ยังจำกันได้ไหม เสาหลักคนหนึ่งด้านเศรษฐกิจของประเทศ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาก่อนวันเลือกตั้งว่า มีบุคคลไปเบิกเงินจากธนาคารพาณิชย์ 2 ครั้ง “ผิดปกติ”
ครั้งหนึ่ง 200 ล้านบาท อีกครั้งหนึ่ง 250 ล้านบาท ครั้งหนึ่งเป็นธนบัตรฉบับละ 100 บาท กับอีกครั้งเป็นธนบัตรฉบับ 500 บาท
ตั้งแต่หัวหน้าฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระทั้งหลายน่าจะแสดงออกบางอย่างเพื่อชื่นชม “ผู้ว่าการ ธปท.” และสนับสนุนให้ “กกต.” สืบสวนพฤติการณ์นั้นว่าเชื่อมโยงกับการซื้อเสียงหรือไม่ และถ้าใช่ ใครเป็นผู้กระทำทุจริต และพรรคการเมืองใดเกี่ยวข้อง
จะว่าไปแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งทุกครั้ง ทั้งผู้ให้และผู้รับกระหยิ่มยิ้มหยัน การทุจริตซื้อขายเสียงทำกันคึกคักครึกโครม มีแต่ “เจ้าพนักงาน” เท่านั้นที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันการเมืองฉ้อฉล
ต่างไปจาก “พฤติการณ์” ของคนซื่อซึ่งไม่มีความตั้งใจจะหลบหลีก ไม่ซ่อนเร้นอำพราง เช่น การให้พรรคยืมเงินของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ถูกตีความ “เงินยืม” ให้กลายเป็น “เงินบริจาค” และเมื่อจำนวนเงินนั้นเกินตัวเลขที่กฎหมายอนุญาตให้บริจาค จากเรื่องเล็กๆ ก็ลากไปสู่ “การยุบพรรค” และ “ตัดสิทธิ์ทางการเมือง”
สอยกันได้ง่ายดายนัก!
“อนาคตใหม่” เปลี่ยนชื่อพรรคเป็น “ก้าวไกล” นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรคนำขบวน ส.ส.ของลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย “มุมมอง” ที่หวังว่าจะปลดล็อกความขัดแย้ง ดับไฟคล้ายร้อนในระยะยาว ทั้งมีความคิดและความเชื่อว่า การทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติเป็น “ความปกติ” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แต่เมื่อมีคนผู้หนึ่งไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า “เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง” พรรคก้าวไกลกับพิธาและกรรมการบริหารพรรคก็พบจุดจบ พรรคถูกยุบ พิธากับกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
คดีเดียวกันถูกส่งต่อให้ “ป.ป.ช.” ซึ่งทำหน้าที่คล้ายพนักงานสอบสวน+พนักงานอัยการ “ไต่สวน” จบที่ ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ ส่งให้ “ศาลฎีกา” วินิจฉัยชี้ขาด
เทียบกับคดีอาญาทั่วไปก็เหมือนกับอัยการ “สั่งฟ้อง”
แน่นอนว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนยังคงไม่เชื่อว่า ส.ส.ที่ลงชื่อแก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยจะกลายเป็น “ผู้ประสงค์ร้าย”
และถ้ามี “เจตนาร้าย” จริงๆ ก็คงจะไม่มีใครกล้าเปิดหน้า!?
อย่างไรก็ดี เมื่อกล่าวถึง “กฎหมาย” และ “การบังคับใช้กฎหมาย” มีความจริงข้อหนึ่งที่ต้องยอมรับว่า รากฐานความคิดทั้งหลายนั้นล้วนมีต้นกำเนิดมาจาก “อารยธรรมตะวันตก”
จึงขอเท้าความย้อนไปไกลสักหน่อยตั้งแต่กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…
ในหนังสือชื่อ “ประวัติศาสตร์ความคิดนิติปรัชญา” อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เล่าเรื่องเอาไว้น่าสนใจว่าก่อนคริสต์ศักราชราว 700-600 ปี “กรีกโบราณ” เป็นชาติแรกที่พยายามสร้างกฎหมายของตัวเองขึ้นเรียกว่า Themistes ซึ่งมาจากชื่อของเทพีเธมีส
มีความหมายว่าเป็น “ข้อบังคับของเทพเจ้า”
จากนั้นกรีกก็มีงานประพันธ์เกี่ยวกับกฎหมายเรื่อยมากระทั่งถึงยุคนครรัฐเอเธนส์ประสบกับวิกฤต ที่เป็นผลมาจากชาวกรีกโบราณเริ่มใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งทำให้ชนชั้นสูงและผู้ปกครองแข่งกันสั่งสมเงิน นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบขูดรีดชนชั้นล่างจนเกิดการลุกฮือของชาวไร่ชาวนาขึ้น
ชนชั้นสูงให้ “ดราโก” เนติบริกรรวบรวมกฎหมายแล้วเขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมกับบัญญัติโทษกับผู้ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง
แต่สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย!
