ในประเทศ
พรรคประชาชนเจอมรสุมทางการเมืองลูกใหญ่หลายเหตุการณ์ นับตั้งแต่แพ้พรรคภูมิใจไทยในสมรภูมิเลือกตั้ง 2569 จนทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ สะเทือนแรงไปยังหัวหน้าเท้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย ปัญหาเก่าเพิ่งจะเคลียร์จบไป แต่ประเด็นใหม่ก็ตามมาติดๆ กับกรณีปมร้อนเสี่ยงถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่ 3 เนื่องจากฐานข้อมูลของสมาชิกพรรคประชาชนถูกบุคคลภายนอกลักลอบเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ตั้งแต่เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ อีเมล เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงภาพถ่ายเอกสารสำคัญ รั่วไหลออกไปสู่มือผู้ที่ไม่หวังดี ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้โดยมิจฉาชีพ
สะท้อนถึงความบกพร่องของระบบรักษาความปลอดภัยที่ยังไม่รัดกุมเพียงพอ และอาจมี “คนใน” กลายเป็นหนอนบ่อนไส้ เปิดทางให้แฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลส่วนบุคคลออกไป เพื่อนำมาใช้โจมตีพรรคประชาชนสร้างความสั่นคลอน
หลังเกิดปัญหานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แถลงขอโทษสมาชิกพรรค โดยยืนยันว่าตนและพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคอย่างรัดกุมมากที่สุด
พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นว่าอาจเป็นช่วงรอยต่อที่มีการยุบพรรคก้าวไกลมาเป็นพรรคประชาชน และช่องโหว่ตรงนี้อาจมี “คนใน” ช่วยชี้ช่องด้วยหรือไม่ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และเมื่อพบเหตุการณ์ดังกล่าวก็ดำเนินการปิดช่องโหว่ทันที
“ขอยืนยันว่าความเสี่ยงต่างๆ ไม่ได้มีอีกต่อไปแล้ว ส่วนสมาชิกจะดำเนินการอย่างไรนั้น เราไม่อยากให้เป็นภาระกับสมาชิกทุกคน เราพร้อมที่จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อคุ้มครองข้อมูลของทุกคนให้ปลอดภัย แต่ตอนนี้มีข้อมูลของสมาชิกบางส่วนไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่หวังดี”
“สิ่งที่พอทำได้ ถ้าสมาชิกอยากได้ความสบายใจ อาจไปขอทำบัตรประชาชนใหม่ เพราะข้อมูลที่หลุดไปบางส่วนจะเป็นข้อมูลหน้าบัตรประชาชนด้วย” หัวหน้าเท้งกล่าว
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าประเด็นนี้ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรคได้ เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนโดยตรง
ตามมาด้วยสัญญาณอันตราย กรมการปกครองเทกแอ๊กชั่นทันที ออกคำสั่งให้พรรคประชาชนยกเลิกการใช้งานระบบยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID)
รวมถึงสั่งให้ยกเลิกการใช้โปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) นับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมเป็นต้นไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนตัวของประชาชนที่จะรั่วไหลออกไป
พร้อมทั้งเตือนพรรคประชาชน หากพบว่าปล่อยปละละเลยจะมีโทษหนักทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ตามกฎหมาย PDPA และ พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะเดียวกันสถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้สืบสวนหรือไต่สวนและวินิจฉัยยุบพรรคประชาชน จากกรณีทำข้อมูลสมาชิกพรรครั่วไหลกว่า 111,835 คน
ถือเป็นการย่อหย่อนต่อการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย PDPA แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องอย่างร้ายแรง ทำให้บุคคลภายนอกล้วงข้อมูลฐานสมาชิกได้
นับเป็นภัยต่อข้อมูลของสมาชิกอันอาจเป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ขัดต่อมาตรา 45 ประกอบมาตรา 92 (3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกยุบพรรคได้
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาตอบโต้กรมการปกครองอย่างทันควัน โดยระบุว่าประเด็นคำสั่งดังกล่าวอาจยังไม่สมเหตุสมผล จึงมีแนวโน้มที่จะดำเนินการอุทธรณ์คำสั่งต่อไป เพราะมีทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกันและส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
ซึ่งการดำเนินการยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา และจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วนข้อเรียกร้องของแฟนคลับที่อยากให้พรรคประชาชนแก้ปัญหาให้ดีกว่านี้ นายพริษฐ์ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นข้อบกพร่อง และความผิดพลาดที่พรรคต้องน้อมรับ
พร้อมยืนยันว่าพรรคได้รับฟังเสียงสะท้อนจากสมาชิกและผู้สนับสนุน และจะพยายามสื่อสารชี้แจงในประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โพสต์ดึงสติ เปรียบเทียบกรณีของพรรคประชาชนกับ กกต. โดยระบุว่า “ทำไมไม่มีใครสงสัยว่าใครเป็นคนแฮ็กข้อมูล แล้วเขาทำไปเพื่ออะไร แล้วเรื่องที่ กกต. ทำข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลุด ลืมแล้ว?”
