bg-single

เจาะลึก “สภาจำลอง” รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ย่อการเมืองไทย สู่การสอนในชั้นเรียน

25.10.2018

อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์ / รายงาน

เสียงดังแซ่งแซ่ของนักการเมืองที่พูดคุยต่อรองขอเสียงสนับสนุน พร้อมกับข่าวลืมสารพัดที่กระจายทั่วสภาขนาดเท่าห้องเรียน แต่นักการเมืองที่ยืนถกเถียง โน้มน้าวเหล่านี้ กลับไม่ใช่นักการเมืองจริงๆ แต่เป็นนักเรียนระดับมัธยมปลาย ที่มีนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแสดงบทบาทให้เข้าใจการเมืองไทยและระบบรัฐสภาแบบปฏิบัติกันจริงๆ

สวมบทบาทนักการเมือง ตั้งประเด็น ถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้อากัปกิริยา อารมณ์ต่างๆให้เห็นภาพการเมืองไทยในระบบรัฐสภา

หรือแม้แต่จะรับมือยังไง เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของการเมืองไทยด้วยก็ตาม

 

“สภาจำลอง” โครงการที่ให้ทุกคนเข้าใจการเมืองไทยแบบปฏิบัติจริงนี้ เกิดขึ้นจากความคิดของนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเกิดขึ้นครั้งแรกเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจัดขึ้นอีกครั้งในวาระ 42 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และ 45 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

โดยทีมงานสภาจำลอง จะรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมปลายเข้าร่วมเรียนรู้การเมืองไทย ผ่านบทบาทสมมติที่สภาจำลองตั้งโจทย์ในกิจกรรมแต่ละครั้ง มีประเด็นต่างๆตั้งแต่ นายกฯคนนอก เกณฑ์ทหาร การแก้ไขเศรษฐกิจ

ทุกอย่างทำกันผ่านการเมืองแบบรัฐสภา

กิจกรรมสภาจำลอง เริ่มต้นที่นักเรียนแต่ละคนที่ถูกจัดสรรว่าอยู่พรรคไหน จะกระจายไปตามพรรคต่างๆ โดยในครั้งที่ 2 นี้ มีพรรคการเมือง 4 พรรค โดยเป็นพรรคใหญ่ 2 พรรคคือ พรรคเผื่อใจ และพรรคคงกระพัน กับพรรคเล็กอีก  2 พรรคคือ พรรคอนาคตเรา และพรรคสามมิตร

นอกจากพรรคการเมืองทั้ง 4 ที่ร่วมในสภาแล้ว ยังมี ส.ว.ซึ่งทั้งหมดเป็นส.ว.แต่งตั้ง ตาม พรป.ว่าด้วยหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งส.ว. ภายใต้รัฐธรรมนูญ 250 คน โดยสัดส่วนส.ว.จำลอง

ครั้งนี้ สภาจำลองตั้งโจทย์ในหัวข้อ การลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีภายใต้กลไกรัฐธรรมนูญ 2560 โดยให้แต่ละพรรคเสนอผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี(แคนดิเดต) และแต่ละแคนดิเดตจะต้องนำเสนอนโยบายที่คิดว่าจะจูงใจ

แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น ทีมผู้จัดเปิดโอกาสให้นักการเมืองแต่ละพรรคและสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปพูดคุย โน้มน้าวหาเสียงสนับสนุน ภายใต้ช่วง “กินขนมจิบน้ำชา” ให้นักการเมืองทั้งจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง หาทางต่อรอง แลกเปลี่ยน ซึ่งแต่ละคนต้องใช้ไหวพริบและทักษะการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวให้อีกฝ่ายเห็นคล้อยตามว่าสนับสนุนตนและเปลี่ยนข้างยังไง

พร้อมกันนี้ ทีมงานได้ปล่อยข่าวลือออกมาเป็นระยะๆ เพื่อจุดประสงค์ในเชิงจิตวิทยา หันใจความสนใจ ท่ามกลางการถกเถียงของสมาชิกผู้ทรงเกียรติ

 

