bg-single

กัมพูชาในสายตาฝรั่ง

17.12.2025

คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit

หลังจากที่ได้หยิบยกเรื่องราวส่วนหนึ่งจาก “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” ของ “อ็องรี มูโอต์” (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ได้เดินทางเข้ามาสำรวจดินแดนสยาม ตลอดจนดินแดนอื่นๆ ในแถบอินโดจีน เมื่อ 167 ปีก่อน ช่วงระหว่างปี พ.ศ.2401 – 2404 ในสมัยรัชกาลที่ 4 มาบอกเล่าในแง่มุมต่างๆ ไปแล้ว โดยเจาะลงไปยังทัศนะของมูโอต์ที่มีต่อชาวสยาม

            คราวนี้ขยับมาดูเรื่องราวของชาวเขมรกันบ้าง จากการที่มูโอต์เข้าไปในกัมพูชา และใช้เวลาอย่างยาวนานที่นั่น

            มูโอต์อาศัยน้ำเป็นเส้นทางสัญจรหลัก โดยตั้งต้นที่บางกอกมุ่งสู่ทิศตะวันออก ล่องเรือเลาะอ่าวไทยไปจันทบุรี ตราด เกาะกูด เกาะกง แล้วไปขึ้นฝั่งที่กำปอต อันเป็นเมืองท่าแห่งเดียวของกัมพูชาในเวลานั้น ส่วนกำปงโสมหรือสีหนุวิลล์ยังไม่ได้เป็นเมืองท่าทางทะเลแบบที่คุ้นเคยกันในปัจจุบันนี้

            เขาบันทึกว่ากำปอตเป็นเมืองเล็ก มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง และมีขนาดไม่ต่างจากเมืองจันทบุรี ตามที่บรรยายในบันทึกว่า

            “แม้กำปอตจะเป็นเมืองท่าแห่งเดียวของกัมพูชาในเวลานี้ แต่กลับไม่ได้คึกคักเหมือนท่าเรือที่บางกอกเพราะเมืองนี้มีเพียง 300 หลังคาเรือน กับประชากรจำนวนเกือบเท่าเมืองจันทรบูร”

เมื่อได้สัมผัสกับคนเขมรในแผ่นดินกัมพูชา มูโอต์ก็สังเกตและเปรียบเทียบกับลักษณะของชาวสยามในหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องภาษี ความเป็นอยู่ รวมถึงอุปนิสัยใจคอ

            โดยสายตาที่เขามองชาวเขมรนั้นติดลบเสียยิ่งกว่าตอนที่เขาวิจารณ์คนไทยเสียอีก

            ข้อความดังกล่าวนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับในบันทึกส่วนตัว และคงมิได้เอ่ยปากออกมาให้คนพื้นถิ่นคนใดได้ยินแน่ๆ เนื่องจากเต็มไปด้วยถ้อยคำตำหนิตรงๆ จนยากที่คนพื้นถิ่นได้ยินแล้วจะรับได้ ดังที่เขาสาธยายไว้ในบันทึกว่า

            “เมื่อเปรียบเทียบกับชาวสยามแล้ว ชาวกัมพูชาจ่ายภาษีและส่วยอากรในปริมาณที่น้อยมาก จนข้าพเจ้าคิดเอาว่าจะได้พบประชาชาตินี้ในสภาพอยู่ดีกินดีและอุดมสมบูรณ์ แต่ให้ประหลาดใจยิ่งนักเมื่อได้พบเห็นความเลวร้ายแทบทุกประเภทด้วยตัวเอง มีข้อยกเว้นอยู่ก็เพียงเล็กน้อย โดยหาได้มีคุณสมบัติอย่างที่พบเจอในหมู่ประชาชาติเพื่อนบ้านไม่ ประชากรผู้ทุกข์ยากนี้อยู่กับความลำเค็ญ ความเย่อหยิ่ง หยาบกระด้าง เจ้าเล่ห์ ขี้ขลาด ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง และเกียจคร้านอย่างสุดโต่ง”

