
ใครๆๆๆ ก็บอกว่า ในสถานการณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยน รสนิยมคนดูเปลี่ยน หลายคนเลิกดูโทรทัศน์ ไปจับจ้องมือถือ จึงมีแนวโน้มว่า “ทีวีน่าจะตาย”
แต่ ป้อน นิพนธ์ ผิวเณร ขอเถียง
บอกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย เพราะอย่างน้อย ช่องวัน ที่เขานั่งบริหารในตำแหน่งผู้อำนวยการสายงานการผลิตละคร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ คงไม่อยู่ในข่ายนั้น
“เรามีละครที่มีหน้าหนังชัดเจน คอนเซ็ปต์ชัดเจนว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายอะไร แต่ละเรื่องเกี่ยวกับอะไร จะไม่ทำละหน้าหนังที่เดิมๆ ไม่มีจุดขาย ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่ได้”

สถานการณ์ซึ่งที่ผ่านมา มีรายการโทรทัศน์ของบางช่อง บางรายการ มีเรตติ้งชนะละครหลังข่าวอันสร้างความฮือฮาว่าสถานีโทรทัศน์ที่แต่ไหนแต่ไร มีรายได้หลักจากละครคงจะแย่นั้น ป้อนก็ว่า สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นเพราะคนจะไม่ดูละครนะ
“แต่เขาเบื่อละครที่มันเดิมๆ ละครที่คุณทำง่ายจนชิน ชินโดยที่ไม่ตั้งใจ เพราะเมื่อก่อนมีแค่ 3 ช่องที่ทำ แต่ตอนนี้ทุกช่องทำหมด คนดูเขาเลือกนะครับ ดังนั้น ถ้าคุณทำอะไรเดิมๆ เขาก็ไม่เห็นจะต้องดูเราเลย”
สิ่งที่ช่องวันทำอยู่จึงเป็นการตรวจสอบเรื่องและบทอย่างเข้มข้น ก่อนลงมือถ่ายทำ “ทุกวันนี้ใช้เวลาเกินกว่าครึ่งอ่านบท”
ด้วยทุกวันนี้มีพระเอก นางเอก ตัวร้าย เอาดารามาลง แล้วเอาบทประมาณหนึ่ง มันอยู่ไม่ได้แล้วนะ-เขาว่า
“ดาราใหญ่ แต่ละครมันไม่ได้ก็มีเยอะนะ พูดเท่านี้พอ”
ว่าแล้วเขาก็หัวเราะ
“นี่คือที่มาของคำถามที่ว่าทำไมละครเราถึงดีขึ้นเรื่อยๆ ดีสำหรับการเสพของคน สมัยนี้เวลาดูละคร เราจะมีมือถือไว้คุยกับเพื่อน ซึ่งมีคนบอกว่าทีวีกำลังจะตาย ไม่นะ ทีวีไม่ตาย เพราะต่อไปสังคมผู้สูงอายุจะเยอะมากขึ้น เด็กเกิดน้อยลง วัยรุ่นน้อยลง ยังไงทีวีก็จะยังอยู่ อยู่ที่ว่าจะทำยังไงให้โซเชียลหรือออนไลน์มันลิงก์กับทีวีเท่านั้นเอง ถ้าขบตรงนี้ไม่แตก ก็ทำไม่ได้ แล้วมาบอกว่าทีวีจะตาย ไม่มีทาง”
“แต่ว่าคนทำทีวีแบบเดิมๆ จะตาย ถ้าคุณไม่ปรับ ถ้าเป็นดารา จะมีบทล้ม กลิ้ง นิ่ง ซูมอย่างเดียวไม่ได้นะ คือถามว่ามันได้ไหม ได้ แต่ต้องไม่เยอะจนคนเบื่อ”
“แล้วตอนนี้คนต้องการเสพอะไรที่มันมากกว่าการเสพบันเทิง ดังนั้น ละครที่มีเซ้นส์ออฟเอ็ดดูเทนเมนต์ มี knowledgeable คอนเทนต์จะทำงานกับคนดู คนดูจะเอ็นเตอร์เทนกับสิ่งที่อยู่ในจอและเรียนรู้อะไรมากขึ้น ไม่ใช่แค่เปิดไปแล้วเครียดเลย แล้วคนก็โหยหาความจริง ความจริงในยุค 4.0”