“โซลอน” ซึ่งเป็นพ่อค้าและใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนเห็นว่า “กฎหมายของดราโก” นั้นซ่อนความชั่วร้ายเอาไว้ จึงได้ประพันธ์บทร้อยกรองชื่อ “ยูโนมีอา” สื่อความหมายว่า ความมีระเบียบกฎเกณฑ์จะทำให้ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความถูกต้อง
ภายใต้ “ยูโนมีอา”ทุกอย่างจะเหมาะสม และสมเหตุสมผล!
“ความเหมาะสม และสมเหตุสมผล” คือแนวคิดที่สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ดังที่ภาษากฎหมายชอบพูดกันว่า “ได้สัดส่วน”
“กฎหมายดราโก” เอาไม่อยู่ จนนครรัฐเอเธนส์เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกหลายครั้ง ในที่สุดเอเธนส์ก็แต่งตั้งให้ “โซลอน” เป็น “อาร์คอน” หรือเป็น 1 ในผู้บริหารนครรัฐ ทำหน้าที่แก้ปัญหา ระงับยับยั้ง ไกล่เกลี่ย หรือดับไฟไม่ให้ลุกลาม
ต่อมา “โซลอน” ยังได้รับอำนาจเต็มให้ปฏิรูปบ้านเมืองและจัดทำ Thesmos หรือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ล่วงผ่านไปเกือบสองพันปีจึงเกิดมีปราชญ์อย่าง “จอห์น ล็อค” ที่ให้แยกอำนาจผู้บัญญัติกฎหมายกับผู้บังคับใช้กฎหมายออกจากกัน ไม่ให้รวบอยู่ในมือคนคนเดียวหรือคนกลุ่มเดียวกัน
นอกจากนั้นก็ยังมี “มงเตสกิเออร์” ที่เห็นว่า กฎหมายสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาวะแวดล้อม
“ฌอง ฌากส์ รุสโซ” คมชัดยิ่งในจิตวิญญาณเสรีนิยมชี้ว่า “กฎหมายที่ตราขึ้นโดยการออกเสียงลงคะแนนอย่างเสรีของประชาชนทั้งมวล ย่อมเป็นกฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรมเสมอ”
หรือ “โทมาซิอุส” ที่ให้แยกชัดๆ ระหว่างกฎหมายบ้านเมืองกับกฎหมายธรรมชาติ
กล่าวคือ “ศีลธรรม” กับ “กฎหมาย” นั้นคนละเรื่องคนละงานกัน
โดยเฉพาะถ้าจะกล่าวหาผู้ใดกระทำความผิดทางอาญาด้วยแล้ว เจ้าพนักงานรัฐไม่ว่าตำรวจ พนักงานอัยการ ดีเอสไอ หรือ ป.ป.ช.ต่างก็ไม่สามารถจะมอง “ผู้ถูกกล่าวหา” เป็นเช่นลูกฟุตบอลที่จะเตะส่งลูกกันไปมา กระทั่งชู้ตเข้าประตู
“ฐานความผิด” ในคดีอาญาที่กล่าวหานั้นเป็น “งาน” ซึ่งเจ้าพนักงานรัฐ ทั้งตำรวจ อัยการ และ ป.ป.ช.จะต้อง “ค้นหา” และนำเสนออย่างมีหลักฐานและเหตุผลให้ “ศาล” วินิจฉัยชี้ขาดอย่างไม่มีอคติ
การดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยไม่ค่อยจะมีปัญหา
แต่ “คดีการเมือง” ยังคงมากไปด้วยคำถาม แง่มุม และข้อถกเถียง โดยเฉพาะเกี่ยวกับ “ฐานความผิด” ซึ่งกว้างขวางครอบจักรวาล กระทั่งการใช้ภาษาเชิงอุดมคติที่แยกแยะยากจนทำให้เกิด “ความคลุมเครือ” กับการกล่าวหา ดังเช่นคำว่าความไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือการกระทำใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งตามมาตรฐานทางจริยธรรมของ…
แน่นอน กฎหมายในโลกนี้ถูกบัญญัติขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับ “กฎหมายของดราโก” และ “ยูโนมีอา” ของ “โซลอน” ที่เป็นกฎหมายเหมือนกัน แต่ส่งผลไปในทิศทางตรงข้ามกัน ซึ่งปัญหานั้นเกิดจากฝ่ายหนึ่งต้องการบังคับและควบคุม กับอีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้เกิดการยอมรับ มีเจตนาดับไฟ ลดความขัดแย้ง และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข
ปัญหาทั้งหลายในประเทศไทยเกิดจาก “การเมือง” ที่ไม่ตั้งมั่นอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม!?!!!