นอกจากนั้น มูโอต์ยังตำหนินิสัยรีดไถของเจ้าหน้าที่อันแสดงออกมาผ่านการขอข้าวของต่างๆ ทำนองเดียวกับการบังคับจ่ายส่วยในยุคปัจจุบัน เพียงแต่สมัยก่อนจะทำแบบไม่เป็นระบบ คืออยากได้อะไรก็ขอเอาดื้อๆ ถ้าให้ก็ปล่อยผ่าน ถ้าไม่ให้ก็โดน ตามที่ปรากฏอยู่ในบันทึกว่า

            “คงมีนักเดินทางในทวีปยุโรป อเมริกา และตามมุมอื่นๆ ทั่วโลกเพียงน้อยคนที่ไม่เคยบ่นถึงพฤติกรรมแสนโอหังของผู้ดูแลกฎหมายศุลกากร คนพวกนี้มักแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ที่ยุโรปไอ้พวกหน้าหนาเช่นว่าทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการสร้างความระคายเคืองให้นักเดินทาง ไม่ว่าหญิงหรือชายเท่าที่พวกเขาจะทำได้ แต่สำหรับที่นี่กลับสวนทางกัน พวกเขาทำมาหากินด้วยการขอ จัดเป็นพวกขอทานในเครื่องแบบที่ได้เบี้ยบ้ายรายทาง — ขอปลาแห้ง เหล้าโรง และพลูหน่อยซิ –  ยิ่งให้มากเท่าไร การตรวจค้นก็จะยิ่งหย่อนยานมากเท่านั้น”

            ธรรมเนียมอีกอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ในวิถีชีวิตของทั้งคนไทยและเขมรแบบเป็นอันรู้กัน แต่ไม่มีบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ก็คือการให้ของกำนัลเป็นสินน้ำใจแก่ผู้มีอำนาจ ซึ่งทำให้การดำเนินการต่างๆ ราบรื่นสะดวกสบาย ทำให้มูโอต์ต้องเตรียมข้าวของมอบให้รายทาง ตลอดการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ในกัมพูชา ดังที่เขากล่าวว่า

            “ที่กัมพูชาก็เช่นเดียวกับที่สยาม ถ้าประสงค์จะได้รับพระกรุณาจากกษัตริย์และความเอาใจใส่จากพวกขุนนาง ก็ต้องเริ่มด้วยการให้ของกำนัล ข้าพเจ้านำไม้เท้าด้ามปืนแบบอังกฤษฝีมืองดงามซึ่งตั้งใจจะนำขึ้นถวายมาด้วย และนี่เป็นสิ่งแรกที่ทรงสนพระทัย”

หลังจากมูโอต์ขึ้นฝั่งที่กำปอตแล้วก็เดินทางตัดไปทางเหนือมุ่งหน้าสู่เมืองอุดงค์มีชัยซึ่งเป็นเมืองหลวงของกัมพูชาในตอนนั้น ก่อนที่ต่อมากัมพูชาจะย้ายเมืองหลวงมาที่พนมเปญจนถึงปัจจุบัน แล้วเดินทางต่อไปยังพญาฦๅและพนมเปญ

            ช่วงระหว่างที่ออกจากพนมเปญด้วยขบวนช้างที่ได้รับความอนุเคราะห์จากกษัตริย์กัมพูชา เขาได้ชื่นชมถนนหนทางและการจัดการเส้นทางต่างๆ ที่ทำโดยรัฐ พร้อมทั้งเทียบกับสยามแล้วก็เห็นว่ากัมพูชาจัดการเรื่องนี้ได้ดีกว่า ตามที่บรรยายไว้ในบันทึกว่า

            “ขบวนเคลื่อนผ่านไปอย่างสง่างาม ในเวลา 1 ชั่วโมงเดินทางได้ 1 ลิเออ บนเส้นทางที่ถมสูง แลดูเรียบร้อยสวยงาม บางช่วงถมจนสูงกว่า 10 ฟุตเหนือพื้นราบเขียวชอุ่มชุ่มน้ำเป็นแอ่งโคลน พื้นที่ส่วนนี้ทอดยาวไปจนจรดลำน้ำสายใหญ่ที่เชื่อมระหว่างโตนเลสาบกับแม่น้ำโขง บางครั้งบางคราว เราข้ามผ่านสะพานไม้หรือไม่ก็สะพานหินหน้าตาสวยงาม บ่งบอกถึงการบริหารจัดการของรัฐกัมพูชาที่ดีกว่าเมืองสยาม แม้แต่ที่เมืองหลวงอย่างบางกอก หากจะข้ามลำธารหรือคลอง ยังต้องอาศัยเพียงไม้กระดานแผ่นยาวๆ แคบๆ หรือบางทีก็เป็นแค่ลำไม้ที่พาดทอดไว้โดยฝีมือชาวบ้านเอง ไม่ใช่ผลงานการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐเลย”

