ม็อบกำนันมะโน กดดันรัฐบาลอนุทิน เร่งแก้ปัญหาปากท้อง จุดติดกระแสโค่นสีน้ำเงิน?
กระแสความนิยมของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
หลังจากเผชิญมรสุมทางการเมืองหลายด้าน และถูกวิจารณ์ว่ามีคีย์แมนระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งคดีโกงสอบท้องถิ่น คดีฮั้ว ส.ว. และปมร้อนเว็บพนันออนไลน์ Shuffle ซึ่งลามไปถึงกล่องดวงใจครูใหญ่บุรีรัมย์
ตลอดจนการบริหารงานที่ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ กลายเป็นจุดอันตรายส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐนาวาสีน้ำเงินขั้นรุนแรง
จนนำมาสู่ศึกในสภาของฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาชน-พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวมทั้งสิ้น 18 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในช่วงเดือนธันวาคม 2569
โดยพุ่งเป้าทำลายระบอบสีน้ำเงินที่กำลังกินรวบประเทศ และอยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ศึกนอกสภาก็อาจเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันที่ทำให้อุณหภูมิทางการเมืองเดือดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก่อนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ
จับสัญญาณความไม่พอใจรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่ตอนนี้เริ่มลุกลามขยายวงไปทั่ว ล่าสุด กำนันมะโน เครือแก้ว กำนัน ต.กระบี่น้อย จ.กระบี่ ประกาศจัดตั้งกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.)
เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจ น้ำมันแพง กระทบค่าครองชีพ โดยประกาศระดมสมาชิกรถยนต์และรถบรรทุก 1,000 คัน จากปลายด้ามขวาน มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ใช้สัญลักษณ์หมวกสีเหลือง
เริ่มตั้งขบวนในวันที่ 5 พฤศจิกายน ณ สี่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช พร้อมกับเปิดเวทีปราศรัยและจุดนัดพบตามเส้นทางต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.เพชรบุรี
และปลายทางคือประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกตั้งคำถามว่ามีคนอยู่เบื้องหลังวางแผนล้มระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ แต่กำนันมะโนยืนยันว่าไม่มีพรรคการเมืองใดอยู่เบื้องหลังหรือคอยชักใย เพราะต้องการปกป้องแผ่นดินไทย ไม่ให้ตกอยู่ในมือคนชั่ว
และย้ำว่าพี่น้องประชาชนมาจากทุกสี ทุกช่วงวัย ร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมพลัง จึงเกิดเป็นแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.)
“ขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้อง ที่จะมาร่วมกันปกป้องชาติและแผ่นดิน รวมถึงลูกหลานของเราในอนาคต ไม่ให้คนชั่ว ไม่ให้คนเลว ไม่ให้คนระยำ มาย่ำยี เหยียดหยามดูถูก”
“ที่สำคัญวันนี้เรารู้แล้วว่าการทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง การทุจริตเป็นเหมือนเมฆหมอกสีดำที่ปกคลุมประเทศไทย ทำให้พวกเราไม่ได้ลืมตาอ้าปาก ทำให้พวกเราลำบากยากแค้น ลำบากยากจน”
“เราจะไปถึงกรุงเทพฯ ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากคณะทำงานของเราได้ปรึกษากันแล้ว พวกเราเห็นใจผู้ใช้รถใช้ถนนโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ จึงตั้งใจว่าจะเข้ากรุงเทพฯ หรือทำเนียบรัฐบาล คืนวันที่ 7 พฤศจิกายน”
“หลังจากนั้นจะเปิดเวทีที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนที่พวกเราเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสไปบอกกับนายกฯ และคณะรัฐมนตรี พี่น้องจะมาร่วมกับพวกเราในคืนวันที่ 7 พฤศจิกายนก็ได้ หรือช่วงเช้าของวันที่ 8 พฤศจิกายนก็ได้” แกนนำกลุ่ม นปผ.กล่าว
สำหรับกำนันมะโน ปัจจุบันอายุ 52 ปี มีประวัติทำงานเคลื่อนไหวกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ภาคใต้หลายกลุ่ม อาทิ ประจักษ์ชัย หนูนวล แกนนำเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม จ.พัทลุง, เรียง สีแก้ว แกนนำเครือข่ายประมงพื้นบ้านนครศรีธรรมราช, สมบูรณ์ กำแหง ประธาน กป.อพช. และไมตรี จงไกรจักร ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท
ก่อนหน้านี้เขาเคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม P-Move หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) และโครงการแลนด์บริดจ์ เมื่อกลางปี 2569 ทำให้ถูกสอบสวนทางวินัยและมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
จนกระทั่งกลุ่มรักษ์กระบี่ และกลุ่ม P-Move ออกมาเรียกร้องขอให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว พร้อมจัดชุมนุมให้กำลังใจกำนันมะโน และภายหลังนายอำเภอเมืองกระบี่ได้มีคำสั่งยุติกระบวนการสอบสวนทางวินัย และใช้การว่ากล่าวตักเตือนแทนการลงโทษทางวินัย
