bg-single

ธงทอง จันทรางศุ | สู้ก็สู้ (วะ) ในยุค ‘ลำบาก’

16.04.2026

คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง

ในยุคสมัยที่ผมเป็นเด็ก พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าเงินตราที่พ่อแม่ใช้อยู่ตอนที่ทั้งสองท่านยังเป็นเด็กเล็กอยู่มีหน่วยย่อยลงไปจนถึงเหรียญหนึ่งสตางค์ เป็นเหรียญกลมทำด้วยทองแดง มีรูอยู่ตรงกลาง บางคนเอาเชือกร้อยรูที่ว่านี้เพื่อความสะดวกในการพกพาไปไหนต่อไหนโดยไม่ต้องพึ่งพิงกระเป๋าสตางค์

เรื่องเล่าอย่างนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า เป็นที่มาของสำนวนที่เคยยังควรพูดว่า ไม่ต้องเสีย เงินเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียว

“สตางค์แดง” ในที่นี้ไม่ใช่อะไรอื่น หากแต่คือสตางค์ทำด้วยทองแดงนั่นเอง

ผมสงสัยต่อไปแล้วถามพ่อแม่ว่า เหรียญหนึ่งสตางค์จะเอาไปซื้ออะไรได้บ้างหรือเพราะราคามูลค่าน้อยเต็มที

เมื่อซักไซ้ไล่เลียงจึงได้ความเพิ่มขึ้นว่า ก๋วยเตี๋ยวในสมัยพ่อกับแม่เป็นเด็กราคาเพียงแค่สองหรือสามสตางค์เท่านั้น

คุณตาผมเป็นผู้พิพากษาได้เงินเดือนหลายชั่งอยู่ ท่านจึงมีเงินพอที่จะเลี้ยงลูกหลายคนได้โดยไม่ฝืดเคือง

เมื่อได้ยินพ่อแม่เล่าเรื่องราคาสินค้าตอนพ่อแม่เป็นเด็กว่าราคาถูกแสนถูก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจผมมีอยู่ว่า เป็นเรื่องมหัศจรรย์เสียนี่กระไร

ถ้าฟังจากคนอื่นก็จะไม่เชื่อถือละ แต่นี่พ่อแม่เล่าให้ฟังเราก็ต้องเชื่อถือเป็นธรรมดา ฮา!

ครั้นเมื่อตัวเองเติบโตขึ้นมา ไปอยู่ชั้นประถมปีที่ห้าโรงเรียนสาธิตฯ ปทุมวัน เมื่อ พ.ศ.2508 พ่อแม่เริ่มให้สตางค์ไว้ติดกระเป๋าเพื่อจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่อยากได้ จากเดิมที่เป็นเด็กเล็กอยู่โรงเรียนสวนบัวไม่เคยมีเงินเป็นของตัวเองเลย

มาอยู่สาธิตฯ ปทุมวัน และมีเงินติดตัวอย่างนี้รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแบบทันทีทันใด

เงินที่พ่อแม่ให้ใช้สอยเวลานั้นดูเหมือนจะเพียงแค่วันละ 3 บาท แล้วต่อมาปรับขึ้นเป็นวันละ 5 บาทในภายหลัง

ลูกหลานหรือเด็กสมัยนี้ฟังดูแล้วคงมึนงงเป็นอันมากว่า 3 บาท 5 บาทจะไปใช้อะไรได้

อาหารกลางวันผมไม่ต้องจ่ายเงินซื้อเพราะโรงเรียนเก็บค่าอาหารกลางวันและจัดอาหารกลางวันให้กินเป็นประจำอยู่แล้ว

เงินเบี้ยเลี้ยงหรือเงินติดกระเป๋านั้นจึงไว้ใช้สำหรับซื้ออะไรกินตอนเวลาเลิกเรียนแล้วระหว่างที่รอพ่อมารับกลับบ้าน

ก๋วยเตี๋ยวเส้นหมี่ลูกชิ้นน้ำใสที่มีขายอยู่ในโรงอาหารของโรงเรียนหลังเลิกเรียนแล้ว ราคาชามละ 1 บาท มีลูกชิ้นห้าลูก ปริมาณและคุณภาพเหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นของรองท้องก่อนกลับบ้าน

ถ้าไม่กินก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น เราจะเปลี่ยนเป็นกินทอดมันปลากรายก็ได้ ราคาจานละ 1 บาทเหมือนกัน

มีทอดมันปลากรายอยู่ห้าชิ้น ราดอาจาดหรือน้ำจิ้มออกรสหวานกำลังพอดี มีเผ็ดแซมไม่มากนัก รสชาติเหมาะสำหรับเด็กประถมกินเป็นอย่างยิ่ง

หรือถ้าอยากจะหรูขึ้นกว่านั้นอีกนิดก็ต้องกินน้ำส้มแฟนต้า ราคาขวดละ 1 บาท

หากใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยแบบนี้คือกินทั้งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น กินทั้งทอดมันปลากรายและนำส้มแฟนต้า เงิน 3 บาทที่พ่อแม่ให้มาในแต่ละวันก็หมดพอดี

ถัดมาอีกประมาณเกือบสิบปีผมเข้าไปเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2516 และใช้ชีวิตอยู่ในนั้นจนถึงปี 2520 ราคาอาหารตามร้านรวงต่างๆ เพิ่มขึ้นไปเป็นธรรมดา

แต่ตอนผมอยู่ปีหนึ่งเมื่อปี 2516 ยังมีร้านอาหารร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณลานใต้ร่มจามจุรีระหว่างคณะอักษรศาสตร์กับถนนอังรีดูนังต์ เป็นร้านข้าวแกงของกรมประชาสงเคราะห์และสามารถยืนหยัดขายข้าวแกงจานละ 1 บาทได้อย่างมหัศจรรย์พันลึก

และในเวลาต่อมาก่อนจะเลิกกิจการไปในที่สุดก็ได้ปรับราคาขึ้นเป็นจานละ 2 บาท ไม่รู้เหมือนกันว่าขายราคานี้ได้อย่างไร

ร้านข้าวร้านก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่ในละแวกสามย่านยุคสมัยนั้นปรับราคาขึ้นเป็น 5 บาท 8 บาทไปแล้ว ถ้าอยากจะจ่ายสตางค์มากกว่านั้นก็ต้องไปทางสยามสแควร์ ราคาอาหารกลางวันส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 10 บาทหรือมากกว่านั้นอีกนิดหน่อย

มีธรรมเนียมประเพณีในระบบอาวุโสของชาวจุฬาฯ อยู่เรื่องหนึ่งว่า ในโอกาสอันสมควร รุ่นพี่ต้องเลี้ยงอาหารรุ่นน้อง

ยกตัวอย่างเช่น มีรุ่นพี่ตั้งใจจะไปกินข้าวด้วยกันห้าคน ระหว่างทางเดินไปร้านอาหารมีรุ่นน้องสองคนเดินผ่านมาแล้วรุ่นพี่ออกปากชวนไปกินข้าวด้วยกัน รุ่นน้องก็เดินไปตามคำชวน ตกลงไปกินก๋วยเตี๋ยวหรือกินข้าวด้วยกันเจ็ดคน

เวลาเจ้าของร้านมาคิดสตางค์ รุ่นพี่ห้าคนมาตกลงกันว่าหารออกเงินกันแค่ห้าคนเท่านั้น น้องสองคนกินฟรี

ทำแบบนี้ความเป็นพี่เป็นน้องก็จะเข้มข้นและนับญาติกันได้ตลอดไป

แต่ข้อควรระวังมีอยู่ว่า รุ่นพี่ก็ยังไม่ได้ทำงานหาเงินได้ด้วยตัวเอง เงินที่อยู่ในกระเป๋ารุ่นพี่ก็ได้มาจากพ่อแม่ทั้งนั้น จะพาน้องไปเลี้ยงอาหารตามภัตตาคารหรูหราเห็นจะไม่เป็นการดีแน่

ถ้าคิดจะชวนน้องไปกินเลี้ยงด้วยเงินของรุ่นพี่เมื่อไหร่ เราก็ควรจะหาร้านอาหารที่ราคาเหมาะสมกับอัตภาพ

สําหรับชาวนิติศาสตร์จุฬาฯ ร้านยอดนิยมที่รุ่นพี่มักชวนน้องไปกินข้าวคือร้านก๋วยเตี๋ยวแบบจีนแคะที่มีลูกชิ้นหลายอย่างอยู่รวมกัน ร้านชื่อจริงว่าอะไรก็ไม่เคยมีใครรู้ เพราะทุกคนเรียกแต่ว่า “ก๋วยเตี๋ยวตก”