            มูโอต์รอนแรมไปยังหลายแห่งในกัมพูชา ซึ่งน่าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าเจตนาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ เขาเริ่มผจญภัยลึกเข้าไปในดินแดนป่าดิบเถื่อนดงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีเสียงเตือนจากหลายผู้คนก็ตาม ครั้งหนึ่งก่อนเข้าไปสำรวจชีวิตของชนเผ่าเสตียง เขาได้บันทึกถึงความทุรกันดารและเสี่ยงภัยเอาไว้ว่า

            “กัมพูชาเป็นดินแดนที่ชาวสยามไม่ไว้วางใจเอาเสียเลย โดยเฉพาะเขตป่าเขาและบริเวณที่เผ่าเสตียงอยู่อาศัย แม้ในหมู่ชาวกัมพูชาและชาวญวนเองยังร่ำลือกันว่าเป็นเขตโรคภัยไข้เจ็บชุกชุม”

เมืองที่คนไทยคุ้นเคยดีอีกแห่งหนึ่งซึ่งมูโอต์ได้ไปเยือนก็คือพระตะบอง ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรสยาม แต่ถึงแม้จะปกครองโดยสยามก็ตาม ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองนี้ต่างก็เป็นชาวเขมรมากกว่าไทย มิหนำซ้ำยังเป็นเขมรที่อพยพหรือถูกกวาดต้อนเข้ามาใหม่จากที่อื่นเสียด้วย ในขณะที่คนพระตะบองดั้งเดิมกลับถูกโยกย้ายไปอาศัยที่ไทยหรือไม่ก็ลาว ตามความในบันทึกว่า

            “ประชากรที่พระตะบองส่วนใหญ่เป็นคนเขมร… เท่าที่เห็นนับว่าพลเมืองอยู่ดีกินดี แถมค่าครองชีพก็ถูกอย่างยิ่ง ตัวเมืองในปัจจุบันก่อร่างตั้งตัวขึ้นนับตั้งแต่สยามเข้ามายึดครอง ส่วนตัวเมืองเก่าอยู่ห่างออกไปทางตะวันออก 3 ลิเออ บนฝั่งแม่น้ำซึ่งถูกปิดกั้นเพื่อให้น้ำเปลี่ยนทิศทาง ชาวเมืองเก่าทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสยามและลาว ส่วนพวกที่เข้ามาอยู่ใหม่มาจากพนมเปญ อุดงค์มีชัย และส่วนอื่นๆ ของประเทศ”

            แต่ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเป็นเขมรก็ตาม แต่มูโอต์ก็มองว่าพวกเขาคือชาวสยามนั่นละ เพราะชาวเขมรกับชาวสยามก็มีนิสัยใจคอหลายอย่างไม่ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด นั่นคือนิสัยชอบการพนันและการละเล่นบันเทิง ดังที่ได้บันทึกไว้ในบทที่ 17 ของหนังสือว่า

            “ไม่ว่าชาวพระตะบองจะมีพื้นเพมาจากถิ่นใดก็ตาม แต่นับว่าพวกเขาเป็นชาวสยามโดยแท้ ตรงที่ชอบการพนันและการละเล่นบันเทิงอย่างเด็กๆ เป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาชอบการแข่งม้าที่จัดขึ้นปีละครั้งอย่างยิ่ง และพนันขันต่อกันด้วยเดิมพันที่สูงถึง 11 แนน หรือเกือบจะเท่ากับ 1,100 ฟรังก์ นับว่าเป็นอัตราที่สูงสำหรับประเทศนี้… ส่วนการพนันประเภทชนไก่และแข่งเต่าก็วางเดิมพันกันด้วยเงินจำนวนมาก”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด