‘อสังหา’ คอลเอาต์รัฐบาลใหม่ เลิกLTV ลดภาษี ‘บ้านหลังแรก’ ปลดล็อก ‘ต่างชาติ’ ซื้อก่อนตลาดวาย

นับถอยหลังจากนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้า คนไทยทั้งประเทศจะได้ฤกษ์เข้าคูหากาพรรคที่ชอบ เลือกคนที่ใช่เข้ามาบริหารประเทศ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ประเทศไทย โดยเนื้อแท้กำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตามเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปหลังโควิด และวิกฤตสงครามการเมือง การค้าที่เปลี่ยนขั้ว
ท่ามกลางความไม่แน่ไม่นอนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย “ผู้นำประเทศและทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่” จึงเป็นที่คาดหวังของภาคธุรกิจจะมากอบกู้เศรษฐกิจไทยไปต่อได้ภายใต้พายุวิกฤตที่กำลังถาโถม
โฟกัสธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีกหนึ่งฟันเฟืองขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศ ซีอีโอหลายบริษัทระบุไปในทิศทางเดียวกัน “โฉมหน้ารัฐบาลใหม่ และดรีมทีมเศรษฐกิจ” ต้องมีเสถียรภาพ เก่ง มือฉมังจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นตัวนายกรัฐมนตรีมนตรีและทีมคณะรัฐมนตรี เพื่อเรียกความศรัทธา ความเชื่อมั่น ใหักับประชาชน นักลงทุนไทยและต่างชาติ ที่รอยลโฉมอย่างใจจดจ่อ เพราะหากฟอร์มทีมออกมาแล้วคน”ร้องยี้” ทุกอย่างจะลงเอยเหมือนเดิม
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นมากหรือน้อย อยู่ในมือรัฐบาลใหม่นั่งเอง
นอกจากสเป๊กรัฐบาลใหม่ที่อยากจะได้แล้ว ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังมีข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ให้ช่วยผลักดันออกมาเป็นมาตรการกระตุ้นตลาดอีกแรง โดยเฉพาะการคลายกฎเหล็กให้ต่างชาติซื้ออสังหาไทยได้มากขึ้น แก้ลำกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง
เริ่มจาก “พีระพงศ์ จรูญเอก” นายสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า สมาคมขอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาในหลายเรื่อง ได้แก่
1. กำหนดระยะเวลาการให้วีซ่าต่างชาติตามราคาที่อยู่อาศัย เช่น ซื้อคอนโดมิเนียม 3-5 ล้านบาท ได้วีซ่า 3-5 ปี ซื้อ 10 ล้านบาท ได้ 10 ปี หรือซื้อ 100 ล้านบาท ได้ 100 ปี และขยายระยะเวลาการเช่าที่ดินจาก 30 ปี เป็น 50 ปี เพราะการที่ต่างชาติอยู่อาศัยในไทยมากขึ้น ทำให้มีการใช้จ่าย 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี
2. ผ่อนผันมาตรการแอลทีวีถึงปลายปี 2567 เพราะปัจจุบันยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูงในกลุ่มระดับกลางและล่าง
3. ให้ดูแลค่าครองชีพในครัวเรือน เพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเข้าเรียนชั้นประถมเดือนละ 3,000-4,000 บาท
4. สนับสนุนการมีบ้านหลังแรก เหมือนการซื้อรถคันแรก ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 10% ของราคาที่ซื้อ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานครกำหนดราคาไม่เกิน 4 ล้านบาท และต่างจังหวัดไม่เกิน 3 ล้านบาท เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท ได้ลดหย่อน 300,000 บาท หรือปีละ 100,000 บาท พร้อมห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือ 3 ปี และต้องมีรายได้ครัวเรือนอยู่ที่ 60,000 บาทต่อเดือน จะกระตุ้นให้คนอยากซื้อบ้านเพิ่มขึ้น 30-40% และเกิดเงินหมุนเวียนในประเทศถึง 90%
5. ขยายเพดานราคาบ้านบีโอไอ จากเดิม 1.2 ล้านบาท เป็น 1.5 ล้านบาท เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยในแนวรถไฟฟ้าสายรองได้ ไม่ว่าสายสีชมพูและสายสีเหลือง
6. ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01%
7. เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นอัตราเดียวกันทุกประเภทเหมือนกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะที่ดินแต่ละประเภทมีราคาประเมินกำหนดไว้อยู่แล้ว
ฝั่ง “วสันต์ เคียงศิริ” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่าเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด สมาคมขอให้รัฐบาลใหม่ทบทวนการผ่อนปรนมาตรการแอลทีวีอีก 1-2 ปี
ลดอัตราการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบบขั้นบันได เช่น 50% 25% ตามลำดับ และกลับมาเก็บ 100% ในปี 2568 เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นเต็มที่แล้ว
รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ในบ้านทุกระดับราคา จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท
และขยายเวลให้ต่างชาติสามารถเช่าอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 30 ปี เป็น 50 ปี
เช่นเดียวกับนักพัฒนาอสังหาฯ รุ่นเดอะ “อธิป พีชานนท์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรที่ขอให้รัฐบาลใหม่ขยายระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จาก 30 ปี เป็น 50 ปี หรือ 60 ปี เพื่อดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนและมีที่อยู่อาศัยระยะยาว
โดยมองว่าวิธีนี้ไม่ถือเป็นการขายชาติ เพราะกรรมสิทธิ์ยังอยู่กับคนไทย และเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นขั้นบันได และไม่มีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มสำหรับผู้ที่ยังค้างชำระ เพื่อลดภาระความเดือดร้อนของภาคธุรกิจที่รายได้ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม
ฟาก “ชนินทร์ วานิชวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาโครงการพูลวิลล่าทำเลอีอีซี ฝากถึงรัฐบาลใหม่ขอให้ผ่อนเกณฑ์ต่างชาติเช่าอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้มากขึ้น จากเดิม 30 ปี เป็น 50-60 ปี โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวที่ต่างชาติอยู่อาศัยมาก เช่น พัทยา ภูเก็ต รวมถึงให้ซื้อบ้านได้ในสัดส่วน 49% เหมือนกับคอนโดมิเนียม ขยายโควต้าซื้อคอนโดฯ ได้มากกว่า 49%
ลดภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง 50% และลดค่าโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% เหมือนที่ผ่านมา
ขณะที่ “ศานิต อรรถญาณสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ขอรัฐบาลใหม่เร่งรัดการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ค้างท่อ เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าโครงการใหญ่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือ โดยย้ำว่าหากเกิดการลงทุนโครงการเหล่านี้แล้ว จะทำให้เกิดผลดีต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่องตามมาเป็นลูกโซ่ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมหาศาล
นอกจากนี้ ซีอีโอเพอร์เฟคยังขอให้รัฐบาลใหม่เร่งรัดการเปิดให้บริการรถไฟฟ้า 3 สายทางให้เป็นไปตามแผน ได้แก่ สายสีชมพูแคราย-มีนบุรี และสายสีเหลืองลาดพร้าว-สำโรง จะเปิดบริการภายในปี 2566 รวมถึงสายสีส้มช่วงบางขุนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี ที่รัฐบาลควรจะตัดสินใจได้แล้วว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อไป
ซึ่ง “ศานิต” ให้มุมมองว่า เนื่องจากสายสีส้มป็นเส้นทางที่วิ่งพาดผ่านเมือง ทำให้การเดินทางสะดวก และช่วยแก้ปัญหารถติดได้ เพราะจะเชื่อมกับสายสีชมพูด้วย ซึ่งปัจจุบันงานก่อสร้างช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรีเกือบจะเสร็จ 100% แต่การเดินรถยังไม่มีข้อสรุป อยากให้เร่งรัดเปิดบริการให้ได้ภายในปี 2568 ตามแผน รวมถึงขอให้เร่งประกาศใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหาครฉบับใหม่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการพัฒนาเมือง การลงทุนใหม่ มากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
ธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นอีกธุรกิจที่ออกมาคอลเอาต์วัดใจรัฐบาลใหม่ โดย “โอฬาร จันทร์ภู่” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน บอกว่าสมาคมจะเสนอรัฐบาลใหม่ออกมาตรการการลดหย่อนภาษีปลูกสร้างบ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระ โดยผู้บริโภคที่ปลูกสร้างบ้านบนที่ดินตัวเอง สามารถนำมูลค่าสร้างบ้านที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ยื่นขอลดหน่อยภาษีบุคคลธรรมดาในรอบภาษีปีถัดไปได้ในอัตราลดหย่อนล้านละ 10,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
เป็นหลากเสียงสะท้อน รอต้อนรับรัฐบาลใหม่ ส่วนจะทุบโต๊ะโอเคหรือเซย์โน คงต้องติดตามใจระทึกต่อไป
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
