บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
มีพรรคโหนทหารไว้ทำไม?
ทั้งที่เหลือแค่เดือนเดียวก็ถึงวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ แต่เลือกพรรคไหนแล้วจะได้อะไรเป็นเรื่องที่คนอีกเยอะยังไม่รู้ พรรคที่ไม่พูดเรื่องนโยบายเลยก็มี หลายพรรคชูนโยบายราคาคุยที่ดูแล้วก็รู้ว่าทำไม่ได้ หลายพรรคเขียนส่งเดชเพื่อหลอกชาวบ้าน และบางพรรคเล็กเกินกว่าจะผลักดันนโยบายได้จริงๆ
พรรคที่พูดเรื่องนโยบายเยอะและเป็นระบบมีแค่พรรคประชาชนกับเพื่อไทย
พรรคประชาชนนั้นถึงขั้นเปิดนโยบายอย่างเป็นแพ็กเกจและเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรี
ส่วนเพื่อไทยเปิดนโยบายเป็นหย่อมๆ แต่ไม่เปิดว่าที่รัฐมนตรีแน่ๆ เพราะถ้าเปิดก็คงโดนโห่ และเปิดปุ๊บพรรคแตกทันทีจากคนที่ไม่ได้เป็น
ภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์พูดเรื่อง “มาตรการ” มากกว่าเรื่อง “นโยบาย” เพราะหลายเรื่องที่พูดเป็นวิธีปฏิบัติระดับปลีกย่อยที่ไม่ทำให้เห็นภาพรวมว่าจะพาประเทศไปทางไหน
ตัวอย่างเช่น ภูมิใจไทยพูดเรื่องคนละครึ่งพลัส แต่การเป็นรัฐบาลต้องมีนโยบายระดับ 4 ปีซึ่งลำพังคนละครึ่งพลัสยังไม่พอ
ประชาธิปัตย์พูดเรื่อง “ไทยหายจน” แต่ก็ไม่ชัดว่าวิธีที่จะทำให้คนไทยหายจนนั้นคืออะไร เพราะถ้าจนคือการมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
มาตรการที่พรรคพูดอย่างประกันรายได้ หรือเพิ่มโอกาสการศึกษา ก็ยังไม่ชัดว่าจะทำให้คนไทยมีรายได้เกินกว่าเส้นความยากจนอย่างไร
เลือกตั้ง 2569 คือการเลือกตั้งครั้งที่ 3 ใน 7 ปี คนไทยที่ตาสว่างจึงต้องรู้ว่าเลือกตั้งคือการเลือกนโยบาย พรรคไหนที่ 7 ปีไม่เคยทำตามนโยบายจึงเป็นพรรคที่ไม่ควรเสียมือไปเลือกอีก
ส่วนพรรคที่ทำบ้างไม่ทำบ้างก็ควรหมายหัวว่ารอบนี้จะให้โอกาส หรือจะไม่ให้โอกาสอีกเลย
ไทยสร้างไทยหรือไทยก้าวใหม่มีการพูดถึงอะไรที่เป็น “นโยบาย” เหมือนกัน แต่เราจะพูดถึงเรื่องนี้เมื่อพูดถึงประเด็น “พรรคเล็ก” ในการเลือกตั้งครั้งนี้อีกที
น่าสังเกตว่าพรรคที่ไม่พูดนโยบายมักพูดคล้ายกันเรื่องต่อต้าน “พรรคเพื่อเขมร” และ “พรรคด้อยค่าทหาร”
การต่อต้านบางพรรคจึงเป็น “นโยบาย” ที่ไม่เป็นทางการของหลายพรรค
และบางพรรคถึงขั้นบิดเบือนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือ “เอาทหาร” หรือ “ไม่เอาทหาร” อย่างไม่ควรเป็น
พูดตรงๆ ทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็กที่หาเสียงว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการ “เอาแก้ 112” หรือ “ไม่เอาแก้ 112” ก็มี ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญจะห้ามหาเสียงด้วยเรื่อง “แก้ 112” แล้ว บางพรรคก็ยังติดป้ายหาเสียงหรือออกทีวีโจมตีพรรคอื่นว่า “เอาแก้ 112”
ซึ่งก็คือการหาเสียงว่าตัวเองไม่แก้อยู่ดี
