bg-single

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ / ประเทศไทยหลายเสี่ยง : อย่ายุส่งสงครามกลางเมือง

07.07.2019

ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกทำร้ายร่างกายนับตั้งแต่การรัฐประหารของรัฐบาล คสช. และเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือนที่ “จ่านิว” หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักเคลื่อนไหวด้านการเมือง หนึ่งในแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรง

ซึ่งในครั้งนี้หนักถึงขั้นต้องเข้ารักษาอาการในห้อง ICU ด้วยอาการบาดเจ็บบริเวณเบ้าตา ศีรษะ และจมูก จากการถูกทุบตีด้วยของไม่มีคม

ก่อนหน้านี้จ่านิวถูกทำร้ายร่างกายช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา ภายหลังตั้งโต๊ะเปิดรับรายชื่อยื่นเรียกร้องให้ ส.ว. 250 คน งดออกเสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จ่านิวไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนเดียวที่ตกเป็นเป้าการถูกกระทำความรุนแรง แต่ยังมีนายเอกชัย หงส์กังวาน อีกหนึ่งรายที่ปรากฏบนสื่อบ่อยครั้ง ที่โดนทั้งชกหน้า ปาแก้วใส่ รุมทำร้ายจนศีรษะแตก และโดนเผารถยนต์ที่มีเอกสารการล่ารายชื่อถอดถอน กกต. หลังการเลือกตั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ก่อเหตุความรุนแรงต่อนักเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ยังไม่เคยถูกจับกุมตัวแม้แต่เพียงคนเดียว

ทำให้ไม่อาจรู้ได้ว่าผู้กระทำเหล่านั้นเป็นใคร และแท้จริงชนวนเหตุของการก่อเหตุ เป็นเรื่องการเมืองอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่

ซึ่งหากเป็นเรื่องการเมืองจริง ก็ยังต้องคาดเดาต่อว่า เป็นการกระทำจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเป็นเพียงผู้เห็นต่างทางการเมืองที่ไม่พอใจการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช.

 

ความปลอดภัยของผู้เห็นต่าง

หากตีความว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำร้ายจ่านิวและเอกชัย โดยเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่จ่านิวถูกอุ้มโดยคนแต่งกายชุดทหารบริเวณข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในช่วงดึก ปี 2559 อย่างอุกอาจนั้น อาจอนุมานไปได้ว่านอกจากการเรียกปรับทัศนคติ การดำเนินคดี และการส่งเจ้าหน้าที่ทหารไปติดตามตัวนั้น คสช.มีกรรมวิธีการจัดการผู้เห็นต่างที่น่าหวาดหวั่น ละเมิดสิทธิ์อย่างไร้อารยะ

แต่หากผู้ก่อเหตุต่อผู้ต่อต้าน คสช. ทั้งหมดไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเพียงผู้ที่ไม่พอใจกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วนั้น ภาพที่สะท้อนออกมา จะกลับกลายเป็นความล้มเหลวอย่างรุนแรง ในการรักษาความสงบของรัฐบาล คสช. ที่อ้างเรื่องความมั่นคงตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

เนื่องด้วยการปล่อยให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนด้วยกันเพียงเพราะความเห็นต่างทางการเมือง ทั้งยังจับมือใครดมไม่ได้ ล้วนแสดงถึงความละเลยและไร้ประสิทธิภาพในการรับรองความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่เห็นต่างจากอำนาจหลักของรัฐ

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหาใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไม่ เพราะเมื่อคาดการณ์ไปถึงเหตุการณ์ในอนาคตแล้วนั้น ยังมีความเป็นไปได้ที่รุนแรงกว่านั้น จากการเลือกปฏิบัติของความยุติธรรมในเรื่องการเมือง ที่ร้อนระอุไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งอาจผลักดันสังคมไทยให้ไปสู่ความรุนแรงระหว่างประชาชนต่อประชาชนที่ไร้ทิศทางและควบคุมไม่ได้

 

สังคมอุดมขัดแย้ง

นอกจากการถูกทำร้ายของผู้เคลื่อนไหว รัฐบาล คสช.แล้ว สิ่งที่สะท้อนภาพความขัดแย้งในการเมืองได้ชัดเจนคือความคิดเห็นต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์

