bg-single

ไซเบอร์ วอทช์เมน : ประชาธิปไตยตายแล้ว?

12.05.2019

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยได้เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ความรุนแรงจากภัยก่อการร้าย กระแสโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนโฉมทั้งมิติภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ทำให้โครงสร้างรัฐทั่วโลกเผชิญกับภาวะเส้นแบ่งพรมแดนไม่ชัดเจนอีกต่อไป ทั้งประชากร เงินทุน วิทยาการความรู้ หรือแม้แต่ประเด็นปัญหาได้ไหลบ่าข้ามประเทศ

สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่คุ้นเคยหรือยากจะเข้าใจสำหรับผู้ที่ยึดติดกับวิถีชีวิตหรือวิธีคิดเดิม ตั้งแต่คนธรรมดาจนถึงผู้นำประเทศ ความท้าทายรูปแบบใหม่นี้ทำให้ตัดสินใจหันมาใช้วิธีพื้นฐานที่สุดสำหรับมนุษย์ธรรมดานั่นคือ การป้องกันตัวเอง

กระแสชาตินิยม การต่อต้านผู้อพยพ จนมาถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และการเข้าควบคุมทรัพยากรและข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นโดยความพยายามรักษาสิ่งที่เคยเป็นอยู่ หรือด้วยเหตุผลเดิมที่ใช้มาตลอดเพื่อเป็นข้ออ้างในการรักษาสถานะอำนาจเดิม (ความมั่นคงของชาติก็เป็นข้ออ้างหนึ่งในจำนวนนี้)

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความพยายามในการรักษาสถานะอำนาจเดิมหรือผลประโยชน์ที่เคยได้มา โดยเฉพาะกับประชาธิปไตยที่เรียกตัวเองว่ามีกลไกตามระบอบประชาธิปไตยก็กำลังทำให้กลไกเหล่านี้เข้าสู่ทางตันหรือทำให้บิดเบี้ยว เพียงเพื่อจุดประสงค์เดียว การทำให้องค์กรที่มีรากฐานจากระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นเพียงกลไกสนองอำนาจนำเพื่อรักษาสถานะเดิมไว้นับว่าแย่แล้ว ยิ่งสังคมที่ไม่มีวัฒนธรรมหรือค่านิยมประชาธิปไตยด้วยแล้ว จะยิ่งแย่หนักแค่ไหน

หลายคนตั้งคำถามด้วยความกังวลว่า “ประชาธิปไตยตายแล้วจริงหรือ?”

 

ความพยายามทำลายหลักการพื้นฐานและเปลี่ยนกลไกสำคัญให้มีสภาพไม่ต่างกับเครื่องมือรักษาสถานะอำนาจและผลประโยชน์นี้ ถูกเขียนลงในหนังสือ “How Democracy Die” ของสตีเว่น เลวิตสกี้ และแดเนียล ซีบรัตท์ สองอาจารย์รัฐศาสตร์เลื่องชื่อจากฮาร์วาร์ด ออกมาเมื่อปีที่แล้ว แต่เพิ่งเข้าไทยได้สักพัก

และด้วยความเพิ่งมาใหม่จึงเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม ใครที่อยากอ่านภาษาไทยก็ต้องรอนานหน่อย

สำหรับตัวอาจารย์เลวิตสกี้เอง สนใจศึกษาการเมืองเปรียบเทียบในแถบละตินอเมริกาและประเทศกำลังพัฒนา แต่การบริหารประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยนโยบายแบบฉบับขวาจัดประชานิยม และกำลังกลืนกินกลไกรัฐที่ตั้งบนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจนเกิดความกังวล และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป หลักประชาธิปไตยของสหรัฐจะตายลงหรือไม่

สองอาจารย์ได้บรรยายในหนังสือว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามทำอยู่ คือสิ่งที่หลายประเทศเคยทำมาแล้ว