ด้วยการปลุกปั่นของพรรคที่ไม่มีนโยบาย คำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” กลายเป็นประเด็นที่คนไทยต้องกลับมาเถียงกันอีก
แต่ขณะที่ปี 2566 คำถามนี้หมายถึงลดจำนวนนายพล, เลิกเกณฑ์ทหาร, ทหารหยุดแทรกแซงการเมือง และคุมงบฯ ทหาร คำถามนี้ในปี 2568 กลับเป็น “รู้หรือยังว่ามีทหารไว้ทำไม”
เป้าหมายของกองทัพคือปกป้องประเทศอย่างที่คนไทยรู้เหมือนคนทั้งจักรวาล ความหมายของคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” จึงไม่ใช่ความไม่รู้ว่ามีทหารไว้ทำไม แต่คือการแสดงออกว่าบทบาททหารไทยแบบที่เป็นอยู่ในปี 2566 ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการมีกองทัพไม่ว่าจะในสังคมใด
สรุปง่ายๆ รัฐประหาร 2557 ทำให้กองทัพตั้งตัวเป็นรัฐบาล รัฐมนตรีแทบทุกคนมาจากทหารหรือคนที่ทหารเลือก นายกฯ มาจากการโหวตของ ส.ว.ที่ตั้งโดยทหาร ใครวิจารณ์รัฐบาลถูกอุ้มเข้าค่ายทหาร งบฯ กลาโหมเพิ่มกว่างบฯ การศึกษาชาติ และกองทัพใช้งบฯ อย่างฟุ่มเฟือยเพื่อประโยชน์ของกองทัพเอง
คนไทยรู้อยู่แล้วว่าทหารมีไว้ทำไม แต่คนไทยพูดว่า “ทหารมีไว้ทำไม” เพื่อให้ทหารเห็นว่าทหารหลังรัฐประหาร 2557 ทำเกินบทบาทไปเยอะ
คำถามแบบนี้จึงมีเป้าหมายให้ทหารกลับมาทำหน้าที่อาชีพทหาร ไม่ใช่รัฐประหาร ตั้งพรรคทหาร เขียนรัฐธรรมนูญ หรือเป็นรัฐบาลคุมงบฯ 3 ล้านล้าน
น่าสังเกตว่าพรรคที่ปั่นกระแส “รู้หรือยังว่าทหารมีไว้ทำไม” ล้วนเป็นพรรคที่แกนนำเคยสนับสนุน คสช.ยึดอำนาจปี 2557, เชียร์รัฐประหารปี 2549, หนุนคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ, สนับสนุนพรรคทหารในการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 หรือพูดตรงๆ คือเป็นกลุ่มโหนทหารเพื่อให้ได้อำนาจมาตลอดในรอบ 20 ปี
โหนทหารแล้วชนะเลือกตั้งมั้ย?
คำตอบคือไม่ เพราะพรรคที่ถูกมองว่า “โหนทหาร” ล้วนไม่เคยชนะเลือกตั้งหรือได้ ส.ส.เข้าสภามากพอจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล
พลังประชารัฐปี 2562 หรือเพื่อไทยปี 2566 ได้เป็นรัฐบาลเพราะ ส.ว.ของทหารโหวต ไม่ใช่เพราะได้เสียงประชาชนสนับสนุนมากพอตั้งรัฐบาล
ประโยชน์ที่พรรคการเมืองได้จาก “โหนทหาร” คือหลอกให้คนรักชาติรักทหารไปลงคะแนนให้ตัวเอง เพราะชาติและทหารเป็น “สถาบัน” ที่คนรักมากกว่าชัง ซ้ำคนที่วิจารณ์เรื่องต่างๆ ก็ไม่ได้ “ชังชาติ” แบบที่ถูกกล่าวหา การโหนสองสถาบันจึงทำให้พรรคที่เล่นเรื่องนี้มีโอกาสได้คะแนนทันที
โดยปกติพรรคการเมืองควรชนะเลือกตั้งด้วยแคนดิเดตนายกฯ, ด้วยคุณภาพผู้สมัคร และด้วยนโยบาย หรือไม่อย่างนั้นก็เงิน แต่พรรคกลุ่ม “โหนทหาร” มักไม่มีนโยบาย, ไม่มีผู้สมัคร ส.ส. และไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ที่ดึงดูดคะแนนได้กว้างขวางจนการโหนคือช่องทางได้คะแนนมากที่สุดโดยปริยาย
พรรค “โหนทหาร” รายหนึ่งบอกว่า วิธีแก้ปัญหาฟอกเงินคือเลิกใช้ธนบัตร 500 และ 1,000 บาทไปเลย
