bg-single

จับตา 5 พรรคใหม่ ชูนโยบายสุดโต่ง เอาใจชนชั้นนำ เขย่าฉากทัศน์การเมืองไทย ลุงป้อมถอนตัวแคนดิเดตนายกฯ

26.12.2025

ในประเทศ

สมรภูมิเลือกตั้ง 2569 ยกระดับความดุเดือดเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกพรรคการเมืองประกาศความพร้อมมุ่งสู่สนามรบ เปิดหน้าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงผู้สมัคร ส.ส.ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ

ตลอดจนชูนโยบายเรือธงของพรรค เปิดสโลแกนเด็ดๆ ขายมอตโต้หาเสียงปังๆ เพื่อช่วงชิงกระแสความนิยมจากพี่น้องประชาชน ก่อนเข้าคูหากำหนดอนาคตประเทศไทย ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แน่นอนว่าสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมืองหลายคน ประเมินฉากทัศน์ตรงกันว่าการต่อสู้หลักๆ คงหนีไม่พ้น 3 ก๊ก “น้ำเงิน-ส้ม-แดง”

หรือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ที่ต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือกวาดจำนวนที่นั่ง ส.ส.ให้ได้มากที่สุด เพื่อชิงอำนาจนำในการบริหารประเทศ

แต่นอกจาก 3 พรรคใหญ่ที่เปิดหน้าสู้ห้ำหั่นกันสุดฤทธิ์สุดเดชแล้ว อีกหนึ่งสมการทางการเมืองที่น่าจับตามองไม่แพ้กันคือพรรคการเมืองหน้าใหม่ ที่เสนอตัวเป็นทางเลือก ประกาศจุดยืนชัดเจน “ไม่มีสี-ไม่เป็นนอมินีใคร” พร้อมชูนโยบายสุดโต่งเอาใจกลุ่มจารีตอนุรักษนิยมชนชั้นนำ หวังได้ ส.ส.เข้าไปนั่งในสภาไม่น้อยกว่า 25 คน

ดังนั้น พรรคการเมืองหน้าใหม่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในสูตรจัดตั้งรัฐบาล เพิ่มอำนาจต่อรองโหวตนายกฯ และลุ้นโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีเป็นการตอบแทน หาก 3 ก๊ก “น้ำเงิน-ส้ม-แดง” ไม่มีใครกวาดคะแนนเสียงแบบขาดลอย

เริ่มจากพรรคเศรษฐกิจ นำทัพโดย “บิ๊กตี๋” พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

สะท้อนจากผลสำรวจของนิด้าโพลครั้งล่าสุด พล.อ.รังษีได้รับเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกฯ อันดับที่ 5 ด้วยคะแนนนิยมร้อยละ 2.75

ชูนโยบายหลักแบบขวาจัด ดุดันตามสไตล์อดีตนายทหาร ประกาศไม่จับมือกับทุกพรรค มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง คอร์รัปชั่น

เสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปตำรวจ ยกระดับระบบยุติธรรม ปราบทุจริตขั้นเด็ดขาด โทษสูงสุดคือประหารชีวิต ไม่มีสิทธิ์ได้ลดโทษ

รวมทั้งประกาศสร้างกำแพงสูงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อปกป้องอธิปไตย ทวงคืนพื้นที่ที่เป็นของไทยกลับคืนมาให้หมด และเดินหน้าทำสงครามต่อไป จนกว่าฮุน เซน จะสิ้นสภาพความเป็นปฏิปักษ์

“โลกทั้งใบตอนนี้กำลังเข้าสู่เซอร์ไวเวิลโหมด แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่าตัวใครตัวมัน คุณจะเอาประเทศไทยให้รอดยังไง ผมถึงบอกไงว่านายกฯ คนที่ 33 กับรัฐบาลใหม่สำคัญมาก”

