
กระแส ‘ความเป็นการเมือง’ ในมหกรรมงานดนตรี ที่ตอบรับในระดับแมสกับคนทั่วไป ที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมโดยตรงก็กลับมาปรากฎอีกครั้งใน งาน Big Mountain Music Festival (BMMF) ที่เขาใหญ่ ครั้งที่ 11 ซึ่งเพิ่งโดนฟ้าผ่าจบงานกลางคันเมื่อคืน
ทำผู้ชมอารมณ์ค้างและแปรเปลี่ยนเป็นความขุ่นเคืองไม่พอใจ จนเดินออกจากงานพร้อมกับตะโกนออกมากันก้องว่า I here too
งานคอนเสิร์ตใหญ่ที่สุดของไทยนี้ ถูกอำนาจรัฐทำให้จบก็จริง แต่ผลกลับกลายเป็นถูกพูดถึงในระดับไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกับ เทศกาลดนตรี Woodstock ในปี 1969
ที่งานแสดงดนตรีก็มีการสื่อสารการเมืองผ่านบทเพลงและกิมมิคในช่วงแสดงสดด้วย
เหตุที่ทำให้งาน BMMF11 เป็นที่กล่าวขานในโลกโซเชียล งานดนตรีที่จัดขึ้นเพียง 2 วันเพื่อตอบสนองผู้ชมที่อยากหาความรื่นรมย์ในช่วงหยุดสัปดาห์ ก็ปรากฎสัญญะทางการเมืองมากมาย อาทิ
วงๆหนึ่ง มือกีตาร์สวมเสื้อ นักวิชาการประวัติศาสตร์ไทยสายวิพากษ์ชื่อดังอย่าง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ผลิตโดยวงดนตรีสามัญชน ระหว่างแสดงสด
วงๆหนึ่ง ที่ไม่ควรพลาดกับการแสดงสด ก็มีเล่นเซิร์ฟเป็ดยาง ที่ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ในหมู่ผู้ชมพร้อมกับทำนองเพลงร็อคอย่างสนุกสนาน
ศิลปินบางคน มีการชวนผู้ชมกล่าวคำว่า “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฏร์จงเจริญ”
ไม่นับรวมผู้ชมหลายคนชูสามนิ้วระหว่างแสดงสดหลายครั้ง
ที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ทำให้เห็นแล้วว่า กระแสการเมือง โดยเฉพาะสัญญะของการต่อต้านรัฐบาลที่เป็นเผด็จการ ถูกเผยแพร่ลงไปถึงคนหมู่มากแล้ว
ไม่นับความเคลื่อนไหวก่อนที่จะมีงานดนตรีขึ้นอย่าง แอมมี่ The Bottom Blues ก็ประกาศขอถอนตัวกลางคันทั้งที่มีข่าวตอบรับจะร่วมงานแสดงดนตรีแล้ว และอีกครั้งที่แอมมี่ เปิดเผยแชทไลน์ในกระแสให้ยุติการจัดงานดนตรีว่า หากขึ้นแสดง จะมีการขัดขวางให้ยุติคอนเสิร์ตด้วยการปล่อยข่าวว่าในงานมีโควิด
ท่าทีของอำนาจรัฐที่ใช้มาตรการกฎหมายจัดการกับงานแสดงดนตรีโดยอ้างฝ่าฝืนมาตรการป้องกันโควิด ทั้งๆที่มีเสียงจากผู้ร่วมงานดนตรีว่า กว่าจะได้เข้างานก็ต้องตรวจคัดกรองกันหลายขั้นตอนจนกินเวลานานหลายชั่วโมง
แต่ทางจังหวัดกลับกล่าวทำนองงานดนตรีไม่มีการเฝ้าระวังโควิด ซึ่งเรื่องนี้ต้องถกเถียงกันต่อไป
ถึงกระนั้น ก็ปฏิเสธได้ยากแล้วว่า งาน BMMF11 ที่ต้องรีบจบ ก็เพราะ “การเมือง” ไม่ใช่ “โควิด-19”
กรณีการเมืองในคอนเสิร์ตเมืองไทย BMMF11 ไม่ใช่ที่แรกที่เกิดขึ้น ย้อนกลับไปงานดนตรี Cat Expo เมื่อปลายเดือนที่แล้ว แม้เป็นงานแสดงดนตรีให้กับวงดนตรีสายอินดี้ที่ถูกมองว่ามีกลุ่มฐานแฟนเพลงเฉพาะเจาะจง
ถึงอย่างนั้น ก็กลับเกิดโมเม้นต์การเมืองในงานคอนเสิร์ต ทั้งเซิร์ฟเป็ดยางคลอกับเสียงเพลงอย่างครื้นเครง หรือวงดนตรีหนึ่งเชิญแกนนำการชุมนุมทางการเมืองมาร่วมร้องเพลงที่มีเนื้อหาประโลมใจยามท้อแท้
แต่การแสดงดนตรีก็จบลงด้วยดี ไม่มีให้เลิกกลางคัน แม้จะมีประเด็นที่ว่านี้ตามมาก็ตาม
และนี่คือปรากฎการณ์ การเมืองในมิติทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะคอนเสิร์ต ซึ่งอาจดูมุ้งมิ้ง ไม่ได้สื่อสารตรงๆแรงๆเหมือนการปราศรัย แต่ชั้นเชิงและลูกเล่นที่ถูกถ่ายทอดลงไป กลับซึมซับเข้าถึงผู้คนได้ง่ายไม่แพ้กัน
นั้นก็เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ต้องรีบยุติคอนเสิร์ต BMMF11 ด้วยประการฉะนี้
หากถามว่า “ดนตรี” กับ “การเมือง” ไม่เกี่ยวกันได้ไหม? คำตอบคือ ได้ ดนตรีคือกิจกรรมการสื่อสารที่มีการใช้เครื่องมือหรือศักยภาพมนุษย์เพื่อถ่ายทอดออกมา
แต่สิ่งที่ควรมองและตั้งคำถามกับตัวเอง เราพยายามทำให้การเมืองถูกกันออกไปจากหลายเรื่อง แม้แต่ในวงการกีฬาหรือวงการดนตรี แต่เรามอง “การเมือง” ลึกแค่ไหน กว้างรอบด้านหรือไม่
ถ้า “การเมือง” หมายถึงทุกชั่วขณะในการดำรงชีวิตตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นจนหลับตาลง หลายเรื่องแม้แต่งานกีฬาระดับชาติหรือโลก จนมาถึงมหกรรมดนตรีตั้งแต่วงเล็กในผับบาร์ จนถึงคอนเสิร์ตใหญ่คนดูเป็นหลายหมื่น
เราจะกันการเมืองออกไปยังไง การเมืองก็ยิ่งมีแต่เข้ามาหาเรามากขึ้นเท่านั้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
