bg-single

ศรัทธาไม่เสื่อมจากธรรม ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง

18.03.2017

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกาย ที่เจ้าหน้าที่รัฐโดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม หรือดีเอสไอ รับบทบาทเจ้าภาพใหญ่ตามจัดการกับพระธัมมชโยในสารพัดข้อหาทางอาญา

ไม่ใช่เรื่องแค่รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณมากกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมหาศาลเพื่อเข้าตรวจค้นจับกุม ซึ่งตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมถึงความคุ้มค่าเท่านั้น แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลต่อพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งที่ห่วงใยศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะได้รับผลกระทบเมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนทั่วไปพูดถึงพระสงฆ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสนอว่าควรจะมีการ “ปฏิรูปพุทธศาสนา” กันสักครั้ง เพื่อหาทางรักษาศรัทธาของประชาชนไว้

อย่างไรก็ตาม แม้ทุกฝ่ายจะแสดงความเห็นด้วยที่จะร่วมกัน “ปฏิรูปพุทธศาสนา” กลับยังมีปัญหาอยู่ว่าจะเริ่มต้นปฏิรูปกันอย่างไร

 

การเสนอความคิดความเห็นมีอยู่ไม่น้อยที่ออกไปในทางที่เห็นว่า ความไม่เหมาะสมในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์นั้น ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเฉพาะที่วัดพระธรรมกายเท่านั้น ในภาพรวมของพระทั่วไปถูกยกขึ้นมากล่าวถึงในทางตำหนิติติงไม่น้อยเช่นกัน

ยิ่งมีการพูดถึงวิธีการแสดงออกซึ่งศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของประชาชนด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ว่าเป็นศรัทธาที่ถูกต้อง หรือว่าพากันงมงายในสิ่งนอกคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ทำให้ความคิดที่จะปฏิรูปถูกตั้งคำถามมากมายว่าจะเริ่มต้นกันอย่างไร ด้วยดูเหมือนว่าจะต้องทำความเข้าใจเรื่องหลักพระพุทธศาสนากันใหม่หมด

ซึ่งอาจจะต้องตั้งคำถามกันว่า “นับถือพุทธศาสนากันเพื่ออะไร”

“เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์” ตามคำสอนของพระพุทธองค์ หรือ “เพื่อบนบานศาลกล่าวให้ได้มาถึงลาภ ยศ สรรเสริญ” ตามที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นเป้าหมายในการทำบุญ บูชาพระกันอยู่ทุกวันนี้

ความเข้าใจในปัญหาเบื้องต้นของประชาชนจึงน่าจะเป็นคำตอบสำคัญสำหรับการปฏิรูปพุทธศาสนาในประเทศไทย

 

ประชาชนมีความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ไหน อาจจะได้คำตอบบางส่วนจากผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ล่าสุด เรื่อง “ถอดบทเรียนพระธัมมชโย : วิกฤตการณ์สั่นคลอนพระพุทธศาสนา”ที่ออกมาว่าบทเรียนที่ชาวพุทธได้รับจากกรณี “พระธัมมชโย” มากที่สุด ร้อยละ 25.9 คือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธมาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัดในรูปของการทำบุญ รองลงมา

ร้อยละ 24.9 คือแสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมีความเข้าใจในหลักธรรมทางพุทธศาสนาน้อยมากจึงง่ายที่จะคล้อยตามและหลงใหลศรัทธา

และร้อยละ 21.1 คือการปล่อยให้มีการปลูกฝังคำสอน ที่ผิดบิดเบือนการสอนพระธรรมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่

และเมื่อถามถึงเรื่องที่อยากให้มีการปฏิรูปในวงการพุทธศาสนาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ร้อยละ 35.8 ระบุว่า ให้ยึดและเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา

รองลงมา ร้อยละ 27.7 ระบุว่า พระภิกษุควรประพฤติตามวินัยสงฆ์ การอันใดไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ควรยุ่ง

และร้อยละ 10.2 ระบุว่าให้กลั่นกรองผู้เข้ามาบวชเรียนอย่างเคร่งครัด

ที่พบจากคำตอบนี้คือไม่ว่าที่ผ่านมาศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงแค่ไหน ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง ขอเพียงให้ได้รับรู้ว่า “พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร”

ดังนั้น สาระหลักของการปฏิรูปจึงอยู่การควบคุมพระสงฆ์ซึ่งมีหน้าที่เผยแพร่พระธรรมคำสอนให้อยู่กับร่องกับรอย ไม่พาประชาชนที่เชื่อถือศรัทธาออกนอกลู่นอกทางเพราะเห็นแก่ประโยชน์อื่นนอกพระธรรมวินัย

ที่เสียหายไปไม่ใช่ความเสื่อมในศรัทธาพระธรรมคำสอน แต่เป็นความเสื่อมจากความนับถือพระสงฆ์ ด้วยรู้ว่าประพฤตินอกพระธรรมวินัย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
สิ้นสุดการรอคอยตั๋ว อลป. ทีมวอลเลย์บอลสาวไทย หัวใจพวกเธอมันสุดยอด!
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 4 -10 กันยายน 2569
เชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไร ทำคอนเทนต์ไว้ก่อน