“เพราะวันนี้วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตความมั่นคง มันมาจ่อคอหอยเราแล้ว ประชาชนก็เป็นหนี้เป็นสิน ยึดบ้าน ยึดรถ ยึดมอเตอร์ไซค์เกลี้ยง ผมเชื่อว่าปี 2569 หนักแน่ พรรคเศรษฐกิจจึงต้องใช้ยาแรงอย่างเดียว” พล.อ.รังษีกล่าว

ต่อมาคือพรรคโอกาสใหม่ นำทัพโดยหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ “ปลัดตุ๋ม” จตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีต รมว.พาณิชย์ สมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

ระดมอดีตบิ๊กข้าราชการมาผนึกกำลังกับคนรุ่นใหม่ แต่ปลัดตุ๋มยืนยันว่าพรรคโอกาสใหม่ไม่ใช่สุสานหรือป่าช้าของข้าราชการ ประกาศใช้ประสบการณ์ ความรู้ในคลังสมอง เพื่อช่วยคนไทยทุกคน

ชูจุดแข็งด้วยนโยบายรัฐสวัสดิการและความจงรักภักดี พร้อมทำงานร่วมกับทุกพรรคที่ไม่ล่วงเกินสถาบัน

“ตัวตนของพรรคโอกาสใหม่คือเราจะเปลี่ยนวาทกรรมเป็นวาระงาน คือการทำงาน จะเปลี่ยนคำว่าถ้าเป็นคำว่าทำ จะเปลี่ยนส่วนตัวให้เป็นส่วนรวม เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสใหม่ ที่แก้ปัญหาให้กับคนไทยทุกคน ถ้าเลือกเราวันนี้ดีขึ้นแน่” ปลัดตุ๋มกล่าว

ตามมาด้วยพรรคไทยก้าวใหม่ของ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ที่ประกาศตัวเป็นก้าวใหม่ของประเทศไทย มุ่งส่งเสริมคนดี ปราบคอร์รัปชั่น พร้อมที่จะสร้างทุนมนุษย์ พลิกโฉมการศึกษา ดูแลอนาคตของคนไทย และลูกหลานไทยทุกคน

โดยมีเป้าหมายชัด “ก้าวใหม่ให้ไทยสตรอง” ชูนโยบายลูกศร 4 ดอก ทั้งด้านการศึกษา สร้างเศรษฐกิจใหม่ ลงทุนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดการกับเรื่องภัยพิบัติให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และปราบคอร์รัปชั่นที่ต้นตอ สนับสนุนคนดีให้มีที่ยืน ปรับโครงสร้างประเทศไทยทั้งระบบ

“เราเป็นพรรคที่ตั้งใจจะสร้างคนไปเปลี่ยนประเทศไทยจริงๆ ไม่ใช่แค่ระยะสั้น แต่อยากให้ดีขึ้นจริงๆ เราจึงมุ่งมั่น เพื่อทำงานร่วมกับทุกฝ่าย รับฟังเสียงของประชาชน”

“เราไม่ทำการเมืองที่ส่งต่อความขัดแย้ง ขอให้พวกเราได้ไปทำงานเรื่องรากฐานประเทศไทยจริงๆ” ดร.เอ้กล่าว

ถัดมากันที่พรรคพลวัต นำทัพโดยนายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ หลังโดนปลดออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เหตุไปยกมือโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ซึ่งขัดข้อบังคับของพรรคอย่างร้ายแรง

พรรคพลวัตชูจุดแข็งเรื่องหลักมนุษยธรรม ใช้ประสบการณ์ของนายกัณวีร์ จากการเป็นนักสิทธิมนุษยชนตัวกลั่นที่เดินทางไปทั่วโลก มาปรับใช้ในสนามการเมือง

ตลอดจนแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และ 3 จังหวัดภาคใต้ด้วยสันติภาพ

เน้นย้ำว่าประชาชนคือศูนย์กลาง ยึดหลักความเป็นกลาง ความไม่เอนเอียงไปตามขั้วอำนาจ และมีอิสรภาพในการทำงาน

