bg-single

รื้อจุดบอด-ยกเครื่องน้ำท่วมซ้ำซาก สกัด-ล้มแผนจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน

24.11.2025

สถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี 2568 มีความน่าเป็นห่วงไม่น้อย จนทำให้เกิดความหวั่นวิตกว่า ประเทศไทยจะเผชิญอุทกภัยไม่ต่างจากเหตุการณ์ใหญ่เมื่อปี 2554 หรือไม่

จากข้อมูลของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ Gistda พบข้อมูลเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2568 มีพื้นที่ภายในประเทศไทยที่มีน้ำท่วมขัง ในพื้นที่ลุ่มและที่อยู่อาศัยใน 7 จังหวัดตอนบน ประกอบด้วย นครสวรรค์ , พิจิตร , สุโขทัย , พิษณุโลก , อุทัยธานี อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร รวมประมาณ 1,370,047 ไร่ แต่ละพื้นที่พบระดับความลึกของน้ำท่วมขังส่วนใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 เมตร

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหลักๆ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีชุมชนที่อยู่อาศัยตามแนวริมแม่น้ำสายหลักและสายรอง รวมถึงเส้นทางคมนาคมสำคัญบางส่วน

เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 พบว่าพื้นที่ดังกล่าว มีมวลน้ำที่ไหลเข้ามาเติมขยายพื้นที่ท่วมขังออกไปถึงจำนวน 154,116 ไร่

GISTDA ยังรายงานข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียมล่าสุด สรุปสถานการณ์ “น้ำท่วมขัง” ในช่วง 7 วัน ระหว่างวันที่ 12-17 พ.ย. 2568 พบว่า ประเทศไทยเผชิญกับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยมีพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังรวมแล้วกว่า 3.14 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่รวม 37 จังหวัด ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผลกระทบหลักสำหรับพื้นที่น้ำท่วมนั้นคือ พื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะภาคกลางได้รับความเสียหายมากที่สุด 2,847,200 ไร่ รองมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเสียหายรวม 231,200 ไร่ ภาคเหนือ ความเสียหายรวม 20,855 ไร่ ภาคตะวันตก ความเสียหายรวม 8,300 ไร่

สถานการณ์น้ำท่วม 2568 ยังพบความเสียหายของบ้านเรือนและที่อยู่อาศัยแล้วกว่า 5,306 หลัง และมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมประมาณ 729,889 คน

อย่างไรก็ตาม หากย้อนหลังสถานการณ์น้ำท่วม เมื่อปี 2566 พบว่ามีพื้นที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 4.74 ล้านไร่ ปี 2567 น้ำท่วมประมาณ 6.22 ล้านไร่

อีกทั้ง มีการวิเคราะห์ Krungsri Research ระบุว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาก่อนปี 2568 ประเทศไทยเฉลี่ยได้รับพายุเขตร้อนทั้งพายุโซนร้อนและดีเปรสชันเข้ามาเฉี่ย 1-2 ลูกต่อปี

สถานการณ์อุทกภัยในประเทศไทย มีการรายงานข้อมูลของทีดีอาร์ไอ ระบุว่า มหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท

ซึ่งปีนั้นเกิดมหาอุทกภัย จากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากเป็นประวัติศาสตร์ในรอบ 70 ปี รวมทั้งอิทธิพลพายุมรสุม 5 ลูกที่เข้าสู่ประเทศไทยในเวลาเดียวกัน

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย แม้จะสิ้นสุดฤดูฝนเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2568 ซึ่งปกติในช่วงนี้จะไม่มีพายุพัดผ่านประเทศไทยแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทำให้ฤดูกาลเปลี่ยนไป จึงทำให้ปีนี้มีพายุลูกที่ 6 คือ พายุ “คัลแมกี” (Kalmaegi) ขึ้นฝั่งปรเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชันผ่านประเทศลาว เข้าสู่ประเทศไทยที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ต่อมาได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกลังแรงผ่านภาคกลางตอนบนและภาคเหนือ

ทำให้เมื่อวันที่ 8-9 พ.ย. 2568 ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณด้านตะวันตกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา

กระทั่งเกิดภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในหลายจังหวัด อาทิ นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี

ล่าสุด มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 ได้มีมติเพิ่มเงินเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังยาวนาน จากเดิมเยียวยา 9,000 บาทต่อครัวเรือน โดยใช้งบกลาง 6,100 ล้านบาท ที่ประเมินว่ามีผู้ได้รับผลกระทบ 685,554 ครัวเรือน ในพื้นที่ 65 จังหวัด ล่าสุดจ่ายแล้ว 2,520 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องในทุกปี ทำให้เกิดการพูดถึงโครงการบริหารจัดการน้ำในอดีต ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เคยตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อใช้สำหรับบริหารจัดการน้ำ หลังประเทศไทยเผชิญมหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 ทำให้พบว่ามีปัญหาที่เกิดจากกฎหมาย

การสรุปบทเรียนในครั้งนั้น แม้ไทยจะคลี่คลายปัญหาได้ก็ตาม แต่ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มองว่าประเทศไทยควรวางยุุทศาสตร์ การบริหารจัดการน้ำจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อย้อนดูโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จำนวน 350,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 300,000 ล้านบทา ใช้วางระบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนอีก 50,000 ล้านบาท ใช้้วางระบบอีก 17 ลุ่มน้้ำ

“อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์” เคยระบุถึงแนวคิดยกเครื่องแผนการบริหารจัดการโดยยึดหลัก “2 P 2 R” เพื่อเป็นแผนป้องกันและแก้ปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบ

P ตัวแรก Protection คือ ป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วม ตั้งแต่ต้นน้ำ คือชะลอไม่ให้น้ำไหลบ่ามาอย่างรุนแรง กลางน้ำ ต้องอาศัยการบริหารจัดการปริมาณน้ำโดยเฉพาะน้ำในเขื่อนต่างๆ

ส่วนปลายน้ำ ต้องผลักดันน้ำไหลต่อไปให้ถึงทะเลโดยเร็วที่สุด เพื่อรับปริมาณน้ำจากภาคเหนือหากเกิดการไหลบ่าลงมามาก

ในช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2554 “ยิ่งลักษณ์” เคยกล่าวว่า ช่วงวิกฤตดังกล่าว ประเทศไทยไม่มีแผนป้องกันมหาอุทกภัย โดยเหตุการณ์ครั้งนั้น มีแนวคัดกั้นน้ำ พระราชดำริและโครงการแก้มลิงคอยป้องกันและเก็บกักน้ำ ถ้าไม่มีโครงการดังกล่าวจะทำให้สถานการณ์หนักกว่าเป็นที่อยู่

P ตัวที่สอง Preparation การเตรียมพร้อมโดยการบูรณาการข้อมูลจาก 17 หน่วยงานเกี่ยวกับน้ำเข้ามาอยู่รวมในศูนย์เดียวกัน โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์ข้อมูล และศูนย์ปฏิบัติการไปพร้อมกัน ซึ่งจะทำให้การจัดการและการเตือนภัยไม่สับสนซ้ำซ้อน เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง ศูนย์แห่งนี้จะรายงานข้อมูลต่างๆ ได้ ทำให้มีข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อให้ประเทศพ้นวิกฤต

R ตัวแรก Response คือ มีการฝึกเจ้าห้นาที่ การใช้อุปการณ์และเครื่องมือต่างๆ ร่วมกัน ทำให้สามารถรับมือกับเหตุวิกฤตได้ทันที

R ตัวที่สอง Recovery การฟื้นฟู กำหนดหลักเกณฑ์และสิทธิรับการช่วยเหลือในทุกกรณี ทั้งด้านตัวผู้ประสบภัย ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านสาธารณสุข รวมไปถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

แนวคิดการผลักดันโครงการมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทยังสามารถไปถึงขั้นวางแผนจัดตั้งกระทรวงน้ำในอนาคต

อย่างไรก็ตาม โครงการบริหารจัดการทรัพยาการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทไม่สามารถผลักดันให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมได้ เพราะมีเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นโจมตีและทักท้วงการประมูลว่าอาจมีความไม่โปร่งใส