“สิ่งที่จะทำงานมากที่สุดคือความจริง ต่อไปไม่ว่าจะปีไหน ทีวีจะต้องอินสไปริ่งคน เพราะในออนไลน์มันมีทั้งคลิปจริง ไม่จริง เยอะไปหมด แต่อันไหนที่จริงและดีงาม มันจะถูกเชิดชู”
“มันต้องมีอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่แค่บันเทิง”
ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การให้แบบทื่อๆ “เพราะว่าคนเขาฉลาด เขาตัดสินใจเอง ดังนั้น ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ คอนเทนต์ทื่อมันจะอยู่ไม่ค่อยได้”
“และผมคิดว่าละครตบตีจะเฟดลง เพราะเราเห็นในคลิปที่แชร์กันประจำวันรุนแรงกว่าอีก พอกลับบ้านมาดูตบตีในทีวี มันโอเวอร์ซัพพลายนะ เมื่อก่อนไม่มีไงคลิปเหล่านี้ พอมีฉากนางร้ายตบ เลยสนุก แต่วันนี้ความจริงโหดกว่าในทีวี น่ากลัวกว่า แล้วคนดูก็เบื่อแล้ว ดังนั้น แวลู่คอนเทนต์ที่สนุกจะมา”
นั่นเป็นแง่ของงาน ส่วนเรื่องเงิน เขายอมรับแต่โดยดีอีกว่า แม้จะพยายามอย่างที่สุด หากที่ผ่านมา ค่าโฆษณาก็ยังไม่ถึงเป้า “แต่ปีนี้จะกำไรแน่ๆ” เขาฟันธง
ที่กล้าอย่างนั้น เพราะรู้ว่าตามหลักแล้ว โฆษณาจะมาจากเรตติ้ง และที่ผ่านมาช่องวันก็สะสมเรตติ้ง สร้างฐานคนดูมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงานดี รวมถึงการจัดฉายละครมาราธอน ที่หลังจากเห็นผลจากการฉายยาวในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาก็นำกลยุทธ์นี้มาจัดผัง ฉายละครเรื่องเดียวกันตั้งแต่วันจันทร์ถึงพฤหัสบดี ช่วงหลังข่าวค่ำ โดยนำละคร “ซูเปอร์แมส” ที่มีเรตติ้ง ท. ที่เนื้อหาน่าจะถูกใจผู้ชมมาลง ละครที่เรตติ้งดีแน่นอนมาเพื่อหวังสร้าง “แฟนประจำ”
ขณะที่ช่วงเวลา 21.15 น. นั้น ก็จะเป็นละครที่มีลายเซ็นของช่อง และคนอื่นทำไม่ได้
“เราถนัดละครที่เป็นผู้ใหญขึ้นมา เป็นงานครีเอทีฟ ไม่ใช่เล่าแบบทิงนองนอย”
อย่างเรื่อง “ล่า” ที่เพิ่งผ่านไป หรือ “กาหลมหรทึก” ที่กำลังออกอากาศ
“เป็นละครที่เจาะคนดูกรุงเทพฯ และชานเมือง อยู่ที่ว่าแฟนของเราจะเป็นอะไร คงไม่ถึงขนาดช่อง 7 ที่อันนั้นเขาครองอยู่ เราต้องไม่ไปสู่สมรภูมิที่เราไม่ชนะ ต้องทำให้ชนะในบ้านเราก่อน จนแข็งแรง เอาในเมือง ในหัวเมืองก่อน แล้วค่อยขยาย”
“ต้องทำแบรนดิ้งให้ได้ ต้องทำในสิ่งที่ถนัด และคนอื่นทำไม่ได้”
หนึ่งในนั้นที่เห็นชัดก็คือ ซิตคอม ที่เขาบอกเต็มปากว่าช่องของเขาเป็นเจ้าในเรื่องนี้อยู่
“มันไม่มีประโยชน์ที่จะไปทำตามคนอื่นแล้วทำไม่เป็น เราต้องทำในสิ่งที่เราทำดี ให้ดียิ่งขึ้น แล้วแบรนด์ของช่องจะเกิด”
และอยู่รอดได้ ในสถานการณ์ที่หลายคนมองว่า ทีวีกำลังจะตาย