ส่วนอีกพรรคหาเสียงว่าเลือกตั้งครั้งนี้คือการขอเคลียร์กับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ว่า “รู้หรือยังทหารมีไว้ทำไม” ซึ่งทั้งสองเรื่องบ้องตื้นจนไม่มีทางได้คะแนนโหวตอย่างท่วมท้นถ้าไม่ “โหนทหาร” แบบที่ทำกัน
ทหารมีไว้รักษาความมั่นคง แต่พรรคการเมืองกลุ่ม “โหนทหาร” กลับมีนโยบายความมั่นคงแค่เรื่องประเภทไม่ลดนายพล, ไม่ลดทหารรับใช้, ไม่ลดเกณฑ์ทหาร, ไม่ลดงบฯ กองทัพ, ไม่ห้ามนายพลเอาพลทหารไปทำงานบ้าน ฯลฯ โดยไม่มีนโยบายความมั่นคงหรือนโยบายต่างประเทศที่เป็นระบบเลย
“แคนดิเดตนายกฯ” ของพรรค “โหนทหาร” คนหนึ่งบอกว่า นโยบายความมั่นคงคือให้กองทัพกำจัดภัยคุกคามเขมรให้สิ้นซาก แต่คำพูดแบบนี้แค่ “ชาวเน็ต” ระดับเด็ก ป.4 ก็พูดได้
ส่วนอีกคนบอกว่า ต้องเพิ่มงบฯ อาวุธทหารให้เต็มที่ ซึ่งพูดแค่นี้คนเล่นเกมออนไลน์ที่ไหนก็พูดได้เหมือนกัน
พรรค “โหนทหาร” มักล็อกเป้าโจมตีพรรคประชาชน แต่พรรคประชาชนกลับเป็นพรรคที่มีนโยบายทหารและความมั่นคงเป็นระบบที่สุด เพราะพูดถึงการแก้ปัญหา Hybrid Warfare, ทุนสีเทาแทรกซึมและ “กินรวบรัฐ” (State Capture), ปฏิรูปชายแดนด้วยระบบบัญชาการเดียว หรือตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดน
เมื่อเทียบกับพรรคโหนทหารที่แกนนำเป็นนักการเมืองฉวยโอกาสที่ไม่เคยพูดเรื่องความมั่นคงแบบจริงจัง คือพรรคประชาชนเข้าสู่เลือกตั้ง 2569 โดยมีทหารคุณภาพสูงลงเลือกตั้งมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพลอากาศเอกของอากาศโยธิน นาวาโทจากโรงเรียนทหารเยอรมัน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐ ฯลฯ
พลังประชารัฐเป็นตัวอย่างของพรรค “โหนทหาร” ที่ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่พรรคแบบนี้เคยไป ชะตากรรมพรรคที่จู่ๆ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ทิ้งพรรคเป็นตัวอย่างว่าพรรคแบบนี้คือพรรคใช้แล้วทิ้งเท่านั้นเอง
ประโยชน์อีกข้อของการโหนทหารคือประจบทหารกับพันธมิตรใน “ใบอนุญาตที่ 2” เพื่อตั้งรัฐบาลทั้งที่แพ้เลือกตั้ง คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งเคยทำพรรคที่มี ส.ส.4 คนและอยู่ในสภา 2 ปีจึงบอก “รังสิมันต์ โรม” ซึ่งพรรคมี ส.ส.151 คนและอยู่สภามา 7 ปีว่า อย่าทะเลาะกับทหาร เพราะเดี๋ยวจะไม่ได้เป็นรัฐบาล
เลือกตั้งคือการเลือกผู้แทน, เลือกนายกฯ และเลือกนโยบาย การปั่นประเด็นประเภท “ไม่เอาแก้ 112” หรือ “ไม่เอาพรรคต้านทหาร” คือวาทกรรมโดยพรรคซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ไม่น่าเลือก ผู้สมัครไม่น่าลงคะแนน และไม่มีปัญญาคิดนโยบาย
ทางออกของพรรคจึงได้แก่ การเลิกทำพรรค ไม่ใช่ปั่นวาทกรรม
ให้ทหารทำหน้าที่ของทหารไป พรรคการเมืองไม่ต้องโหนทหาร และทหารไม่ต้องร่วมมือกับพรรคโหนทหารในการโจมตีเสียงบริสุทธิ์ของประชาชน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