อีกทั้งยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท้วงติงว่าเป็นโครงการที่ใช้งบประมาณสูงมาก อาจสุ่มเสี่ยงจะเกิดการทุจริต

แม้จะไม่มีหน่วยงานใดออกมาคัดค้านในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนก็ตาม แต่เมื่อถูกกระแสหยิบยกขึ้นมาโจมตีว่าโครงการไม่โปร่งใสอย่างหนัก และมีการหาเหตุอ้างว่ามีการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างมูลค่ามหาศาล มีการเดินหน้าประมูลโดยไม่รอการตรวจสอบ

สุดท้ายโครงการดังกล่าวจึงถูกยกเลิกโดยรัฐบาล คสช.ภายหลังการรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์เมื่อปี 2557

ตัดมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนที่ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในปี 2568 เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2568 อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เคยเสนอแนวคิดแก้ไขปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากผ่านงานปาฐกถาพิเศษ“ปลดล็อก อนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก”

โดย อดีตนายกฯ เสนอว่าแผนป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก โดยขุดลอกคลองและแม่น้ำ ทั้งจากการขุดดินและทรายจากคลองและแม่น้ำเพื่อไปใช้ประโยชน์ เช่น นำดินไปขายหรือใช้ในการถมที่ดิน ภายใต้เงื่อนไขมีข้อกำหนดว่าต้องรักษาความสมดุลของตลิ่งและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแนวคิดนี้ไม่เพียงช่วยลดปัญหาน้ำท่วม แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนที่มีความต้องการทำการเกษตรและก่อสร้าง

โมเดลการขุดลอกคลอง ยังสามารถนำไปสู่การพัฒนาเส้นทางการขนส่งทางน้ำ ในทางหนึ่งยังเป็นการลดปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ที่ต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าผ่านถนน

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่กรุุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำในอนาคตมีโอกาสที่กรุงเทพฯ จะเสี่ยงถูกน้ำทะเลเกาะเซาะชายฝั่งได้ “ทักษิณ” ยังเสนอไอเดีย ถมทะเล ซึ่งเป็นแนวคิดที่หลายประเทศทั่วโลกได้ทำมาแล้ว เพื่อสร้างที่ดินใหม่สำหรับการพัฒนาสร้างพื้นที่พัฒนาที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม โดยสามารถใช้เทคนิค เช่น การสร้างเขื่อนหรือดินถมเพื่อป้องกันการกัดเซาะของน้ำทะเลตามบริเวณชายฝั่งทะเลของกรุงเทพฯฯ และจังหวัดใกล้เคียง

การถมทะเลจะต้องมีการวางแผนผังเมืองที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้มีระเบียบ ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเปิดให้ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติสามารถเข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าวได้ หรืออาจให้สิทธิใช้ที่ดินในระยะยาว เช่น สิทธิเช่าที่ดินถมทะเล 99 ปี เพื่อกระตุ้นการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว

สำหรับในห้วงรัฐบาลช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก่อนจะมาถึงรัฐบาลอนุทิน ในช่วง 2 ปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีเกี่ยวกับงบประมาณการบริหารจัดการน้ำในปี 2567 – 2568 พบว่ามีการใช้จ่ายงบฯ ในส่วนนี้พุ่งทะลุปีละ 1 แสนล้าน

นอกจากงบประมาณรายจ่าย เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม – น้ำแล้ง ยังต้องขอใช้งบกลาง มาแก้ปัญหาปีละประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ยังไม่นับรวมการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากน้ำลด ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบในการซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจคร้ังใหญ่ โดยมีการประมาณการใช้เม็ดเงินฟื้นฟููสูงถึง 70,000 – 80,000 ล้านบาท เพื่อกระจายงบฯ ทั่วประเทศ

ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากแก้เท่าไรได้แต่เพียงเยียวยา หากไม่คิดวางแผนให้เป็นระบบโดยเฉพาะต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาจทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณแผ่นดินในทุกปีเพื่อใช้ในการฟื้นฟูเป็นหลัก โดยไม่มีแผนรับมือไม่ให้เกิดมหาอุทกภัยใหญ่ซ้ำรอยเหมือนในอดีต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”