หลังสิ้นสัญญาณหมดเวลากินขนมจิบน้ำชา จะเป็นขั้นตอนต่อไปที่ประธานรัฐสภาทำการเปิดสภาจำลองและเปิดให้สมาชิกสภาทั้งสองเลือกนายกรัฐมนตรี โดยให้แคนดิเดตจากพรรคต่างๆ ขึ้นมาแสดงวิสัยทัศน์และเสนอนโยบายของพรรคตนเองว่าจะสร้างความน่าสนใจและทำให้สมาชิกสภาโหวตสนับสนุนได้หรือไม่ โดยแต่ละพรรคเสนอนโยบายต่างๆ ดังต่อไปนี้

พรรคเผื่อใจ – นโยบายนิรโทษกรรมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2544

พรรคคงกระพัน – นโยบายการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศ

พรรคอนาคตเรา – เสนอให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ปกครองตนเองแบบพิเศษ

พรรคพลังดูด – นโยบายใช้ศาสนาในการปกครองและพร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

โดยบรรยากาศการแสดงคิดเห็นเป็นไปอย่างดุเดือด มีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านทั้งใน ส.ส.และส.ว. บางประเด็นถูกคัดค้านอย่างรุนแรง อย่างเช่นการนิรโทษกรรมทางการเมือง ก็ถูกส.ว.ซักถามวิจารณ์ตั้งแต่ ผลักดันกฎหมายเพื่อใครบางคน หรือนโยบายปกครองตนเองก็ถูกวิจารณ์หาว่าไม่รักชาติ ประเทศไทยแบ่งแยกไม่ได้ แม้แต่ส.ว.ยังวิจารณ์กันเองว่ามีอคติทางการเมืองกับบางพรรค สร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ร่วมกิจกรรมในสภาจำลอง

จนกระทั่งประธานสภาประกาศสิ้นสุดการเสนอชื่อและเข้าขั้นตอนการลงคะแนนเสียง

 

พอเข้าสู่ช่วงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะลุกขึ้นแนะนำตัวและบอกว่าเลือกใคร คะแนนเสียงเป็นไปอย่างสูสี แม้สมาชิกสภาบางคนพูดออกทะเลจนประธานสภาต้องดึงกลับให้โหวต

ผลปรากฏว่า พรรคเผื่อใจได้เสียงสนับสนุนจากพรรคตัวเอง พรรคฝ่ายตรงข้ามหรือแม้แต่ ส.ว.จำนวนหนึ่ง ทำให้ได้รับเลือกเป็นพรรครัฐบาลและแคนดิเดตจากพรรคเผื่อใจได้เป็นนายกรัฐมนตรี

จากนั้นนายกรัฐมนตรีของพรรคเผื่อใจ แถลงต่อสภาขอบคุณในการโหวตเลือกและสัญญาจะบริหารประเทศให้ก้าวหน้าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย และต่อจากนั้นนายกรัฐมนตรีทำการเลือกรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเลือกตัวแทนจากพรรคอนาคตเรา นั่งเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้กับทั้งพรรคฝ่ายตรงข้ามและส.ว.จำนวนไม่น้อย พร้อมวิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา เลือกแต่พรรคพวกตัวเองจนทำให้ประธานรัฐสภาต้องขึ้นเสียงปรามให้อยู่ในความสงบ

แต่แล้ว สภาจำลองก็ตกอยู่ในความมืด

 

ส.ว.คนหนึ่ง ได้ลุกออกจากที่นั่งพร้อมถืออาวุธหนัก เดินพุ่งตรงไปยังนายกรัฐมนตรี พร้อมกับส.ว.อีกส่วนเดินตามหลัง ส.ว.ที่ถืออาวุธหนักได้หิ้วตัวนายกรัฐมนตรีออกจากสภาจำลอง และส.ว.กลุ่มที่เดินตามได้ประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาลในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติรุ่นที่ 2 นำโดย เนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล ที่ครั้งนี้ สวมบทเป็น ‘เนตู่วิทย์’ และยังมี ส.ว.ที่ร่วมติดตามซึ่งเป็น ข้าราชการในตำแหน่งกองทัพและตำรวจ ร่วมกันตั้งรัฐบาลชั่วคราวท่ามกลางเสียงโหวกเหวก ตะโกนคัดค้านจากสภาชิกผู้แทนราษฎร ส.ว.แต่งตั้ง จนมีการประท้วงแต่ก็ถูกทหารหิ้วตัวออกจากสภาหมด

แม้มีผู้คัดค้านอย่างเปิดเผย แต่คณะรัฐประหารนำโดยเนตู่วิทย์ ยังคงขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบพร้อมประกาศจะคืนความสุขให้กับประเทศชาติและคืนประชาธิปไตยที่ถูกต้องกลับคืนมา พร้อมด้วยประโยคติดปากว่า

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”

 

ในช่วงสุดท้ายของกิจกรรมสภาจำลอง ทีมงานสภาจำลองได้ให้ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 โดยเฉพาะการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งกิจกรรมที่เกิดขึ้นคือ 1 ในตัวอย่างการเลือกนายกรัฐมนตรีภายใต้กลไกในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ของจริงอาจมีความซับซ้อนและขั้นตอนมากกว่ากิจกรรมบทบาทสมมติ และถึงแม้ต่อให้ได้นายกรัฐมนตรีแล้ว

นายกรัฐมนตรีที่ได้ก็ใช่ว่าจะถูกใจใครบางคน หากมีคนไม่ชอบนายกรัฐมนตรีที่เลือก

ยิ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม โอกาสที่จะเกิดรัฐประหารอีกครั้ง ย่อมมีความเป็นไปได้

 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์ปิดท้ายกิจกรรมสภาจำลองคือ การเชิญนักการเมืองคนสำคัญร่วมให้ความรู้แตกต่างกันแต่ละรอบ โดยรอบนี้ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ได้เยี่ยมและทักทายนักเรียนที่ร่วมกิจกรรม พร้อมถ่ายทอดความรู้สะท้อนบทเรียนในกิจกรรมที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป

โดยน.ส.พรรณิการ์กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้ในการจัดรอบนี้ค่ือ การเล่ือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย จริงๆเหมือนที่หลายคนที่ชอบกล่าวกับคนอื่นว่าเป็น นักเลือกตั้ง หรือเอะอะเรียกร้องเลือกตั้ง การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมด แต่อย่าลืมว่าจะไม่มีทางประชาธิปไตยไปได้ถ้าปราศจากการเลือกตั้ง เพียงแต่เลือกตั้งแล้วยังไม่จบแค่นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี้ ได้วางหมากอย่างดี ทำทุกอย่างเพื่อให้ทหารสามารถสืบทอดอำนาจได้ ถ้าเกิดไม่เป็นไปตามแผน ก็มีความเป็นไปได้ว่า ผ่านไป 7-8 ปี คนรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว หากฝ่ายประชาธิปไตยชนะถล่มทลาย สิ่งที่เป็นไม้ตายสุดท้ายที่พวกเขาจะใช้คือการรัฐประหาร ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะได้ชื่อว่่าทำให้รัฐประหารหมดไปจากประเทศ ไม่ใช่ไม่มีแต่ไม่จำเป็น เพราะทหารมีอำนาจอยู่ในมือครบแล้ว องค์กรอิสระ ส.ว. ถูกวางไว้ แต่การรัฐประหารก็เกิดขึ้นได้

ถ้าถามว่า รัฐประหารแล้วจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นไหม ฝ่ายที่ทำจะบอกว่า จะทำให้บ้านเมืองสงบสุขใช่ไหม? แต่น้องๆที่ร่วมกิจกรรม ส่วนใหญ่น่าจะเห็นแล้ว การรัฐประหารไม่ได้ทำให้สงบเรียบร้อยแต่เป็นการทำให้สงบราบคาบ สงบแบบที่กดขี่ไม่ให้เสียงที่แตกต่างได้เปล่งออกมาไม่ให้ประชาชนมีโอกาสแสดงความเห็น คือความเงียบที่เป็นการกดขี่ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความสงบ” น.ส.พรรณิการ์ กล่าว

 