คำว่า “ตก” ในที่นี้จะเป็นชื่อของใครก็ไม่รู้อีกเหมือนกัน แต่พอพูดอย่างนี้แล้วก็เป็นที่เข้าใจกันทั้งคณะ

ความดีวิเศษของร้านก๋วยเตี๋ยวที่ว่านี้มีอยู่สองข้อ นอกเหนือจากรสชาติที่รับประทานได้ดีตามสมควรแล้ว

ข้อแรกคือ ปริมาณมาก เส้นก๋วยเตี๋ยวให้มาแบบไม่บันยะบันยัง กินสองชามก็อิ่มแปล้แล้ว ถ้าเป็นน้องผู้หญิงกินชามเดียวก็เอาอยู่ ถ้าน้องผู้หญิงคนไหนกินถึงสองชามก็เห็นจะเป็นผู้หญิงที่น่ากลัวในวันข้างหน้า

ข้อสองคือ ราคาเหมาะสมกับกระเป๋าสตางค์ของรุ่นพี่มาก เพราะก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ราคา 3 บาท กินกันอย่างไรก็ไม่ถึงล้มละลาย

ร้านที่ว่านี้เดินจากคณะนิติศาสตร์ออกไปทางขวามือ อยู่ตรงย่านที่เป็นยูเซ็นเตอร์ทุกวันนี้ เดินไปเดินกลับใช้เวลานิดเดียวทันกลับมาเรียนหนังสือบ่ายโมงถมเถ

ในยุคที่ยังหาก๋วยเตี๋ยวหรืออาหารมื้อกลางวันกินได้ในราคา 3 บาท 5 บาท ราคาน้ำมันอยู่ที่ลิตรละ 2.10 บาท ทองคำอยู่ที่บาทละ 400 บาท เงินเดือนข้าราชการของพ่อผมแม่ไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกันกับเงินค่าเขียนนวนิยายของแม่ ที่ส่งไปลงพิมพ์ตามนิตยสารต่างๆ ก็มากพอที่จะเลี้ยงลูกสองคนให้เติบโตขึ้นมาได้โดยไม่อัตคัด แต่ก็ไม่ถึงกับฟุ่มเฟือย

ที่เขียนเรื่องเล่ามายืดยาวข้างต้นเช่นนี้ ลูกหลานในยุคปัจจุบันคงมีความรู้สึกไม่แตกต่างกับความรู้สึกของผมที่ได้ฟังพ่อและแม่บอกว่า ทั้งสองท่านเคยกินก๋วยเตี๋ยวชามละสามสตางค์มาแล้ว

เพราะราคาข้าวของทุกวันนี้แพงขึ้นเหลือใจ ก่อนสงครามในตะวันออกกลางเกิดขึ้น เราก็ยังพออดทนกันได้ แต่พอเกิดสงครามที่ไม่มีอนาคตขึ้นแบบนี้ น้ำมันขึ้นราคาไปเกือบเท่าตัวและยังมีแนวโน้มว่าจะไม่หยุดยั้งการขึ้นราคา สินค้าอุปโภคบริโภคทุกอย่างก็เพิ่มราคาขึ้นไปหมด

ในขณะที่ข้างฝ่ายรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างสัดส่วนกัน หรือชะดีชะร้ายไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยเสียด้วยซ้ำ

คำแนะนำที่ให้แก่กันในเวลานี้ ว่าทำอย่างไรจึงจะประคองชีวิตให้รอดจากสถานการณ์แห่งความยากลำบากไปได้จึงไม่ใช่ของง่าย เพราะปัจจัยหรือตัวแปรของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างไม่ต้องดูอื่นไกล เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งบอกว่าให้ชาวบ้านปลูกผัก เลี้ยงไก่เอาไว้กินเอง

คำแนะนำแบบนี้ใครสักคนจะทำได้จริง ลองเลือกดูว่าถ้าเป็นชาวต่างจังหวัดและเข้ามาทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่ห้องเช่าขนาดเท่าแมวดิ้นตาย ได้เงินค่าจ้างรายวันตามอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ จะเอาไก่ไปเลี้ยงไว้ตรงไหนดี จะให้ปลูกผักอยู่ในห้องน้ำหรือ ในเมื่อห้องน้ำเข้าไปก็หมุนตัวแทบจะไม่รอบอยู่แล้ว

ผมก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าท่านทั้งหลายหรอกครับ การปรับตัวเพื่อเอาชีวิตรอดระหว่างนี้ผมเห็นว่าไม่มีคำตอบที่ดีที่สุดซึ่งเป็นคำตอบสำเร็จรูปที่ทุกคนจะนำไปใช้ได้

แต่ละท่านแต่ละคนก็ต้องพิจารณาวิถีชีวิตของตัวเอง ดูรายได้รายจ่าย ว่าจะทำอย่างไรในสถานการณ์แห่งความยุ่งยากขณะนี้

พูดให้ท่านทั้งหลายหมั่นไส้หน่อยดีไหมครับ

ยกตัวอย่างเช่น ผมใฝ่ฝันมานานวันแล้วว่าอยากจะไปหาโรงแรมเล็กๆ นอนเล่นสักคืนหรือสองที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะอยากไปหาอะไรกินแถวนั้น ไปเดินดูพิพิธภัณฑ์ ไปดูโบราณสถาน สมัยทวารวดีแบบที่ผมสนใจ

กำลังจะตัดสินใจหาวันว่างเพื่อไปเที่ยวแบบนี้เลยทีเดียว อีตาทรัมป์ก็ลุกขึ้นก่อเหตุเสียก่อน

พอน้ำมันขึ้นราคาอย่างนี้ ผมก็ต้องกลับมาย้ำคิดย้ำทำละครับว่า การไปเที่ยวอำเภออู่ทองในยามนี้มีความเหมาะสมหรือมีความจำเป็นแค่ไหน

คิดแล้วก็เลยรีรออยู่จนบัดนี้ บอกกับตัวเองว่า อะไรยังไม่ควรจะจ่ายเงินออกจากกระเป๋าก็รอไว้ก่อนจะเป็นการดีกว่า

นี่ขนาดผมเป็นผู้มีรายได้ประจำจากเงินบำนาญ มีบ้านของตัวเอง มีครัวที่ถ้าไปซื้ออาหารสดมาก็มีแม่ครัวทำกับข้าวให้กิน ผมยังต้องคิดมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเพื่อความปลอดภัยของชีวิตในวันข้างหน้า

แต่คนที่อยู่ในฐานะยากลำบากกว่าผมยังมีอีกมากมาย รายรับรายจ่ายของแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป ผมเชื่อว่าทุกคนก็ต้องยึดหลักอยู่แล้วว่า ใช้จ่ายเพียงเท่าที่จำเป็น และหาทางเพิ่มรายได้หากมีโอกาสทำเช่นนั้น

บทความ “หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” คราวนี้ เป็นงานเขียนที่ไม่มีข้อเสนอ มาอ่านทวนแล้วก็เหมือนกันคนจับเข่านั่งคอตกคุยกันเท่านั้นเอง

ช่วยกันประคับประคองให้เราทุกคนสามารถผ่านเวลาที่ยากลำบากนี้ไปให้ได้นะครับ สำนวนเด็กวัยรุ่นเขาบอกว่าให้ “สู้ สู้”

สู้ก็สู้ (วะ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พล.ท.ภราดร ชี้มติสภาความมั่นคง ไร้ความชัดเจน ยากเชื่อมั่น ไว้วางใจในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ แนะ2กลไก3ระดับ
‘วิจัยทิพย์’ คอร์รัปชั่นวิชาการ ระเบิดเวลาอุดมศึกษาไทย
เศรษฐกิจไทยเจอแรงบีบ ‘3 สงคราม’ (ภาค 2) สู้ศึกการค้าโลก…เกมยืดเยื้อ
ไฟใต้ลามไหม้การเจรจา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
รื้อ ‘บัตรคนจน’ ครั้งใหญ่ จัดระเบียบจนแท้ หรือรัฐกำลังถังแตก?
‘ภูมิใจไทย’ เล่นเกมฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ ระวัง! ประเมินพลัง ‘เพื่อนเป๋า’ ต่ำเกินไป
ภัยร้อนกำลังมาในหน้าฝน คนไทยเตรียมตัวปรับธาตุ ด้วยพืชผักรสเย็น
“ผู้ต้องพลีชีพ” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
สงครามคอนเทนต์กีฬาไทย ยุคธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬาเต็มรูปแบบ
ผัดเต้าหู้หมูสับเสฉวนพริกแห้ง
คลื่นลมยังไม่สงบ