จากประสบการณ์การทำงานกับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ จึงเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางว่ากำนันมะโนมีความสนใจในการเมืองภาคประชาชน ก่อนที่จะขยับบทบาทตัวเอง ประกาศจัดตั้งกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่กระทบกับชีวิตประชาชน
สอดรับกับความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ออกมาสนับสนุนกลุ่ม นปผ. ประกาศช่วยค่าน้ำมัน 100,000 บาท
พร้อมกับเชิญชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลในทุกภูมิภาคให้เข้าร่วมคาราวานกับกำนันมะโน เพื่อแสดงจุดยืนและร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตากระแสม็อบเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล เพราะอาจสร้างปัญหาใหญ่สะเทือนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ อย่างไร
เช่นเดียวกับกลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ตที่แสดงความกังวลกรณีกลุ่มทุนต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทยโดยไม่เคารพกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่นและประชาชน
อีกทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะกรณีการตั้งชาบัดเฮาส์ของชาวอิสราเอล ซึ่งมีนายโจเซฟเป็นประธานชาบัดทั่วประเทศไทย สร้างความเดือดร้อนเป็นวงกว้างกระทบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต
นอกจากปรากฏการณ์ม็อบกำนันมะโนแล้ว ยังเห็นสัญญาณความไม่พอใจรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤตราคาพลังงาน ล่าสุด ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ยิ่งไปกว่านั้น วิจารณ์แรงมติคณะรัฐมนตรี ที่อนุมัติลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 เป็นระยะเวลา 3 เดือน ถือเป็นมาตรการที่ไม่เพียงพอและเป็นการ “เกาไม่ถูกที่คัน” เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 ไม่ใช่น้ำมันเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ แต่มักใช้ในภาคการเกษตร เช่น รถไถนา หรือเครื่องสูบน้ำ
ส่งผลให้มาตรการบรรเทาภาระของรัฐบาลในครั้งนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาต้นทุนการขนส่งในวงกว้างได้อย่างจริงจัง พร้อมขู่ยกระดับการเคลื่อนไหวให้เข้มข้นมากขึ้นหากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย โดยเตรียมวางแผนนำขบวนรถบรรทุกขนาดใหญ่เคลื่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ภายในเดือนพฤศจิกายน
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและอาจปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการเดินทางมาชุมนุมวันเดียวกลับ เป็นการนำมวลชนพร้อมยานพาหนะเข้าปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ ณ บริเวณหน้ากระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงคมนาคม รวมทั้งอาจพิจารณาเข้าร่วมกับกลุ่มมวลชนอื่นๆ ด้วย
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนรัฐบาลอย่าประมาทม็อบกำนันมะโน เพราะถ้าหากประชาชนทั้งประเทศระดมรถยนต์กันมาแสดงออกถึงพลังของประชาชน ภาคละ 1,000 คันเป็นอย่างน้อย ก็จะเป็นภาพเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่อันตรายมากสำหรับรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
“ถ้ารัฐบาลมีแนวคิดที่จะขัดขวางหรือกลั่นแกล้งขบวนรถยนต์ที่จะมาแสดงออกให้รัฐบาลได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาล ก็อาจจะเกิดภาพมุมกลับได้ ทำให้เกิดแนวร่วมในหมู่ประชาชนเข้าสนับสนุนหรือสมทบกับขบวนรถยนต์ของกำนันมะโน ที่กรุงเทพฯ มากขึ้นก็เป็นไปได้”
“ถ้าความรู้สึกนี้ขยายไปทั่วทุกภูมิภาค และถ้าทุกภูมิภาคพร้อมใจกันแสดงออกชุมนุมโดยผ่านม็อบรถยนต์ อาจทำให้รัฐบาลตกที่นั่งลำบากทางการเมืองอย่างแน่นอน” นายเทพไทวิเคราะห์จุดอันตรายของระบอบสีน้ำเงิน
ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังเสียงประชาชนทุกฝ่าย ย้ำไม่มีคำสั่งให้ผู้ว่าฯ และตำรวจบล็อกเส้นทาง คณะรัฐมนตรีชุดนี้พร้อมรับฟังและหากมีสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นประโยชน์ก็จะนำไปดำเนินการ
ขณะที่มุมมองของนายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง เชื่อว่าพลังมวลชนไม่สามารถล้มรัฐบาลได้โดยตรง แต่อาจจะเกิดแรงกดดันไปถึงคนที่สามารถทำอะไรได้
เช่น อำนาจของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเข้าสู่สภาวะปกติ หลังจากระบอบสีน้ำเงินทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวมาหลายกรณีแล้ว
“สิ่งเหล่านี้คือทางอ้อม แต่โดยตรงมันยากที่จะล้มรัฐบาล ต่อให้มีคนออกมาเป็นล้านคนก็ตาม ผมก็ยังไม่เห็นว่าเขาจะล้มได้อย่างไร เพราะรัฐบาลชุดนี้เขาไม่แคร์อยู่แล้ว เขาไม่สนใจกระแส ไม่สนคะแนนบัญชีรายชื่อ เขาเชื่อมั่นในเขตเลือกตั้งอย่างเดียว” นายศิริโชค โสภา สะท้อนปรากฏการณ์ม็อบกำนันมะโน ที่ประกาศบุกทำเนียบกดดันรัฐบาล
ปลุกกระแสการเคลื่อนไหวนอกสภา สร้างแรงสั่นสะเทือนเขย่าระบอบสีน้ำเงิน!