“ตั้งแต่เกิดมาจนแก่ขนาดนี้ ผมเกลียดนักการเมืองที่สุด เพราะภาพจำในอดีตคือนักการเมืองมักจะเข้ามาเพื่อกอบโกย เป็นกลุ่มคนที่มาจากบ้านใหญ่ รวมกลุ่มกันเพื่อผลประโยชน์ในสภา โดยที่ไม่มองผลประโยชน์ของประชาชนเลย” นายกัณวีร์กล่าว

ปิดท้ายกันที่พรรครักชาติ ของนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ตัดสินใจทิ้งลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก่อนมานั่งแท่นหัวหน้าพรรครักชาติ ชูสโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” ยึดหลักความพอเพียง และเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่

“เราอยากมีพรรคการเมืองที่เป็นของคนรุ่นใหม่จริงๆ คนที่ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัว คนที่เงินซื้อไม่ได้ เราจึงมารวมกัน และก้าวไปด้วยกัน เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจที่จะมาทำการเมืองร่วมกัน”

“ผมเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้นได้ เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิกล่าว

และยืนยันว่าไม่มีบ้านใหญ่หรือกลุ่มทุนใดๆ อยู่เบื้องหลัง

ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่เคยเรืองอำนาจในสมัยรัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เกมการเมืองพลิกโฉมเปลี่ยนขั้ว ความยิ่งใหญ่ที่เคยมีในอดีตกลับค่อยๆ สูญสลายหายไป

จับสัญญาณขาลง ลุงป้อมโรยราหมดบารมี นับถอยหลังวางมือทางการเมืองหลังจบศึกเลือกตั้ง 2569 เหตุสมาชิกพรรคระดับแกนนำต่างไหลออก เกิดปัญหาระส่ำระสายภายในพลังประชารัฐ หลายคนย้ายไปพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทย ที่ดูจะมีอนาคตมากกว่า ขณะที่บางส่วนไปตั้งพรรคใหม่เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งด้วยตนเอง

ตอกย้ำอนาคตทางการเมืองที่เริ่มมืดมนเข้าไปทุกที หลังนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกมายืนยันว่า พล.อ.ประวิตร ขอถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ เนื่องจากปัญหาสุขภาพ แต่ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคเช่นเดิม

พร้อมขยับให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ในฐานะเลขาธิการพรรค ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 แทน ส่วนแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 คือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค

ขณะที่ “แรมโบ้อีสาน” นายเสกสกล อัตถาวงศ์ รีบเอาตัวรอดทันที ลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ ภายหลังทราบข่าวว่าลุงป้อมเตรียมวางมือ ส่งต่อพรรคให้คนอื่น

ระบุเหตุผลชัดเจน ถ้าลุงป้อมไม่เป็นแม่ทัพแล้ว เราคงไปต่อลำบาก และเป็นห่วงว่าจะถูกปล่อยทิ้งกลางทาง ขอย้ายไปอยู่พรรคโอกาสใหม่ ตั้งใจลงเขต 10 อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เหมือนเดิม มั่นใจสู้ได้แน่ เพราะเป็นฐานบ้านเกิด

ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ยอมรับว่าหาก พล.อ.ประวิตรวางมือจริง คงส่งผลกระทบกับพรรคแน่นอน แต่พลังประชารัฐต้องเดินหน้าต่อไป ทุกอย่างต้องมูฟออน

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ย้ำว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งการให้พรรคเตรียมความพร้อมมาหลายเดือนแล้ว เนื่องจากประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐได้จัดทำนโยบายโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ และสังคมไว้แล้ว มั่นใจว่าจะเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

พลังประชารัฐยังคงเข้มแข็งในแบบของเรา ขอให้รอดูต่อไป!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)
‘ถนน ที่ไม่ได้อยู่ในฝัน’
อัพ สกิล ทางไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | ระหว่าง ปฎิทิน กับ ปฏิรูป สะท้อน ความคิด การเมือง