ในประเทศ
“Whose Year?” พ.ศ.2569 ปี ของใคร
เป็นที่รู้กันว่า “พลังทางการเมือง” ที่ออกแสดงกันหน้าฉากการเมืองวันนี้ แบ่งผู้เล่นได้เป็น 3 ค่ายหลัก
แบบที่คนมักเปรียบเทียบเป็นการเมือง 3 ก๊ก ต่อสู้ต่อรองกันภายใต้กติกาการเมืองที่ออกแบบโดยรัฐบาล คสช.
ศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ก็คือการต่อสู้ของการเมืองสามก๊ก ในกรอบกติกานี้
เริ่มจากค่ายสีส้ม พรรคประชาชนในฐานะอดีตแชมป์เก่า ที่แม้จะชนะเลือกตั้งปี 2566 แบบหักปากกาเซียน แต่ก็เป็นชัยชนะที่พ่ายแพ้ นอกจากไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ยังเจอนิติสงครามจนต้องถูกยุบพรรค
2 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น พยายามจะทำการเมืองแบบตรงไปตรงมาต่อหน้าประชาชน มิวายเจอการเมืองเก่า เล่นเล่ห์กล รุมแกง “ส้ม” ไปแล้ว 2 รอบ สะบักสะบอมต้องออกมาขอโทษแล้วขอโทษอีก
ยิ่งรอบหลังคือการไปโหวตยกมือให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำทัพสีน้ำเงินผงาดครองอำนาจรัฐ แม้จะมีคนตักเตือนมากมาย สุดท้ายก็พลาด
หรือมีโอกาสได้เข้าสู่อำนาจแม้จะเป็นช่วงเวลาเล็กๆ อย่างน้อยเพื่อไปแสดงสัญลักษณ์ หรือแสดงออกให้เห็นถึงความพยายามต่อรองทางการเมืองเท่าที่ทำได้ ก็ไม่ยอมทำ ก็ยิ่งทำคนเคยเชียร์จำนวนไม่น้อยเบื่อหน่าย ความหวังค่อยๆอ่อนแรง จืดจาง
ครั้นจะเล่นบทฝ่ายค้านสู้เพื่อประชาชน ก็สู้เครื่องไม้เครื่องมือ-แท็กติกของอีกฝั่งไม่ได้
เจอปฏิบัติการจิตวิทยารุมถล่มจากทั่วสารทิศ แก้ข่าวยังไงก็แก้ไม่ทัน
หวังจะเน้นหาเสียงมีส้มไม่มีเทา ยังเจอตำรวจบุกจับผู้สมัครส.ส.กรุงเทพฯ ข้อหาฟอกเงินขบวนการค้ายาเสพติด จนคนตั้งคำถามว่าจะมาปราบทุนเทาประเทศได้อย่างไร ในเมื่อผู้สมัครส.ส.เมืองหลวงของประเทศแท้ๆ ยังรับเข้ามาแบบไม่รอบคอบ
เป็นแอกชั่นที่กระเทือนคะแนนนิยมพรรคส้มอย่างแรง แทงไปที่ผู้สมัครส.ส. 1 คน สะเทือนทะลุไปถึงหัวใจ ผู้สมัครทั้ง 500 คน
ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยเหลือเวลา 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง
ยังไม่นับปัญหาผู้นำคนใหม่ยังไม่ป้อปปูล่าพอ นโยบายของพรรครอบนี้ก็ยังไม่ติดตลาด การพูดถึงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับพรรคก้าวไกล
วาระสำคัญที่เคยผลักดันและเป็นหมัดน็อกของค่ายส้มบนเวทีดีเบต ถูกบังคับให้ต้องถอนออกไป ส่วน วาระอื่นๆยังไม่สามารผลักดันให้คนพูดถึงได้
ปี 2568 ที่ผ่านมาจึงสรุปได้สั้นๆว่าไม่ใช่ปีของส้มเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนปี 2569 จะเป็นปีของค่ายส้มไหม ก็ยังตอบยาก
เพราะโจทย์ใหญ่ของการเลือกตั้ง ปี 2569 คือพรรคส้มต้องได้ ส.ส.มากกว่า 250 ขึ้นไปเท่านั้นจึงจะเป็นรัฐบาลได้ น้อยกว่านั้นไม่ได้
จากบริบทการเมืองวันนี้ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยาก”
ยิ่งมาเจอสถานการณ์ปัญหาไทย-กัมพูชา ที่ปลุกให้กระแสทหารนิยม-ชาตินิยมเฟื่องฟู พรรคส้มยิ่งเหนื่อย เพราะพ่ายแพ้ในสมรภูมิข่าวสารอย่างหนัก
ขณะที่ค่ายแดง จากผู้ชนะเลือกตั้งอันดับ 2 ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่เลือกพลิกขั้วเปลี่ยนข้างตั้งรัฐบาลครองอำนาจหลังเลือกตั้ง
ปรากฏว่าตลอดระเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถผลักดันผลงานออกสู่ท้องตลาดได้ตามที่โฆษณา
เป็นไปตามจริงตามชี้แจง ทั้งปัญหาเรื่องทรัพยากรงบประมาณไม่เพียงพอ อำนาจตามกฏหมายก็ถูกจำกัด ซ้ำยังถูกนิติสงครามขัดขวางจนต้องล้มซัดโซเซ
แต่ทั้งหมดก็เกิดขึ้นภายใต้คำเตือนมาแล้วก่อนหน้าว่าจะ “ต้องลงเอยแบบนี้” แต่ก็ยังดึงดัน ซ้ำยังมายิงปืนใส่ขาตัวเอง พลาดเรื่องปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชาแบบไม่น่าพลาด แถมยังแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ช้า เลือกโยนปัญหาทั้งหมดไปที่ทหาร จนสุดท้ายค่ายสีแดงต้องจบอนาคตทางการเมือง ยอมลงจากอำนาจท่ามกลางความคับแค้น
แต่ด้วยหวังกลับคืนสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า ท่าทีของเพื่อไทยวันนี้จึงยังอยู่ในกรอบเปิดกว้างทางการเมืองและพร้อมประนีประนอม
จะเห็นว่าเพื่อไทยรอบนี้ยังคงเน้นหาเสียงด้วยเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์และวิชั่นอนาคต เลี่ยงที่จะเตะต้องประเด็นการเมือง เพราะรู้ว่าเป็นจุดอ่อนของค่าย
โจทย์การเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคเพื่อไทย จึงมิใช่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่ง แต่คือการสู้ต่อเพื่อให้ได้ส.ส.มากที่สุด อย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่าอันดับ 3 เพื่อครองสถานะการเป็นพรรคตัวแปรหลักจัดตั้งรัฐบาล
รอบนี้จึงเป็นคิวของ “เชน ยศนันท์” หลานนายทักษิณ ที่เข้ามาประคองสถานะของตรงกูลชินวัตรในถนนการเมืองไทย โดยพยายามผลักดัน “บ้านใหญ่เจนใหม่” โปร์ไฟล์ดีลงสนามเลือกตั้ง ในเกมที่รู้ว่ากระแสนิยมทางการเมืองอยู่ในห้วงขาลง
ดังนั้นโจทย์เลือกตั้งปี 2569 ของเพื่อไทยที่ดูเหมือนจะยาก แต่จริงๆง่ายกว่าค่ายอื่น คือแค่รักษาเก้าอี้ส.ส.ให้ได้มากที่สุด
มากเท่าไหร่ก็ได้กระทรวงเท่านั้น
หากครองสถานะพรรคตัวแปรหลัก ยังไงเพื่อไทยก็ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล แม้อำนาจต่อรองจะไม่มากเท่าเลือกตั้งปี 2566
ปี 2569 แม้จะไม่ใช่ปีของเพื่อไทย (หากเทียบกับความยิ่งใหญ่ในอดีต) แต่ก็อาจเป็นปีที่เพื่อไทยอาจจะไม่ขาดทุน เผลอๆอาจพลิกกลับมาทำกำไรได้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมวิกฤตพรรคเพื่อไทยและตระกูลชินวัตรปีที่ผ่านมา แม้จะมีบ้านใหญ่หลายหลังปล่อยมือจากเพื่อไทย แต่บ้านใหญ่จำนวนมากก็ยังอยู่ เพราะล้วนมองเห็นโอกาสนี้
ส่วนค่ายสีน้ำเงินนั้น ปี 2568 ต้องยกว่าเป็นปีของพวกเขาอย่างแท้จริง
เพราะแกนนำ 2 น. ก่อตั้งพรรคมาตั้งหลายปี แต่ปีนี้คือปีแรกที่พวกเขาทำสำเร็จ ก้าวขาเข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารของประเทศได้เป็นครั้งแรก ทั้งๆที่มีจำนวน สส.ที่ชนะเลือกตั้งแค่ 70 คน
ใช้ความเก๋าเกมหลังเลือกตั้งจนเข้าไปมีอิทธิพลในสภาสูงสำเร็จ กลายเป็นผู้คุมเกมรัฐธรรมนูญปี 2560
พรรคส้มเห็นช่องนี้จึงหลงกล ยอมโดนแฟนคลับด่า เซ็นเอ็มโอเอให้เป็นรัฐบาล หวังพึ่งเครือข่ายสีน้ำเงินในสภาสูงและองค์กรอิสระดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในจังหวะการเมืองเดดล็อก
สุดท้ายค่ายสีน้ำเงินเข้ามาเป็นรัฐบาล ใช้เวลา 3 เดือน ทำนโยบายประชานิยม โยกย้ายราชการรองรับเลือกตั้ง สะสมทรัพยากรการเมือง ดูดบ้านใหญ่หลายหลังเข้าสังกัด จนกลายเป็นพรรคบ้านใหญ่อันดับ 1
แม้จะเจอวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ต่อด้วยวิกฤตสแกมเมอร์ทุนเทาแทรกซึมใกล้ชิดบิ๊กรัฐบาลจนเสียเครดิต แต่ก็แก้เกมทัน
อาศัยจังหวะชายแดนกำลังชุลนุม สวมบทพระเอกชาตินิยม สั่งลุยเต็มที่วิกฤตไทย-กัมพูชา กลายเป็นผู้ถือธงนำขบวนอนุรักษนิยมได้สำเร็จ
ทำให้ชาวบ้านเห็นว่าค่ายสีน้ำเงินคือผู้รักษาอธิปไตย ฮีโร่ปราบฮุนเซน
เมื่อเพรียบพร้อมทั้งทรัพยากร อำนาจ การเมือง บุคลากร พร้อมทั้งกระแสชาตินิยมหนุนหลัง ก็ชิงจังหวะยุบสภา หักข้อตกลงค่ายส้ม ไม่ปลดล็อกแก้รัฐธรรมนูญ
ไม่ต้องแปลกใจ หากชูวิทย์ กมลวิษฏ์และอีกหลายคน จะวิเคราะห์ว่าเลือกตั้ง 2569 ค่ายสีน้ำเงินมาแน่
เพราะเอาเข้าจริงเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคภูมิใจไทยไม่ต้องชนะได้ที่ 1 ก็ได้ โจทย์ของค่ายสีน้ำเงินคือทำอย่างไรให้ค่ายสีส้มได้ ส.ส.ไม่ถึง 250 คนต่างหาก
ถ้าทำได้ สีน้ำเงินก็เดินเข้าตึกไทยคู่ฟ้า นั่งเก้าอี้นายกฯได้อีก 4 ปีแบบสบายๆ
หากบริบทการเมืองยังเดินต่อเนื่องไปแบบที่ส้มยังเงียบ แดงยังวบ ที่พูดได้คืออนาคตของค่ายสีน้ำเงินดูส่องสว่างกว่าใคร
แต่ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นอย่างไร เลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังคงเป็นการเล่นเกมภายใต้กติกาของคณะรัฐประหารที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมไม่ให้วาระทางการเมืองแบบก้าวหน้าได้เติบโต
แม้จะไม่มี 250 ส.ว.มาแทรกแซงผลการเลือกตั้ง แต่มรดกที่เปรียบดังเชื้อโรคร้ายที่คอยกัดกร่อนการเติบโตของ “หลักการอำนาจอธิปไตยจากประชาชน” ก็ยังอยู่ และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ไขหรือปฏิรูปได้โดยง่าย
หลังเลือกตั้ง ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่ต้องการผลักดันการเปลี่ยนแปลง กับฝ่ายที่ต้องการรักษาสถานะเดิมของมรดกคสช.เอาไว้ก็ยังดำเนินต่อ
ปี 2569 จะปีของใครไม่รู้ แต่จากปัจจัยการเมืองวันนี้
คงยังไม่ใช่ปีของ “ประชาชน” (ที่เป็นผู้คนไม่ใช่พรรค) อย่างแน่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
