
เสียงร้องของ “ชาวนา” ในเรื่อง “ราคาข้าว” ที่เสื่อมทรุดและตกต่ำถึงระดับ 5 บาทต่อ 1 กิโลกรัม
เป็นเสียงร้องแห่ง “ความทุกข์ยาก” อย่างแน่นอน
เป็นความลำบากยากเข็ญอันดำเนินไปตามคำขวัญที่เคยดังกึกก้องจากพรรคการเมืองอย่าง”พรรคกิจสังคม”
นั่นก็คือ ทุกข์ของ”ชาวนา” คือทุกข์ของ”แผ่นดิน”
เพราะว่าเกษตรกรชาวนา ถือได้ว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
กระทั่งอุปมาว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติบ้านเมือง
ทุกข์ของเกษตรกรชาวนาจึงจำเป็นต้องให้ความสนใจ เพราะเมื่อใดที่เกษตรกรชาวนาได้รับความเดือดร้อน นั่นหมายถึงความเดือดร้อนอันดำเนินไปอย่างกว้างขวาง
ดังที่โบราณสรุปว่า “เดือดร้อนไปทุกหย่อมย่าน”
ขณะเดียวกัน เสียงร้องของเกษตรกรชาวนาในเรื่อง “ราคา” ก็สะท้อนถึงลักษณะในทาง”สังคม”ที่เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง
เพราะ “ราคา” ย่อมสัมพันธ์กับ “สินค้า”
โดยพื้นฐานแล้วเกษตรกรชาวนามีความสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่าง แนบแน่น
การผลิตของชาวนาดำเนินไปในแบบ”เศรษฐกิจธรรมชาติ”
ความต้องการก็คือ เป็นการผลิตเพื่อเลี้ยงตนเอง ที่เหลือก็อาจจะนำไปแลกเปลี่ยน
นั่นคือ สภาพ “ดึกดำบรรพ์” ของเกษตรกร “ชาวนา”
อย่างไรก็ตาม นับแต่มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่งเมื่อ
ปีพ.ศ.2389 เป็นต้นมา กระบวนการผลิตของเกษตรกรชาวนาก็เริ่มแปรเปลี่ยน
แปรเปลี่ยนไปสู่การผลิตเพื่อเป็น “สินค้า”
ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีการขยายพื้นที่นาในภาคกลางเป็นอย่างมาก
เพราะข้าวเป็นสินค้าที่ “ตลาดโลก” ต้องการ
แต่นั่นก็เป็นเฉพาะในพื้นที่ “ภาคกลาง” พื้นที่ภาคอื่นอาจมีบ้างแต่ก็ไม่มาก
ไม่มากเหมือนกับที่เห็นและเป็นอยู่ใน “เวลานี้”
ตอนนี้หากสัมผัสจาก “ข่าวสาร” ดูเหมือนว่าความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนาในเรื่อง “ราคา” จะปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวาง
ไม่ว่าจะเป็นที่สุรินทร์ บุรีรัมย์ หรือยโสธร
ไม่ว่าจะเป็นที่ เชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่พิจิตร ไม่ว่าจะเป็นที่อุตรดิตถ์
มิได้มาแต่จาก พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชัยนาท เท่านั้น
แสดงให้เห็นว่าลักษณะการผลิตของชาวนาได้กลายเป็นการผลิตในกระบวนการ “เศรษฐกิจสินค้า” ไปแล้วอย่างบริบูรณ์ กระทั่งอยู่ในลักษณะครอบงำ
ครอบงำและเป็นกระแสหลักเหนือ “เศรษฐกิจธรรมชาติ”
เป็น “ชาวนา” ในยุคที่การผลิตข้าวอยู่ใน “เศรษฐกิจสินค้า” แล้วโดยบริบูรณ์