ทั้งการแทรกแซงโครงสร้างและกลไกของรัฐของนิโคลัส มาดูโร่ ประธานาธิบดีคิวบา เพื่อรักษาอำนาจ การใช้อำนาจรัฐ

และการรัฐประหารโค่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยในปี 2557

การใช้กลไกรัฐเพื่อทำให้ประเทศเป็นอนุรักษนิยมเชิงศาสนาอย่างต่อเนื่องของเทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกี

การนั่งในอำนาจยาวนานของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

หรืออีกหลายประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลางที่กำลังทำอยู่

ไม่ว่าประเทศใดที่ใช้วิธีอย่างรวดเร็วอย่างการใช้กำลังทหาร หรือเชื่องช้าแต่แนบเนียนผ่านการใช้อำนาจผ่านกลไกรัฐในระบอบประชาธิปไตย

แต่เป้าหมายมีสิ่งเดียวคือ การลดทอนและทำลายอุปสรรคเพื่อนำไปสู่การรักษาอำนาจและสืบต่ออำนาจให้ยาวนานที่สุด

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนที่ปรารถนาขึ้นสู่อำนาจไม่ว่าผ่านการใช้กำลังทหารและเข้ามาผ่านกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวชี้วัดได้ 4 ด้านนี้จะแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้มีพฤติกรรมที่มีความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมแค่ไหน

ตัวชี้วัดที่ 1 : การปฏิเสธ (หรือขาดความมุ่งมั่นต่อ) กฎของเกมตามระบอบประชาธิปไตย

โดยดูจาก

1. พวกเขาปฏิเสธรัฐธรรมนูญและมีท่าทีแสดงออกถึงความเต็มใจที่จะละเมิดหรือไม่?

2. พวกเขาสนับสนุนความจำเป็นในการใช้มาตรการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การยกเลิกการเลือกตั้ง การละเมิดหรือระงับเนื้อหารัฐธรรมนูญ การประกาศห้ามกับองค์กรต่าง และจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิทางการเมืองหรือไม่?

3. พวกเขาแสวงหาเพื่อใช้ (หรือสนับสนุนในการใช้) วิธีการนอกรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล เช่น การรัฐประหาร การก่อจลาจลด้วยความรุนแรง หรือการตั้งมวลชนประท้วงเพื่อบังคับให้เปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่?

และ 4. พวกเขาพยายามบ่อนทำลายความชอบธรรมในการเลือกตั้ง เช่น การไม่ยอมรับผลคะแนนที่มีความน่าเชื่อถือ หรือไม่?

ตัวชี้วัดที่ 2 : การปฏิเสธความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

โดยดูจาก

1. พวกเขาบรรยายอีกฝ่ายเป็นผู้มุ่งโค่นล้มหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่?

2. พวกเขาอ้างหรือไม่ว่าฝ่ายคู่แข่งกำลังสถาปนาภัยคุกคามให้เกิดขึ้น ทั้งต่อความมั่นคงของชาติหรือกระทบวิถีชีวิต?

3. พวกเขาบรรยายอย่างเลื่อนลอยต่อฝ่ายคู่แข่งว่าเป็นฆาตกร ซึ่งกระทำผิดกฎหมาย (หรือเข้าข่ายว่าจะทำ) ให้ตัดสิทธิคุณสมบัติไม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสมบูรณ์ได้อีกหรือไม่

4. พวกเขากล่าวหาอย่างไร้หลักฐานว่าอีกฝ่ายทำงานให้ต่างชาติหรือเป็นการทำงานให้กับรัฐบาลต่างชาติโดยเฉพาะชาติที่เป็นศัตรูหรือไม่?

ตัวชี้วัดที่ 3 : “อดทนอดกลั้น” หรือ “ส่งเสริมสนับสนุน” ความรุนแรง

โดยดูจาก

1. พวกเขามีข้อตกลงกับกลุ่มอาชญากรรม กองกำลังกึ่งทหาร กลุ่มติดอาวุธ กลุ่มกองโจรที่ก่อความรุนแรงอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

2. กลุ่มการเมืองหรือพันธมิตรมีการส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มมวลชนเข้าโจมตีคู่แข่งหรือไม่?

