คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
เคยได้ยินสำนวนที่ว่า “ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว” กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ
ขึ้นต้นมาเสียอย่างนี้แล้วหลายท่านคงเดาถูกได้ว่า วันนี้ผมจะมาชวนท่านคุยเรื่องการดูละครแล้วย้อนกลับมาพิจารณาดูชีวิตของเราว่ามีความเชื่อมโยงกับประเด็นในละครอย่างไรบ้าง
เมื่อประมาณสองสัปดาห์มาแล้ว มีน้องที่รู้จักคุ้นเคยกันติดต่อเชิญชวนมาว่า ด้วยความหลงรักในศิลปะการละคร เขาได้ทำโรงละครโรงเล็กขึ้นโรงหนึ่งที่ดัดแปลงมาจากทาวน์เฮาส์ขนาดเล็กในย่านทาวน์อินทาวน์ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านผมมากนัก
โรงละครที่ว่านี้มีความจุ 30 ที่นั่ง เล็กจนแทบจะบอกได้ว่าคนเล่นสามารถผายมือมาอยู่บนหน้าคนดูได้เลยทีเดียว
ในแต่ละเดือนจะมีละครลงโรงหนึ่งเรื่อง กำหนดเล่นให้คนชมในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ สุดสัปดาห์ละห้ารอบ เล่นในวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ติดกันแบบนี้สองสัปดาห์ อีกสองสัปดาห์ก็หยุดให้โรงละครได้หยุดพักและเตรียมการสำหรับละครเรื่องใหม่ลงโรง
สาเหตุที่น้องติดต่อมาไม่ใช่ชวนผมไปเป็นผู้บริหารโรงละครหรอกนะครับ แต่ติดต่อมาชวนผมไปดูละครเรื่อง Me, Myself and I
ชื่อเรื่องฟังดูแปลกไหมล่ะครับ ขนาดคนที่ภาษาอังกฤษไม่คล่องแคล่วอย่างผมยังแปลได้งูๆ ปลาๆ ว่า ข้าพเจ้า ผม และกูเลย
แล้วละครเรื่องนี้จะมาไม้ไหนกันแน่
เมื่อไปใช้เวลาอยู่ในละครโรงเล็กที่ว่าเป็นเวลา 75 นาทีเพราะละครเล่นตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่มีหยุดพักด้วยผู้แสดงสามคนถ้วน ตามท้องเรื่องแล้วผู้แสดงทั้งสามคนเป็นคนคนเดียวกันแต่ต่างวัย กล่าวคืออายุ 16 ปีคนหนึ่ง 26 ปีคนหนึ่ง และ 36 ปีคนหนึ่ง
ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ซึ่งควรจะช่างมันเถิด เพราะที่เรากำลังดูหรือพูดกันอยู่นี้เป็นละครไม่ใช่หนังสารคดี ข้าพเจ้า ผม และกู มีโอกาสได้มาพบหน้ากันแล้วคุยกันอย่างเปิดอก
ผมพบว่า คุณคนแรกอยู่ในวัยหนุ่มที่อายุเพียงแค่ 16 ปี กำลังมีความฝันเจิดจ้ามาก เขาฝันอยากจะเป็นนักร้องนักดนตรีที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย กิริยาอาการหรือคาแรกเตอร์ของตัวละครกระฉับกระเฉงกระตือรือร้นตลอดเรื่อง เห็นอย่างนี้ก็เข้าใจได้ครับว่าเด็กอายุ 16 กำลังไฟแรง และก็เป็นอย่างนี้ทุกคนสิน่า
ส่วนตัวละครอีกตัวหนึ่งมีอายุ 26 ปีแล้ว อยู่ในช่วงวัยที่พบกับความจริงของชีวิตว่า การทำความตามความฝันที่จะได้เป็นนักดนตรีนักร้องผู้มีชื่อเสียงนั้นไม่ง่ายเลย บางวันก็ต้องอดมื้อกินมื้อรอคนมาจ้างงาน แค่คิดจะชวนคุณพ่อคุณแม่ไปกินข้าวนอกบ้านสักมื้อก็ไม่มีเงินพอ
เพื่อนบางคนทำงานออฟฟิศเป็นหลักฐานมั่นคงไปแล้ว เพื่อนอีกบางคนแต่งงานมีเมียมีลูก
ส่วนตัวเราเองยังไม่มีอะไรสักอย่าง