ที่เมื่อเปิดอ่านจะเห็นความแตกต่างและการด่าทออย่างรุนแรง

ซึ่งในสภาวะปกติของสังคมประชาธิปไตย การถกเถียง การด่าทอ และความเกลียดชังนับเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ตราบใดที่ยังไม่เกิดการทำร้ายหรือขู่ฆ่ากัน

เพราะหากการด่าทอเกินขอบเขต สิ่งที่รองรับในทางกฎหมายคือกฎหมายหมิ่นประมาทนั่นเอง

แต่เมื่อการด่าทอเลยจุดของความหมิ่นประมาท ไปสู่การอาฆาตมาดร้าย และการทำร้ายร่างกาย เท่ากับว่าไม่เพียงแต่วุฒิภาวะทางการเมืองและการถกเถียงของสังคมจะไม่เป็นประชาธิปไตยที่ต้องดำรงไว้ซึ่งความแตกต่างแล้วนั้น ยังสะท้อนภาพความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารและจัดการความขัดแย้งทางการเมืองของรัฐบาลอีกด้วย

ยิ่งเมื่อใส่ปัจจัยความไม่ชัดเจนของระบบยุติธรรมแบบไทยในเรื่องการเมือง ที่เมื่อมองย้อนดูจะพบว่าตลอดช่วงการบริหารประเทศของ คสช.เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างหลากหลาย

เช่น การที่ยังไม่สามารถจับตัวการก่อเหตุทำร้ายนักกิจกรรมทางการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามกับ คสช.ได้เลย

หรือแม้แต่ในกรณีความขัดแย้งกับบุคลากรของกองทัพที่เต็มไปด้วยคำถามต่อกระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีของชัยภูมิ ป่าแส ที่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครเห็นกล้องวงจรปิดที่ทางกองทัพพูดถึง ทั้งที่ในคดีอาชญากรรมอื่นๆ กลับแก้ไขปัญหาและดำเนินคดีได้รวดเร็วราวฟ้าผ่า

ความไม่มั่นคงของกระบวนการยุติธรรมในยุคนี้จึงเป็นชนวนเหตุสำคัญที่อาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง เพราะเมื่อใดที่ผู้เห็นต่างจาก คสช.เริ่มสะสมความเกรี้ยวกราดจากการเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย ซ้ำร้ายเปิดโลกออนไลน์ก็ยังเจอคำขู่ฆ่าและการด่าทอของผู้ที่สนับสนุน คสช.เสียอีก …เมื่อนั้นแพะรับบาปความเกลียดชังอาจไม่ใช่หน่วยงานรัฐ ที่มีทรัพยากรในการป้องกันตัวเอง แต่อาจเป็นประชาชนขั้วตรงข้าม

 

บทเรียนประวัติศาสตร์

พอกล่าวถึงจุดนี้ ผู้อ่านอาจมีความคิดแย้งว่าผู้เขียนมองโลกแง่ร้ายไปหรือไม่ ความรุนแรงระหว่างประชาชนจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ…

ซึ่งเมื่อมองในภาพของประวัติศาสตร์แล้ว ทุกสิ่งเป็นไปได้

ในระยะเวลาที่ใกล้เคียงที่สุดคือ ปล้นปืนตากใบ จุดระเบิดสำคัญของความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นอกเหนือจากแนวคิดเรื่องการแบ่งแยกดินแดนแล้ว ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงปะทุขึ้นคือความไม่เป็นธรรม และการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารในอดีต ที่มีการใช้ความรุนแรงต่อคนในพื้นที่ห่างไกลมาตลอดประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งการข่มเหงประชาชนมุสลิม การซ้อม ทรมาน

ย้อนไปจนถึงกรณีเผาในถังแดงสมัยคอมมิวนิสต์ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนขับดันความโกรธแค้นในตัวประชาชน ซึ่งเมื่อไม่สามารถเล่นงานเจ้าหน้าที่ได้ถนัดนัก เป้าหมายที่ง่ายดายกว่าคือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ เช่น ประชาชนกลุ่มอื่นๆ

หากรัฐบาลตระหนักถึงความเป็นไปได้ของความขัดแย้งและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดในการเดินหน้าประเทศต่อ จะมิใช่การกดความคิดเห็นให้เหมือนกัน แต่คือการย้อนมองกลับไปดูความไม่ยุติธรรมแล้วเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง มิใช่กดบีบไว้จนไฟแห่งความเกลียดชังถึงขีดสุด

…เว้นแต่ว่า ความขัดแย้งระหว่างประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลต้องการ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา