คอลัมน์ Agora โดย กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
บทความนี้เป็นตอนต่อจากเรื่อง “เจ้าพ่อและจักรกลทางการเมือง” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 2376 (27 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2569) ทางลิงก์ https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_884605 ซึ่งได้อธิบายความหมายของคำศัพท์ทางรัฐศาสตร์ 2 คำคือ “จักรกลการเมือง” (Machine Politics) กับ “ระบบเจ้าพ่อ” (Atomized Godfather) ตามคำจำกัดความจากหนังสือ “หีบบัตรกับบุญคุณ การเมืองการเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายอุปถัมภ์” ของ รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยบทความนี้จะอธิบายเพิ่มเติมถึงลักษณะของเจ้าพ่อกับการเมืองไทย
ตลอดจนแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงกับคำศัพท์สำคัญทางรัฐศาสตร์อีกคำหนึ่งนั่นคือ “ระบบอุปถัมภ์” (clientelism หรือ patronage system) และ “ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์” (patron-client relations) หรือ “ความสัมพันธ์แบบนายหน้า” (brokerage)
สำหรับเจ้าพ่อทางการเมืองนั้นเวียงรัฐได้อ้างถึงนิยามของคำนี้ตามที่ได้รับการศึกษามาก่อนแล้วในงานของ ศ.ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่า เจ้าพ่อในการเมืองไทยนั้นจำเป็นต้องเข้าใจผ่านคำ 2 คำคือ (1) นักเลง และ (2) ผู้มีอิทธิพล ดังที่บรรยายไว้ว่า
“ความเป็นนักเลงเป็นลักษณะประจำตัว หรือคุณสมบัติความเป็นลูกผู้ชายที่ทำให้ผู้อื่นเคารพน่ายำเกรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลเช่นว่านี้มีบทบาทเป็นผู้ดูแลสมัครพรรคพวกเพื่อนฝูง รวมถึงความมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เสียสละ และกล้าได้กล้าเสีย ส่วนในลักษณะของผู้มีอิทธิพลจะมีภาพของนักเลงที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นที่มีอุปนิสัยประจำตัวบางอย่างที่ทำให้บุคคลดังกล่าวสามารถมีอำนาจที่ไม่เป็นทางการเหนือผู้อื่นในชุมชนนั้นๆ”
จะเห็นได้ว่า ลักษณะของนักเลงในสังคมไทยนอกจากเป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวของบุคคลแล้วยังอิงอยู่กับค่านิยมของชุมชนอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านนับถือ ยกย่อง และให้คุณค่ากับนิสัยบางอย่าง การที่บางคนสามารถตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้คนในพื้นที่ได้ก็ทำให้เกิดอำนาจอย่างไม่เป็นทางการเหนือประชาชนทั่วไปขึ้น
ส่วนคำว่า “อิทธิพล” นั้น เวียงรัฐอธิบายโดยอ้างอิงมาจากสมบัติว่า หมายถึง “อำนาจที่บุคคลซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ใช้นอกเหนือขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของตน หรือเป็นอำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรองรับ เป็นอำนาจที่ใช้โดยผู้นั้นไม่มีอำนาจหน้าที่ อาจเป็นอำนาจอย่างไม่เป็นทางการ”
จะเห็นได้ว่า อำนาจอย่างไม่เป็นทางการซึ่งอาจเรียกได้ว่าคือ “บารมี” เป็นสิ่งที่คนผู้หนึ่งสามารถทำให้คนอื่นดำเนินการใดๆ ตามใจปรารถนาได้ไม่ว่าจะมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งท้ายที่สุด อิทธิพลนี้ได้ทำให้ผู้นั้นเติบโตในเส้นทางการเมืองในเวลาต่อมา
ส่วนสาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เจ้าพ่อกำเนิดขึ้นมาในแวดวงการเมืองมาจากเงื่อนไขหลายประการ ได้แก่
(1) สังคมประเพณี
(2) การพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
(3) ธุรกิจที่ต้องการความคุ้มครอง ซึ่งโดยมากมักเป็นธุรกิจผิดกฎหมาย หรือมีช่องว่างทางกฎหมาย หรือไม่ก็ธุรกิจผูกขาด
(4) กลไกรัฐที่ไปไม่ถึงชาวบ้าน
และ (5) การเลือกตั้ง

เงื่อนไขทั้งหมดนี้ประกอบกันเข้าทำให้ก่อรูประบบเจ้าพ่อขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา สมัยที่เริ่มเกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ เจ้าพ่อเหล่านี้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมืองที่สัมพันธ์กับข้าราชการ นักการเมือง ประชาชน ในแบบที่รับรู้กันโดยทั่วไปในเวลาต่อมาว่าคือระบบอุปถัมภ์ ดังที่เวียงรัฐได้อธิบายว่า
“การเกิดและพัฒนาการของเจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพลคล้ายคลึงกัน คือเจ้าพ่อมีรากฐานมาจากสังคมประเพณี เข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น เมื่อมีการกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่นในช่วงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองเมื่อมีการเลือกตั้ง สมบัติ จันทรวงศ์ เห็นว่า เจ้าพ่อเกิดจากช่องว่างในระบบการควบคุมและบริหารของกลไกอำนาจรัฐ เจ้าพ่อจึงเกิดขึ้นในท้องถิ่นที่กลไกรัฐยังไปไม่ถึง และทำหน้าที่ดูแลกฎระเบียบในท้องถิ่น รวมถึงการมีอิทธิพลเหนือชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ของตนและเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเจ้าพ่อจะมีฐานะทางเศรษฐกิจเหนือกว่าชาวบ้านธรรมดา และมีธุรกิจที่ต้องได้รับการค้ำจุนจากอำนาจรัฐ เพื่อการคุ้มครองตนเอง หรือเพื่อขยายฐานธุรกิจออกไป ธุรกิจของเจ้าพ่อมีลักษณะที่มีการผูกขาด หรือเป็นกิจการประเภทอภิสิทธิ์ เช่น เรื่องการค้าสุรา บุหรี่ ป่าไม้ เหมืองแร่ ฯลฯ อีกทั้งยังมีกิจการที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย เช่น การลักลอบขนสินค้าเถื่อน การเปิดบ่อนการพนัน เป็นต้น”
ในทางประวัติศาสตร์แล้ว กำเนิดของเจ้าพ่อในการเมืองไทยจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ
หากแต่เป็นผลพวงจากความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจในสมัยสงครามเย็น อันสืบเนื่องจากการไหลบ่าเข้ามาของทุนจากสหรัฐอเมริกา
เพราะฉะนั้นเจ้าพ่อจึงเป็นมากกว่านักเลงทั่วไป คือมิใช่แต่เพียงมีนิสัยใจคอแบบ “ใจถึงพึ่งได้” เท่านั้น ทว่ามีอำนาจทางเศรษฐกิจใหญ่โตเหนือกว่าคนอื่นๆ ซึ่งอาจมาจากธุรกิจสีเทา หรือไม่ก็การค้าผูกขาด โดยเวียงรัฐอธิบายถึงสายใยทางเศรษฐกิจที่เชื่อมระหว่างเจ้าพ่อกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าด้วยกันว่า
“การเกิดขึ้นของเจ้าพ่อจึงอาศัยฐานทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลเหนือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเสริมสร้างหรือขยายฐานทางเศรษฐกิจของตน พร้อมๆ กับการมีบทบาทผู้อุปถัมภ์ผู้คนในท้องถิ่นของตน ความสัมพันธ์นี้เติบโตขึ้นในช่วงการปกครองในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (ค.ศ.1960 เป็นต้นมา) ที่มีการไหลเข้าของทุนอเมริกา การขยายตัวของธุรกิจขนาดใหญ่ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จนอาจกล่าวได้ว่า เจ้าพ่อในยุคพัฒนาเศรษฐกิจเกิดขึ้นเพื่อสนองตอบต่อโครงการทางธุรกิจขนาดใหญ่จากภายนอก”
นอกจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจแล้ว ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้ระบบเจ้าพ่อก่อตัวขึ้นในการเมืองไทยสมัยดังกล่าวได้ก็คือ “การเลือกตั้ง” นั่นเอง
เมื่อการเลือกตั้งได้ลงไปอยู่ในทุกพื้นที่ของสังคมไทยในทุกระดับ ตั้งแต่หมู่บ้านไปจนถึงระดับประเทศ ทำให้เจ้าพ่ออาศัยช่องทางนี้เข้าสู่ตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองเต็มตัว หรือไม่ก็ส่งตัวแทนของตนเข้าสู่เวทีเลือกตั้ง
เปลี่ยนผ่านจากอำนาจบารมีอย่างไม่เป็นทางการเข้าสู่อำนาจการเมืองอย่างเป็นทางการ
เจ้าพ่อและผู้มีอิทธิพลมีสายป่านที่ยาวกว่าประชาชนทั่วไป เพียบพร้อมไปทั้งกำลังทรัพย์ บริวารแวดล้อม เส้นสายในวงราชการ ชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับในหมู่ชาวบ้าน และได้รับการนับหน้าถือตาจากคนในพื้นที่ด้วยการช่วยเหลือผู้คนกระทั่งเกิดบุญคุณขึ้นมา
ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาขยับลงสู่สนามการเมือง จึงมีโอกาสสูงที่จะคว้าชัยจากการเลือกตั้งไปได้ และไต่เต้าไปสู่สถานะใหม่ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
โดยเวียงรัฐได้บรรยายภาพการขยับฐานะทางสังคมและการเมืองของเจ้าพ่อโดยผ่านการเลือกตั้งเอาไว้ว่า
“การเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ก็ได้กลายเป็นช่องทางของเจ้าพ่อท้องถิ่นที่มีทุนทรัพย์ในการรณรงค์หาเสียง กำลังเงิน กำลังคน และความนับถือของประชาชนที่ช่วยส่งเสริมโอกาสในการรับเลือกตั้ง และการเมืองที่มีการเลือกตั้งทำให้เจ้าพ่อได้สร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองในระดับชาติ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับสูงที่ทำให้สถานะของเจ้าพ่อดีขึ้น และเกิดการสร้างภาพของเจ้าพ่อแบบใหม่ที่เป็นคนดี ใจบุญ ช่วยเหลือสาธารณกุศล และดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมายที่จะส่งเสริมบารมีของเจ้าพ่อ และสร้างความเป็นทางการให้เจ้าพ่อ โดยที่เจ้าพ่อบางคนได้เข้าสู่การเมืองด้วยตนเอง หรือส่งคนใกล้ชิดเข้ามาเล่นการเมืองในระบบเลือกตั้ง”
อ่านต่อฉบับหน้า