ในที่สุด คนอายุ 26 ปีก็เลิกความฝันที่เป็นนักดนตรีนักร้อง เปลี่ยนไปหางานประจำอะไรสักอย่างหนึ่งทำเพื่อจะได้มีความมั่นคงในชีวิตอย่างคนอื่นบ้าง
ตัวละครสุดท้ายเป็นบุคคลคนเดิมเมื่อมีอายุ 36 ปีแล้ว เขาตกที่นั่งลำบากเมื่อต้องมาฟังตัวเองที่อายุ 16 ปีเถียงกับตัวเองที่อายุ 26 ปี เพราะต่างคนก็ต่างมีเหตุผลด้วยกันทั้งนั้น
และมาถึงวันนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า การตัดสินใจเลิกความฝันและมาทำงานประจำอย่างที่ทำอยู่นี้ขณะนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงหรือไม่
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังลังเลอยู่เลย
สําหรับผมซึ่งเป็นผู้ชมและได้ฟังมนุษย์หนึ่งคนในห้วงเวลาที่มีอายุต่างกันปรึกษาหารือหรือถกเถียงกับตัวเองแบบนี้เป็นประเด็นที่สนุกมาก
ประเด็นทุกประเด็นแหลมคมและบาดลึกความรู้สึกของผู้ชมเป็นอย่างยิ่ง
และผมอดรู้สึกไม่ได้ว่า เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคนหลายคน
ในรอบพิเศษที่ผมได้รับเชิญไปดูละครรอบพรีวิว ผู้ชมหลายท่านเป็นนักร้องผู้มีชื่อเสียง
ผมแอบสังเกตเห็นว่ามีคนแอบร้องไห้หลายช่วงตอนของละคร อาจเป็นไปได้กระมังว่าท่านเหล่านั้นเคยอยู่ตรงทางสองแพร่งที่ต้องตัดสินใจเลือกจะทำความฝันให้เป็นจริงหรือล้มเลิกความฝันแล้วไปพบกับโลกอีกใบหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่ามั่นคงกว่าอาชีพนักร้องแบบนี้มาแล้ว
เมื่อดูหนังดูละครแล้ว ค่ำวันนั้นระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมก็มีโอกาสได้ย้อนกลับมาดูตัวเองว่า ละครวันนี้สอนอะไรให้กับผมบ้าง
ผมฉุกคิดขึ้นในค่ำวันนั้นว่า พวกเราทุกคนในแต่ละช่วงวัย โดยเฉลี่ยแล้วก็มีความฝันและความจริงของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ น้อยคนนักที่จะสามารถรักษาความฝันของตัวเองไว้แล้วประคับประคองให้กลายเป็นความจริงของชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง
ใครที่สามารถทำได้อย่างนั้นก็ต้องถือว่าเป็นผู้ที่มีโชคดีและมีเสถียรภาพในชีวิตมาก
อีกปีเศษข้างหน้า ในเดือนมิถุนายน 2570 ผมจะมีอายุครบเจ็ดสิบสองปี แทนที่จะแบ่งช่วงวัยเป็นอายุเพียงแค่ 16 ปี 26 ปี และ 36 ปีอย่างในละคร ถ้าผมแบ่งวิธีมองชีวิตของตัวเองเป็นวิธีคิดและชีวิตเมื่อตอนอายุ 24 ปี 48 ปี และ 72 ปี ก็น่าจะสนุกไม่น้อยนะครับ
ที่พูดมาเช่นนี้ไม่ได้คิดจะเล่นละครหรอกครับ เพียงแต่นำไอเดียการแบ่งช่วงอายุเช่นว่ามาเป็นหัวข้อในการสนทนาหรือคุยกับคนที่มางานแซยิดหกรอบของผม
เผื่อว่าท่านที่มีโอกาสได้ฟังหรือถูกบังคับฟังจะได้อะไรกลับไปเป็นข้อคิดบ้าง
เมื่อตอนผมอายุ 24 ปี ในปี 2522 ผมเรียนหนังสือใกล้จบปริญญาโทอยู่ที่นิวยอร์ก กำลังต้องตัดสินใจเลือกวางแผนชีวิตว่าจะทำอะไรดี
ทางเลือกที่หนึ่ง คือพ่อแม่อยากให้ผมเป็นผู้พิพากษา
ทางเลือกที่สอง คือผมเองอยากเป็นอาจารย์สอนหนังสือ
และสุดท้ายทุกคนก็ทราบแล้วว่าคำเฉลยคือ ผมได้เป็นอาจารย์สอนหนังสือตามใจปรารถนา
แต่ไม่ง่ายเลยนะครับในการที่จะเจรจาต่อรองหรือชักชวนให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่า เหตุผลของผมมีอยู่อย่างไร
อีกทั้งตัวเองก็ไม่สามารถการันตีให้ผู้ใหญ่วางใจได้ด้วยซ้ำว่า ทางเดินของอาชีพอาจารย์เป็นอย่างไร เมื่อเปรียบกันกับอาชีพผู้พิพากษาซึ่งคนส่วนมากเห็นว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เงินเดือนแพง และเป็นท่านเป็นเธอของสังคม
ผ่านอีกสองรอบอายุหรือ 24 ปี เมื่อผมมีอายุ 48 ปีในปี 2546 ก่อนหน้านั้นสองปีผมตัดสินใจเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ย้ายไปเผชิญโลกใบใหม่ที่กระทรวงยุติธรรม
ผมไปพร้อมกับความฝันที่อยากจะทำโน่นทำนี่หลายอย่างในกระบวนการยุติธรรม
คราวนี้ละเป็นโอกาสที่จะนำวิชาความรู้ที่อยู่ในห้องเรียนของผมไปสู่ภาคปฏิบัติ
ครั้นเมื่อไปลงมือปฏิบัติจริง ผมพบว่า บางอย่างผมก็มีความสุขใจที่ได้เห็นความสำเร็จเกิดขึ้นจากการลงมือทำของเรา
แต่บางอย่างบางเรื่องก็ไปพบกับความเป็นจริงว่า อย่างไรเสียความสำเร็จก็ไม่มีทางเป็นจริงขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
ผ่านมาอีก 24 ปี ในปีหน้าที่ผมจะอายุ 72 ปี มีอะไรหลายอย่างที่ผมทยอยคิดไว้และตั้งใจจะนำไปบอกเล่ากันในงานแซยิดที่จะมีขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 2570
ตอนนี้ขออุบไว้ก่อน ยังไม่ยอมเฉลยว่าข้อคิดในวัย 72 ปีผมจะพูดอะไรบ้าง
เห็นไหมครับว่า ไม่ต้องดูอื่นไกล ดูเพียงแค่ตัวผมเองคนเดียว คนที่ชื่อ ธงทอง เมื่อเป็นคนหนุ่มอายุ 24 ปี ความฝันก็เป็นอย่างหนึ่ง ฝันว่าจะเป็นอาจารย์ไปจนตลอดรอดฝั่ง จะสอนหนังสือเป็นอาจารย์ประจำไปจนเกษียณอายุราชการ
แต่เอาเข้าจริง ผมก็ไม่ได้เกษียณอายุในฐานะที่เป็นอาจารย์จุฬาฯ หากแต่เกษียณอายุในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีงานทำ เพราะไม่มีใครมาปรึกษา ฮา!
คนอีกจำนวนมากก็เหมือนกันกับตัวละครในเรื่องที่ผมนั่งดูเมื่อสองสัปดาห์ก่อนหรือเหมือนกันกับตัวผมเองดังที่ปรารภมาข้างต้น พูดย้อนอีกครั้งก็ได้ว่า หลายเรื่องและมากเรื่อง ที่ตอนเป็นเด็กเป็นเยาวชนเราคิดอย่างหนึ่ง พอมาถึงวัยกลางคนด้วยประสบการณ์ที่ผ่านโลกมาพอสมควร เราอาจจะคิดอีกแบบหนึ่ง ครั้นเวลาผ่านไปจนถึงวัยชรา เมื่อมองย้อนกลับไปดูชีวิตในอดีตของเราที่ยาวนาน เราก็ต้องบอกกับตัวเองว่า ชีวิตเป็นเช่นนี้เอง มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวอยู่รายทางมาตลอดมิใช่หรือ แต่อย่าไปคิดอะไรมากเลย จงอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะไม่มีใครแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตได้เลยแม้แต่วันเดียว
พร่ำเพ้อมาขนาดนี้ยังไม่รู้เลยครับว่า มิถุนายนปีหน้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ถ้าอยู่ถึงและได้จัดงานแซยิดค่อยมาว่ากันนะครับว่าจะชวนใครมางานบ้าง
ตอนนี้ช่วยกันขยันหายใจเข้าไว้ก่อน กลางปีหน้าจะได้พบกันครับ