3. พวกเขารับรองโดยปริยายต่อการใช้ความรุนแรงของผู้สนับสนุนด้วยการปฏิเสธอย่างไม่ต้องสงสัยที่จะเอาผิดหรือลงโทษหรือไม่?

และ 4. พวกเขาชื่นชมหรือปฏิเสธที่จะประณามการกระทำความรุนแรงทางการเมืองอย่างมีนัยยะสำคัญไม่ว่าในอดีตหรือที่ใดในโลกหรือไม่?

ตัวชี้วัดที่ 4 ความพร้อมในการลดทอนเสรีภาพฝ่ายตรงข้ามรวมถึงสื่อ

โดยดูจาก

1. พวกเขาสนับสนุนกฎหมายหรือนโยบายที่จำกัดสิทธิพลเมือง เช่น การขยายเพิ่มอำนาจในกฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายจำกัดการชุมนุม การวิจารณ์รัฐบาลหรือบางกลุ่มองค์กรหรือไม่?

2. พวกเขาคุกคามที่จะใช้กฎหมายหรือบทลงโทษอื่นต่อผู้ออกมาวิจารณ์ในฝ่ายตรงข้าม กลุ่มประชาสังคมหรือสื่อหรือไม่?

และ 3. พวกเขาชื่นชมมาตรการปราบปรามของรัฐบาลอื่น ไม่ว่าในอดีตหรือประเทศไหนในโลกหรือไม่?

 

ตัดชี้วัดทั้ง 4 ด้านนี้ ทุกท่านสามารถใช้ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมและวิธีคิดของผู้มีอำนาจในโครงสร้างรัฐ ผ่านคำพูด บทสัมภาษณ์ คำปราศรัยหรือนโยบายหรือกฎหมาย คำสั่งแต่ละฉบับที่ออกมาได้ว่ามีความโน้มเอียงไปทางเผด็จการหรือไม่

อีกเรื่องที่สำคัญคือ กลไกรัฐหรือการแสดงออกใดตามระบอบประชาธิปไตย หากไม่อยากจะเผชิญการรวบอำนาจและใช้กลไกให้แสดงออกไปในทางเผด็จการ มีสิ่งที่ไม่ได้บรรจุลงในบทบัญญัติกฎหมายใด นั้นคือ ค่านิยมและวิธีคิดที่ต้องเป็นประชาธิปไตย ที่จะนำไปสู่การแสดงออกและปฏิบัติต่อสิ่งรอบตัว ทั้งผู้คน สังคมและโครงสร้างรัฐให้เป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องถูกหล่อหลอมตั้งแต่วัยเยาว์ ซึ่งต้องถามทุกท่านว่า เราถูกสอนต่อการแสดงออกและเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบประชาธิปไตยที่เคารพความคิดและการแสดงออกของผู้คน และอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างที่แม้จะสุดโต่งในความรู้สึก ความเชื่อ และการรับรู้ของเราซึ่งไม่เหมือนกับอีกฝ่ายหรือไม่

การเมืองไทยหรือสหรัฐ หรือที่ไหนในโลก หากคนทุกคน ย้ำว่าทุกคน! ไม่ยอมรับวิธีคิดหรือสร้างวัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย ยังคงมีรูปแบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแต่สังคมยังมีการลำดับชั้นอำนาจ ความยอมศิโรราบและปราบปรามผู้เห็นต่างด้วยความเกลียดชังว่าจะมาทำลายสิ่งที่เชื่อและเทิดทูน ไม่ว่าในชีวิตในโลกปกติหรือโลกเสมือน

ประชาธิปไตยอาจตายตั้งแต่รากฐานในตัวเราเสียแล้ว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา