คุณค่า ‘ราษฎรอาวุโส’ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ชีวิตและมรดกทางความคิด อิมแพ็กต์ต่อสังคมไทย
ในประเทศ
คุณค่า ‘ราษฎรอาวุโส’
ศ.นพ.ประเวศ วะสี
ชีวิตและมรดกทางความคิด
อิมแพ็กต์ต่อสังคมไทย
เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2569 เวลาประมาณ 23.33 น. ศ.นพ.ประเวศ วะสี “ราษฎรอาวุโส” ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ สิริอายุรวม 94 ปี
ราษฎรอาวุโส (Senior Citizens) เป็นคำที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยใช้เรียกตนเองและเพื่อนปัญญาชนร่วมรุ่นอย่าง ศ.ระพี สาคริก และ ศ.เสน่ห์ จามริก ในช่วงก่อตั้งสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักกิจกรรมทางสังคมที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับคุณหมอประเวศในหลายบริบท โพสต์เฟซบุ๊กรำลึกถึงบทบาทของ ศ.นพ.ประเวศ ว่า
หลัง 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 เมื่อคณะทหารกลุ่มหนึ่งในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ คณะรัฐประหารได้ส่งเทียบเชิญหมอประเวศ วะสี มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ อ.ประเวศปฏิเสธตำแหน่งนี้ จนสุดท้ายเทียบเชิญนั้นถูกส่งต่อไปยังคุณอานันท์ ปันยารชุน การปฏิเสธการรับตำแหน่งในครั้งนั้น สำหรับผมแล้วเป็นความหนักแน่น ถ่อมตน และไม่ฉวยโอกาส
อ.ประเวศมีบทบาทอย่างมากในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เห็นกระแสธงเขียวกันทั่วเมือง ก็เป็นพลังลูกศิษย์และพลพรรคของ อ.ประเวศ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ออกมาช่วยกันอย่างแข็งขัน
การเกิดองค์กรตระกูล ส. ทั้งหลายที่นำโดย สสส. ก็เช่นกัน จะเรียกว่า อ.ประเวศเป็นนักเป่าหูตัวฉกาจคนหนึ่งก็ได้ ผมเคยอยู่ในวงที่ อ.ประเวศร่วมพูดคุยกับผู้คนอยู่บ้าง ต้องยอมรับว่าแกเป็นคนที่มีพิมพ์เขียวที่ชัดเจน มีหลักการและมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยม แกจึงเป็นที่นับถือศรัทธาจากผู้คนที่แวดล้อม และแทบจะทำงานถวายหัวให้หลังจากฟังแกพูดจบ
ผมนับ อ.ประเวศ เป็นครูบาอาจารย์ท่านหนึ่งของผม แม้มุมมองทางการเมืองในยุคหลังรัฐประหาร 2549 จะทำผมหลุดออกจากนอกวงโคจรที่จะได้พบปะกันดั่งเช่นที่เคยมีโอกาสอยู่บ้าง
แม้ผมจะมีจุดยืนทางการเมืองแตกต่างกับ อ.ประเวศ ในช่วงสงครามสีเสื้อ และไม่มีโอกาสพูดคุยเพื่อเช็กความคิดนั้นว่าอะไรคือความต่างกันจริงๆ แต่หากพิจารณาจากความปรารถนาดีที่มีต่อสังคมแล้ว ผมมั่นใจว่า อ.ประเวศยังคงเป็นราษฎรที่แข็งขันและเฉลียวฉลาดอย่างยิ่งท่านหนึ่ง
ขณะที่ นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย รำลึกถึง ศ.นพ.ประเวศ ผ่านเฟซบุ๊ก โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ความตอนหนึ่งว่า
คุณูปการของอาจารย์ประเวศต่อสังคมไทยมีอยู่มาก เฉพาะในทางการแพทย์ ท่านเป็นผู้บุกเบิกมุมมองใหม่ของสุขภาพ ในอดีต คำว่า “สุขภาพ” มักนึกถึงว่าเป็นเรื่องของหมอ เรื่องของยา หรือเรื่องโรงพยาบาล อาจารย์ประเวศได้เสนอแนวคิดสุขภาพที่เป็นผลรวมของหลายมิติ ทั้งมิติทางกาย ทางจิตใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ หมายความว่าสุขภาพไม่ได้เป็นเรื่องทางกายหรือเรื่องชีววิทยาแต่เพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับจิตใจ และที่สำคัญ สุขภาพขึ้นอยู่กับสังคมด้วย
สังคมที่เหลื่อมล้ำ กดขี่ขูดรีด และเอารัดเอาเปรียบกัน สุขภาพดีจะกลายเป็นอภิสิทธิ์ของคนที่ได้เปรียบทางสังคม คนจนต้องดิ้นรนเพียงเพื่อให้มีอาหารพอกิน เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ ขาดหลักประกันในเรื่องที่อยู่อาศัย มีชีวิตในสังคมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ในสังคมเช่นนี้ ผู้คนย่อมไม่สามารถมีสุขภาพที่ดีได้ การต่อสู้เพื่อสุขภาพดีถ้วนหน้าจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสังคมให้ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยให้มีคนถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้คนมีสิทธิและเสรีภาพ ที่สำคัญคือการเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เสมอกัน มุมมองเช่นนี้ทำให้งานพัฒนาสุขภาพแยกไม่ออกจากนโยบายสาธารณะและการเปลี่ยนแปลงสังคม
อาจารย์ประเวศได้เสนอคำว่า “สุขภาวะ” เพื่อใช้พูดถึงความเป็นองค์รวมของสุขภาพ แทนคำว่าสุขภาพที่เมื่อพูดไปแล้วก็มักจะนึกถึงหมอ ยา หรือโรงพยาบาล จนขาดมิติอื่นๆ ไป
มิติที่สำคัญอีกอย่างที่อาจารย์ประเวศได้เน้นย้ำเสมอคือมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งในกรอบวิธีคิดของการแพทย์สมัยใหม่ การเติบโตด้านใน การขัดเกลาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น การแสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่การเคารพในคุณค่าที่ตนเองยึดถือ โดยยอมเสียสละซึ่งความสะดวกสบาย ทุ่มเทชีวิตให้กับอุดมการณ์หรืออุดมคติของตน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขัดเกลาตนเองเพื่อการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้นนี้ ไม่ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์
การขาดมิติทางจิตวิญญาณทำให้การเยียวยาผู้ป่วยขาดมิติที่สำคัญไป โดยเฉพาะในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายของการดูแลไม่ได้อยู่ที่การรักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค แต่อยู่ที่การทำให้การตายเป็นการตายที่ดี ให้การลาจากครั้งสุดท้ายของชีวิตเป็นไปอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย
การเน้นการรักษา “โรค” มากจนเกินไปในระยะท้ายของชีวิตอาจซ้ำเติมความทุกข์ ทำให้ไม่สามารถตายได้อย่างสงบและมีศักดิ์ศรีท่ามกลางญาติหรือมิตรสหาย หรือกลายเป็นการละเลยต่อศรัทธาหรือคุณค่าสูงสุดของชีวิตได้
อาจารย์ประเวศได้ก่อตั้งสำนักพิมพ์หมอชาวบ้านขึ้น เพื่อผลิตสื่อการเรียนรู้ด้านการดูแลสุขภาพจำหน่าย มีเนื้อหาที่เน้นการดูแลสุขภาพตนเองแทนที่จะผลิตซ้ำวาทกรรมที่ว่า “เป็นอะไรอย่ารักษาตัวเอง ให้ไปหาหมอ” หนังสือหมอชาวบ้านส่งเสริมให้ทุกคนแสวงหาความรู้เพื่อรักษาตนเองและดูแลครอบครัว
นอกเหนือจากบทบาททางด้านการแพทย์และสาธารณสุขแล้ว ท่านยังมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทางการเมือง เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ซึ่งนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2540 (ฉบับประชาชน)
ในช่วงวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง ท่านพยายามนำเสนอทางออกด้วยสันติวิธี ในแง่หนึ่งเราอาจจะกล่าวได้ว่าอาจารย์ประเวศ วะสี ได้นำเอาแนวคิดสันติประชาธรรมของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มาปฏิบัติ โดยแนวคิดที่ถือว่าสังคมสันติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีประชาธรรม คือประชาชนได้รับความเป็นธรรม เท่าเทียม ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบและมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ การสร้างสันติภาพในสังคมจึงเป็นการสร้างสังคมที่เป็นธรรม
ซึ่งอาจารย์ประเวศ วะสี ได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ทั้งในภาคสาธารณสุขและการแพทย์ และภาคสังคมและการเมืองมาตลอดชีวิตของท่าน
ด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Supat Hasuwannakit ว่า ผมเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากการฟังและแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ประเวศ ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่อาจารย์ประเวศเขียน เล่มที่ปูพื้นฐานให้กับผมอย่างมากคือหนังสือ “สาธารณทุกข์หรือสาธารณสุข” ซึ่งสะท้อนระบบวิธีคิด มองระบบสาธารณสุขให้กว้างกว่าโรงพยาบาล และระบบที่เป็นอยู่ยังไม่ได้สร้างสุขให้กับผู้คน บ่อยครั้งยังสร้างความทุกข์ให้กับผู้คนด้วย
แนวคิด “สร้างนำซ่อม” “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” “สุขภาพต้องเป็นอุดมการณ์ของสังคม” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหลักการที่สำคัญของผมและลูกศิษย์ ที่จะผลักดันสาธารณสุขให้เกิดขึ้นจริงตามอุดมคติที่อาจารย์หวังไว้ เราจะพยายามอย่างเต็มกำลังครับ
ขณะที่ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์ ศ.นพ.ประเวศ ใจความตอนหนึ่งว่า
คุณประเวศคือสถาปนิกผู้สร้างระบบและสุขภาพส่วนรวม มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบสาธารณสุขของไทย โดยเฉพาะการบุกเบิกขบวนการ “หมออนามัย” และ “หมอชนบท” ซึ่งเน้นการบริการสุขภาพที่เข้าถึงชุมชนห่างไกล
คุณประเวศมีความเชื่อมั่นในการสร้าง “สุขภาพ” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่การไร้โรค แต่คือสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งกาย จิต ปัญญา และสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงรุกที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการแพทย์จากการตั้งรับในโรงพยาบาลไปสู่การสร้างภูมิคุ้มกันในระดับชุมชน
นอกจากนี้ ยังเป็นผู้วางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสังคมที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งเป็นการประสานพลังระหว่างการสร้างความรู้ (วิชาการ) การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน (สังคม) และการเชื่อมต่อกับอำนาจรัฐ ยุทธศาสตร์นี้ได้นำไปสู่การจัดตั้ง “องค์กรตระกูล ส.” เช่น กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
แต่คุณประเวศเป็นคนหนึ่งที่ช่วยสร้างกับดัก “คนดี” และการค้ำยันโครงสร้างอำนาจจารีต ในมิติทางการเมือง คุณประเวศคือผู้สร้างและผลิตซ้ำ “วาทกรรมคนดี” ซึ่งให้ความสำคัญกับจริยธรรมส่วนบุคคลเหนือกว่าหลักการประชาธิปไตยและกติกาที่เป็นสากล กลายเป็นข้ออ้างทางการเมืองที่สร้างความชอบธรรมให้กับการแทรกแซงนอกระบบ
จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