อีกหนึ่งประเด็นร้อนของพรรคประชาชนที่กำลังถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อกินเวลานานกว่าที่ใครหลายคนประเมินไว้
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไร้แผนรับมือวิกฤตพลังงาน น้ำมันขาดแคลน กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ สุดท้ายอั้นไม่ไหว ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมัน กระทบค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แต่หัวหน้าเท้งกลับถูกมองว่านิ่งเงียบ ไม่ทันสถานการณ์ จนเกิดกระแสตีกลับไปยังพรรคประชาชน นำโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และ ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ที่เปิดหน้าโจมตีอย่างเผ็ดร้อน
สรยุทธตั้งคำถามถึงพรรคประชาชนที่แสดงบทบาทฝ่ายค้านน้อยมาก ท่านนายกฯ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยโคตรโชคดี ได้มาบริหารประเทศในยามที่ฝ่ายค้านมีสภาพอ่อนแอ ไม่เป็นเอกภาพ
“รัฐบาลคุณอนุทินนี่มีบุญนะ ขนาดสถานการณ์เป็นแบบนี้ยังมีคนปกป้อง คุณเท้ง (ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ) คุณไหม (ศิริกัญญา ตันสกุล) อาจารย์ต้น (วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร) ทีมเศรษฐกิจทำอะไรอยู่” สรยุทธกล่าวในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ
เช่นเดียวกับ ศ.ดร.ปวิน ที่เรียกร้องให้พรรคประชาชนออกมาแสดงความเห็นเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนที่ส่งผลกระทบกับประเทศไทย
โดยระบุว่าอยากเห็นคนที่รู้จริงภายในพรรคประชาชนออกมาพูด และในประเทศที่พัฒนาแล้ว พรรคฝ่ายค้านก็ต้องมีตัวยืนในเรื่องประเด็นสำคัญ ต้องมีตำแหน่งรัฐมนตรีเงาเพื่อคอยตอบโต้ทักท้วง
หรือแม้แต่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ถ้าจะบอกว่านี่ไม่ใช่หน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ก็ฟังไม่ขึ้น แต่ถ้าจะบอกว่าไม่มีคนรู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง อันนี้น่าจะฟังขึ้นกว่า
แน่นอนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้พรรคส้มเริ่มตั้งหลักได้ โดยนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาซัดแรงถึงรัฐบาลนายอนุทิน รับฟังเพียงแค่บริษัทน้ำมันรายใหญ่ แต่ปั๊มน้ำมันขนาดเล็กต้องแบกรับต้นทุน
พร้อมทั้งย้ำว่า การบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันรอบนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของบ้านใหญ่และเทคโนแครต ที่เป็น 2 องค์ประกอบสำคัญของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
ซึ่งในยามคับขันบ้านใหญ่จะเอาตัวรอดก่อน หรือให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ หรือคนตัวเล็กตัวน้อยในพื้นที่ และเป็นบทพิสูจน์ของตัวเทคโนแครตด้วยว่าจะทำงานต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชน หรือจะยอมรับผลประโยชน์ของกลุ่มเครือข่ายอิทธิพล
ขณะเดียวกัน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร กล่าวยืนยันในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง โดยยอมรับว่าได้รับฟีดแบ็กมาแล้ว ดังนั้น พรรคประชาชนอาจจะต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้น และยินดีรับคำวิจารณ์ต่างๆ ของประชาชนที่กำลังเดือดร้อน
“ขอยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้เงียบ เราได้ให้ ส.ส.ของพรรคกระจายลงไปในพื้นที่ โดยให้ไปทำงานเช็กราคาสินค้า และเช็กปริมาณน้ำมันว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ให้ส่งข้อมูลเข้ามา เราก็ทำงานกันแข็งขัน”
“สิ่งที่เราได้แถลงไปอยู่ในจุดที่ครบ 15 วัน ซึ่งเราคิดว่าจะมีการตอบสนองอยู่แล้ว เพราะเราเชื่อว่ามันจะประสบปัญหาขึ้น”
“ส่วนการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขั้นแรกคงจะเป็นเรื่องการเตรียมตัวอภิปรายนโยบายรัฐบาลนายอนุทิน หลังจากโหวตนายกฯ”
“ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราจะทำให้เห็นว่ารัฐบาลตั้งใจจะทำอะไรบ้าง และชี้ให้เห็นว่านโยบายต่างๆ ของรัฐบาลมีอะไรดีหรือไม่ดีอย่างไร ซึ่งเราเตรียมทำงานกันแล้ว” นายวีระยุทธกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคประชาชนจะเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลนายอนุทินอย่างเต็มที่ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อวิกฤตพลังงานและระบบเศรษฐกิจไทย