ด้าน น.ส.เกศกนก วงษาภักดี นิสิตชั้นปี 3 สาขาวิชาการเมืองการปกครอง ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในทีมผู้จัดกิจกรรมสภาจำลองกล่าวว่า จากการกิจกรรมสภาจำลองทั้ง 2 ครั้ง แต่ละรอบจะมีพลวัตรของผู้ร่วมกิจกรรมต่างกัน แต่กระนั้นน้องๆแต่ละคนมีความกล้าที่จะพูด ที่จะแสดงออกมากกว่าที่เราคิดไว้ ตอนแรกที่จัดก็กังวลว่า น้องแต่ละคนจะไม่พูด แต่กลับกลายเป็นว่า พวกเขาอยากพูดถ้ามีพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก

ขณะที่ น้องเติ้ล นักเรียนที่ร่วมกิจกรรมสภาจำลองในบทแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคคงกระพัน กล่าวว่า มาร่วมกิจกรรมสภาจำลองเป็นครั้งแรก ยอมรับว่าค่อนข้างยาก เป็นความยากที่ต้องสู้กับกฎและความคิดของแต่ละคน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว ของจริงจะยากกว่าเป็นร้อยเท่าและความกดดันน่าจะเยอะมาก

“สำหรับประเทศไทย ณ ตอนนี้ ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบเพราะว่า สำหรับผม ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ควรต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเปิดพื้นที่ให้คนที่คิดเห็นต่างได้แลกเปลี่ยนเพื่อสร้างทางที่ 3 ให้กับประเทศ” น้องเติ้ล กล่าว

 

เมื่อถามสิ่งที่จะฝากถึงคนรุ่นใหม่กับการเลือกตั้งที่จะมาถึงช่วงต้นปี 2562 น.ส.เกศกนก กล่าวว่า ตอนนี้ตัวเองอายุ 21 ปี แล้ว และไม่ได้สิทธิเลือกตั้งมาหลายปีแล้ว ในครั้งที่จะมีขึ้นนี้ ได้ข่าวว่า คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก มีประมาณ 7 ล้านคน ก็อยากฝากถึง 7 ล้านคนนี้ว่า ใช้สิทธิ์ครั้งแรกนี้ให้คุ้มค่า ชอบพรรคไหนก็เลือกดีๆ

เพราะว่า เราไม่ได้มีการเลือกตั้งมานานแล้ว และการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความสำคัญ เพราะเราอยู่ภายใต้ระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่อยากให้เพื่อนๆเลือกให้ดีที่สุด

ส่วนน้องเติ้ลฝากถึงผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งว่า ขอให้ฟังความทั้งสองด้าน และนำข้อมูลทั้งสองชุดมาเปรียบเทียบกัน และถามกับตัวเองว่า อยากให้ประเทศไทยไปในแนวทางไหน

อยากให้เป็นเหมือนเดิมเรื่อยๆหรือเปลี่ยนไปในแนวทางใหม่ที่ดูมีความหวังมากขึ้น

 

ทั้งนี้ เนติวิทย์ ได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า กิจกรรมสภาจำลอง รัฐศาสตร์ จุฬาฯ เตรียมเดินสายไปตามโรงเรียนในแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อให้น้องๆได้เข้าใจระบบการเมืองไทยมากขึ้น

ส่วนโรงเรียนไหนจะเป็นที่แรก โปรดติดตาม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ยศชนัน” ควง รมช.เกษตร นำ สส.เพื่อไทย ซื้อนมปั่นไทยเดนมาร์ค ส่งเสริม – อุดหนุนเกษตรกรโคนม
”วรวงศ์“ ห่วง ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ เพิ่ม จี้ ”ศุภจี“ ตอบให้ชัด ปิดดีลแล้วหรือยัง ชี้ ไทยโดนอัตราภาษี 12.5% แต่ทำไมบอก 19%
50 ปี 6 ตุลาฯ (1) การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
Darecation ทุกรกิริยาในวันหยุด
ดินแดง ราชปรารภ กระสุน จากปืน ความเร็วสูง ปลิดชีพ ล่าม ทะลวง รปภ.
นิทาน AI แต่งน่ะได้ …แต่ไร้คุณภาพ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (20)
E-DUANG | การแยก แตกตัว ความคิด การแยก แตกตัว การเมือง
ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข