา และการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ส่วนด้านต้นทุนนั้น อิหร่านเริ่มเรียนรู้เทคนิคและวิธีการในการโจมตีสหรัฐ แบบที่จะทำให้สหรัฐต้องใช้งบประมาณมากขึ้นในการป้องกันพื้นที่เป้าหมายสำคัญ

ขณะที่สหรัฐเผชิญกับวิกฤตทางด้านสรรพาวุธที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะขีปนาวุธสำหรับป้องกันภัยทางอากาศ (ระบบทาดเหลือไม่ถึงร้อยละ 20 และระบบแพทริออตเหลือไม่ถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนสงคราม) และต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-4 ปีในการผลิตทดแทนระบบขีปนาวุธทั้งหมด

ข้อจำกัดด้านการใช้กำลังทหารกับอิหร่าน อุปสรรคด้านงบประมาณ ประกอบกับการเจรจาที่ล้มเหลว ทำให้สหรัฐต้องเลือกวิธีการกดดันทางเศรษฐกิจแทน โดยเฉพาะการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanctions) และการปิดล้อมทางทะเลแทน (Naval Blockage) ซึ่งก็ไม่การันตีว่าจะสำเร็จ

นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว อิสราเอลก็อาจจะมองอิหร่านไม่เหมือนกับที่สหรัฐและทรัมป์มองอิหร่าน โดยอิสราเอลมองอิหร่านว่าเหมือนครอบครัวของเพื่อนบ้านที่มีหัวหน้าครอบครัวไม่ดี หากเปลี่ยนตัวหัวหน้าครอบครัวแล้ว ความสัมพันธ์ของอิสราเอลกับอิหร่านก็จะกลับมาดีดังเดิม

เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีแห่งอิสราเอล มักกล่าวสุนทรพจน์ลักษณะนี้ต่อประชาชนอิหร่านอยู่บ่อยครั้ง หรือถ้าจะกล่าวในเชิงอุดมการณ์ อิสราเอลต้องการให้อิหร่านเป็นรัฐทางโลก (Secular State) มากกว่ารัฐทางศาสนาอิสลาม (Islamic State) ส่วนทรัมป์ไม่ได้สนใจว่าอิหร่านจะมีระบอบการปกครองแบบใด แต่ทรัมป์ต้องการให้ระบอบใดๆ ของอิหร่านสนับสนุนการครองอำนาจนำของสหรัฐในเวทีโลก และไม่เป็นภัยคุกคามต่อระเบียบและผลประโยชน์ของสหรัฐ

ความแตกต่างนี้แม้จะดูเล็กน้อยแต่มีความนัยสำคัญต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐในตะวันออกนับจากนี้ไป

ความยากลำบากในการเจรจาและแก้ปัญหาที่สหรัฐก่อขึ้นมาเองนี้ บั่นทอนความเชื่อมั่นของพันธมิตรสหรัฐในตะวันออกกลางไปมาก แม้แต่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐก็มองสหรัฐต่างออกไป สงครามที่สหรัฐก่อขึ้นและติดหล่มเองนำไปสู่วิกฤต 3 ด้านของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น

1) วิกฤตด้านการขาดแคลนสรรพาวุธ 2) วิกฤตการคลัง และ 3) วิกฤตศรัทธา

สองวิกฤตแรกอาจไม่น่ากังวลเท่าวิกฤตสุดท้าย นั่นคือวิกฤตศรัทธา ซึ่งทำให้ชาติพันธมิตรในตะวันออกกลางมองสหรัฐเปลี่ยนไป และไม่อาจปกป้องพันธมิตรได้เหมือนก่อน จนนำมาสู่การเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการป้องกันประเทศร่วมแห่งเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ทั้ง 3 ชาติมุสลิมที่มีจุดร่วมและจุดต่างที่ไม่เหมือนกัน

สถาปัตยกรรมความมั่นคงนี้มีลักษณะคล้ายกับนาโต้ หากแต่ต่างกันในรายละเอียด

กลุ่มความร่วมมือที่จัดตั้งนี้จึงส่งผลต่อนโยบายของสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในด้านหนึ่ง ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้สหรัฐลดค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงในภูมิภาคไปได้แน่ เพราะประเทศที่เข้าร่วมภาคีจะต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายดังกล่าว มุมนี้ก็สมประโยชน์สหรัฐที่จะลดงบประมาณด้านความมั่นคงอยู่แล้ว แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ พันธะด้านความมั่นคงที่ลดลงย่อมบอกนัยยะของอิทธิพลของสหรัฐในตะวันกลางเช่นกัน ยิ่งประเทศมุสลิมที่เป็นแกนนำจัดตั้งกลุ่มบางประเทศมีความสัมพันธ์ไม่ดีต่ออิสราเอลด้วยแล้ว ย่อมไม่อาจทำให้อิสราเอลมองความร่วมมือดังกล่าวเป็นคุณต่ออิสราเอลได้ และสหรัฐที่เป็นพันธมิตรกับอิสราเอล ก็อาจจะเสียอิทธิพลของตนไปมากกว่านี้ หากกลุ่มความร่วมมือดังกล่าวขยายขอบเขตสมาชิกหรือความร่วมมือไปสู่ประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐ

ซึ่งในฉากทัศน์นี้ก็คงเหมือนฝันร้ายของสหรัฐในตะวันออกกลาง ที่จนถึงวันนี้ก็ยังมืดมน มองไม่เห็นทางออก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ระแวงสงสัย ฉันหรือเธอที่ใช้ AI
Songs in the Key of Life : กรรมเก่า
ฝันร้ายของวอชิงตัน ในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการอีปิกฟิวรี
9/11 รำลึก 25 ปี ความทรงจำของคนไทย
3 มุมมองสะท้อน ‘ปัญหาปากท้อง’ ‘คนข้างล่าง’ หนัก ‘คนตรงกลาง’ แย่
เจ้าคุณพิพิธ สะเทือนใจอย่างแรง 20 ปีวงการผ้าเหลืองโทรมหนัก ‘พล็อตเดิม เปลี่ยนแค่ตัวละคร’
ภาคต่อ โผทหาร กห.ระอุ ‘บิ๊กหนุ่ย’ ทิ้งทวน จับตา ‘อมฤต-ชวินท์’ ชิงชัย ซีรีส์ 3 จ่อ ทบ. ทร.คลื่นแรง-คลิปฟริเกต ‘กรวิทย์-ธาดาวุธ’ ช้ำ
E-DUANG | ก้าวจาก วิกฤต “โกงสว.” 21 ล้านเสียง ประชามติ
กระทุ้งรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ ทำลาย ‘ห่วงโซ่อาหาร-ครัวโลก’
อาคาเนะ พลิกตำนานวงการราคุโกะ (2)
คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งแห่งฤดูหนาว (จบ)
“ขาว”พยุง”เขียว”ช่วย | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร