คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
“หลังลับแลมีอรุณรุ่ง” คราวนี้ ผู้อ่านท่านใดที่มีอายุยังไม่ถึง 60 ปีจะยังไม่อ่านก็ได้นะครับ ตัดเก็บและซ่อนเอาไว้ก่อน อายุถึง 60 ปีเมื่อไหร่หรือเกินกว่านั้นค่อยหยิบกลับมาอ่านก็แล้วกัน
ทำไมผมจึงขึ้นต้นมาอย่างนี้ เหตุผลตรงไปตรงมาง่ายๆ ว่า วันนี้จะชวนคุยกันตามประสาคนแก่ว่า แก่แล้วมีอะไรที่ควรรู้หรือควรระวังบ้าง
ที่ผมนึกจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเพิ่งเดินทางกลับมาจากการเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่มาถึงพระนครเมื่อ 19 พฤษภาคมนี้เอง
การท่องเที่ยวของผมไปตามต่างจังหวัดหรือต่างประเทศมักไม่ใช่การเดินทางโดยลำพัง หากแต่มีผู้ร่วมคณะเดินทางไปด้วย และผู้ร่วมเดินทางที่ว่านั้นมักจะมีผู้ที่มีอายุน้อยกว่าผมผสมส่วนรวมอยู่ด้วยเสมอ เช่น ถ้าไปกับครอบครัว คือไปกับน้องสะใภ้และหลาน ทุกคนล้วนอายุอ่อนกว่าผมทั้งนั้น
ในสายตาของหลานผมทั้งสองคนซึ่งมีอายุไม่เกิน 30 ปีสักคน ก้านและแก้มย่อมเห็นว่าผมผู้เป็นลุงซึ่งมีอายุ 71 ปีแล้ว เป็นผู้ที่เขาต้องดูแลระมัดระวังเป็นพิเศษ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อไปญี่ปุ่นด้วยกันปลายปีที่แล้ว ผมประกาศชัดเจนตั้งแต่เบื้องต้นเลยว่า จะพาลุงคนนี้เดินไปไหนก็ได้แต่ห้ามเดินเร็วเท่านั้น
พอบอกอย่างนี้แล้วหลานซึ่งเป็นผู้นำทางก็ตามใจคนชราโดยพาเดินช้าๆ เนิบๆ ไปเรื่อย
และเมื่อถึงที่ตรงไหนที่มีบันไดขั้นใหญ่ขั้นน้อย เขาก็จะกำชับให้ผมจับราวบันไดอยู่เสมอ
ถ้าเป็นบันไดที่ไม่มีราวบันได หลานก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโดยการส่งแขนให้ผมเกาะเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นจนถึงยอดสุด
ดูเหมือนผมได้เคยบอกไว้ในที่นี่แล้วว่า มีผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถืออย่างยิ่งท่านหนึ่งเคยเมตตาบอกผมว่า วัยอย่างผมอย่างท่านแล้วอย่าได้คิดอ่านหกล้มเป็นอันขาด
จนชั้นแต่จะนุ่งกางเกงก็ควรนั่งอยู่กับเก้าอี้หรือเตียงนอน อย่าได้อวดเก่งยืนสวมกางเกงเป็นขาด
เพราะกิริยาของคนสวมกางเกงนั้น จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เหลือเท้ายืนบนพื้นอยู่เพียงข้างเดียว เพราะต้องยกเท้าขึ้นหนึ่งข้างเพื่อสวมสอดลงไปในขากางเกง วินาทีนี้นี่แหละเป็นวินาทีวิกฤตของชีวิตที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวันเช้าเย็น
มีคนหกล้มมาแล้วด้วยท่าแบบนี้เป็นจำนวนมาก
ถ้าไม่ได้ไปต่างจังหวัดต่างประเทศกับหลานๆ ผมก็มีการเดินทางไปกับลูกศิษย์หรือผู้คุ้นเคยที่เรียกว่าเป็น กลุ่มเพื่อนวัยเยาว์ของผม ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนไม่มีใครแก่เท่าผมสักคนเดียว ฮา!
เพราะฉะนั้นเวลาเดินทางไปกับลูกศิษย์หรือผู้คุ้นเคยกลุ่มเพื่อนวัยเยาว์แบบนี้ เขาก็ช่วยดูแลผมคล้ายๆ กับหลานของผมปฏิบัติ ทำให้รู้สึกปลอดภัยไร้กังวลอยู่เสมอ
ทีนี้เรื่องของเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อไม่กี่วันมานี่เองผมได้เดินทางไปเชียงใหม่เป็นเวลาห้าวันสี่คืน
รอบนี้สมาชิกผู้ร่วมคณะนับตัวผมเองด้วยแล้วมีจำนวนทั้งสิ้นเจ็ดคน
หกคนเป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนสาธิตฯ ปทุมวัน ปัจจุบันที่รู้จักกันมาตั้งแต่ 10 ขวบและตอนนี้อายุ 71 เท่ากันหมดทุกคน
ส่วนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่นักเรียนสาธิตฯ ปทุมวัน แต่เป็นสามีของเพื่อนในกลุ่มที่ไปด้วยกัน และอายุมากกว่าเราขึ้นไปอีกสองปี
ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็อธิบายได้ว่า สมาชิกเจ็ดคนที่ไปเที่ยวด้วยกันคราวนี้ บวกอายุกันทั้งหมดแล้วก็เฉียด 500 ปี เต็มที
เมื่อมีโอกาสได้ไปอยู่กันหลายวันอย่างนี้ ต้องกินข้าวด้วยกันทุกมื้อ ต้องนั่งรถตู้คันเดียวกัน ต้องนอนบ้านพักหลังเดียวกันถึงแม้นอนคนละห้องก็ตาม ทำให้ผมได้ข้อคิดอะไรบางอย่างที่อยากจะนำมาแบ่งปันในที่นี้
ถึงแม้เป็นการนินทาเพื่อนหรือนินทาตัวเองก็ตาม
เริ่มต้นตั้งแต่ที่สนามบินดอนเมือง คณะเราใช้บริการของสายการบินแอร์เอเชีย ผมนั้นมีบัตรเครดิตของสายการบินที่ว่านี้จึงเดินขึ้นเครื่องไปก่อนใคร เพราะดูบอร์ดดิ้งพาสแล้วรู้ด้วยว่าที่นั่งของตัวเองอยู่ท้ายเครื่องเลยทีเดียว การเดินขึ้นเครื่องไปก่อนจึงเป็นความสะดวกของผมและคนที่จะต้องเดินตามหลังมาทุกคน
ส่วนเพื่อนที่เหลืออยู่ซึ่งทั้งหมดเป็นสุภาพสตรีต่างพากันไปห้องน้ำ และเมื่อเดินออกจากห้องน้ำก็รู้สึกพร้อมกันว่าต้องรีบไปขึ้นเครื่องแล้ว จึงเดินยกขบวนเป็นกลุ่มก้อนไปที่เคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรโดยสารพร้อมกับยื่น บัตรที่นั่งบนเครื่องบินให้ดู
เจ้าหน้าที่รับบัตรไปดูแล้วก็ทำหน้างุนงงแล้วกล่าวขึ้นว่า “แอร์เอเชียค่ะ”
เพื่อนผมคนหนึ่งได้ยินอย่างนั้นก็ตอบไปว่า “ก็ใช่ไงคะ”
หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปไม่กี่วินาทีจึงได้ความกระจ่างว่า เคาน์เตอร์ที่เพื่อนของผมยืนอยู่เป็นกลุ่มก้อนนั้นคือเคาน์เตอร์ของสายการบินไลออนแอร์ ซึ่งตามทัศนะของพวกเราแล้วเป็นสายการบินสีแดงเหมือนกัน กว่าจะสื่อสารกันได้ว่าพวกเราไปผิดเคาน์เตอร์ก็เกือบเกิดวิวาทขึ้นเสียแล้ว
นี่แปลว่า พวกเราไม่ได้ดูชื่อสายการบินที่จอเหนือเคาน์เตอร์ และไม่ได้ดูหมายเลข Gate ว่าตรงกันกับหมายเลขที่เราต้องการจะไปหรือไม่ ขอให้ “สีแดง” เข้าไว้ก็มั่นใจแล้วว่าถูกต้องแน่
เมื่อนำเรื่องนี้ไปเล่าสู่กันฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในระหว่างการเดินทางด้วยกันหลายวัน ผมซึ่งรอดพ้นจากการปล่อยไก่เป็นฝูงพร้อมกับเพื่อนก็นั่งหัวเราะงอหายทุกทีไป
และแล้วอีกสองวันต่อมา เป็นวันที่พวกเราไปนอนค้างคืนที่รีสอร์ตเอกชนแห่งหนึ่งที่อำเภอเชียงดาว ซึ่งยังไม่เปิดบริการทั่วไป แต่ผู้เป็นเจ้าของกรุณาให้เราได้นอนพักค้างแรมด้วยความเอื้ออารี
สถานที่พักแรมแห่งนี้สวยงามจนรู้สึกเหมือนอยู่บนสวรรค์ชั้นวิมาน บ้านพักซึ่งมีเพียงห้าหรือหกหลังก็วางระดับลดหลั่นกันอยู่ตามเนินเขาน้อยในบริเวณ มีการทำสวนประดับประดาด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ทั้งไม้ใบไม้ดอก สวยจนพูดไม่ถูกเลยละครับ
ความสวยเช่นว่านี้ในเวลากลางวันก็ว่าสวยมาก ครั้นพอถึงเวลากลางคืน ถึงแม้จะยังสวยมากเหมือนเดิมอยู่ก็ตามแต่ก็มีข้อต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะทางเดินต่างระดับนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ แถมยังมีต้นไม้ประดับอยู่ตรงโน้นตรงนี้ให้เกิดความสงสัยว่าเวลานี้เราเดินถึงไหนแน่ และเราควรจะเดินต่อไปทางไหน จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดีหนอ ฮา!
ลูกหลานก็ไม่มีใครมากับเราเสียด้วย ยามนี้ต้องพึ่งพุทธภาษิตว่า “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ” แปลความว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนลูกเดียว
ค่ำวันนั้นฝนตกปรอยๆ เพื่อนหลายคนกลัวเป็นหวัดจึงอยู่บ้านพักไม่ออกไปกินข้าวข้างนอกสถานที่ เหลือผมกับเพื่อนอีกสองคนที่ยังมีใจกล้าหาญออกไปกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้กับตัวอำเภอ
พวกที่ไม่ออกไปกินข้าวยังมีการฝากซื้อข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวให้เราถือมาฝากเสียอีก ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ซื้อติดไม้ติดมือมาฝากกันได้สบายมาก
พอกลับมาถึงบ้านพักก็เป็นเวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ผมกับเพื่อนอีกสองคนที่ไปกินข้าวข้างนอกมาด้วยกันถือห่อกระเพราอีกสี่ห่อไปด้วยหมายใจว่าจะนำไปส่งให้เพื่อนที่บ้านพักหลังที่เป็นเรือนนอนของเขา
ผมเดินนำเพื่อนร่วมมื้อเย็นอีกสองคนเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวไปมาตามทุมพุ่มไม้แล้วไปหยุดยืนอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งผมแน่ใจว่าเป็นบ้านที่เราจะเอาข้าวกะเพราไก่มาส่งให้เป็นแน่ เอ๊ะ! แต่ทำไมทุกอย่างเงียบนัก ดูผิดสังเกตจังเลย
เราจึงโทรศัพท์ไปถามเพื่อนว่าอยู่ตรงไหนกัน เพื่อนเจ้าของออร์เดอร์กะเพราไก่ไข่ดาวก็บอกว่าอยู่ในบ้านแล้ว ให้เปิดประตูเข้ามาได้เลย
ได้ยินนั้นแล้วผมก็ตรงไปเปิดประตูทีเดียว และเมื่อเปิดประตูแล้วก็พบกับนะจังงัง เพราะปรากฏว่า ห้องที่ผมเปิดประตูเข้าไปนั่นคือห้องนอนของตัวผมเอง ส่วนบ้านหรือห้องนอนของเพื่อนที่นั่งรอกินข้าวมื้อเย็นอยู่นั้นตั้งอยู่ออกไปอีกหลังหนึ่ง
ตอนมืดไปฝนตกพรำๆ อย่างนี้ใครจะไปรู้ล่ะว่าหลังไหนเป็นหลังไหน
เมื่อทุกคนรวมตัวกันได้แล้ว เพื่อนทุกคนยกเว้นผมที่เดินขึ้นเครื่องบินผิดสายการบินที่ดอนเมือง มีความสะใจมากที่ผมเดินเข้าบ้านผิดหลังในค่ำวันนี้
ตกลงทุกคนเสมอกันแล้ว ไม่มีใครชนะ ไม่มีใครแพ้หรือเก่งกว่าใคร
ทุกคนไม่มีสติแบบเท่าเทียมกัน
สังขารของพวกเราทุกคนซึ่งใช้งานมานานปีพอกัน ก็เป็นจุดอ่อนให้หัวร่อกันได้ทุกวัน เช่น คนหนึ่งพูด คนหนึ่งไม่ได้ยิน หรือให้สนุกกว่านั้น ก็คือคนหนึ่งพูด แล้วเพื่อนอีกสองหรือสามคนต่างคนต่างได้ยินไปคนละแบบ
ตั้งแต่วันแรกที่พวกเราไปถึงเชียงใหม่ กลับจากกินข้าวเย็นนอกบ้านมาแล้ว ผมเห็นเพื่อนของผมคนหนึ่งซึ่งเป็นพยาบาลค้นกล่องยาประจำบ้านที่บ้านพักของเรามีไว้ให้บริการ แหม! ผมนึกในใจว่ารอบคอบดีจริง สมกับเป็นพยาบาลวิชาชีพผู้มีประสบการณ์ เผื่อมีอะไรฉุกเฉินจะได้รู้ว่ามีอะไรใช้สอยได้บ้าง
รุ่งเช้า ความจริงจึงเปิดเผยว่าที่เธอค้นกล่องยานั้นเพราะเธออยากจะหายาแก้ปวด เนื่องจากก่อนออกไปกินข้าวมื้อเย็น ขณะกำลังรื้อของออกจากกระเป๋าเพื่อเอามาวางเรียงไว้สำหรับใช้สอยรายวัน เธอได้ทำเพาเวอร์แบงก์ตกใส่เท้าของตัวเอง ตอนนั้นยังไม่เจ็บเท่าไรหรอกครับ แต่ความเจ็บทวีขึ้นด้วยตามเข็มนาฬิกา จนกระทั่งกลางดึกคืนวันนั้นเธอปวดจนแทบจะนอนไม่หลับด้วยซ้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่เราจะเดินทางไปอำเภอเชียงดาว ตามโปรแกรมอันสวยหรูของเราจะมีการแวะกินข้าวกลางวันตรงโน้น แวะร้านกาแฟตรงนี้ ตกลงต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด โดยพาพยาบาลไปแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพื่อไปเอกซเรย์ดูเสียก่อนว่า กระดูกที่เท้าหักหรือแตกหรือบุบสลายอะไรหรือไม่
โชคดีมากครับที่ไม่มีอะไรแตกหักให้ถึงกับต้องเข้าเฝือก แต่ก็ต้องคอยระมัดระวังกันไปตลอดทริปว่าอย่าไปหกล้มหกลุกที่ไหนเป็นอันขาด
เรื่องอุบัติเหตุแบบนี้ก็ต้องมีสติกำกับตัวอยู่เสมอเหมือนกัน ขาดสติเมื่อไหร่ก็ได้ใส่เฝือกเมื่อนั้น
นิทานเรื่องคนอายุ 71 ปีเจ็ดคนไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกันรอบนี้ จึงทำให้ผมได้เห็นประเด็นว่า สติเป็นของสำคัญมากในชีวิต และอันที่จริงจะอายุเท่าไรก็ตาม สติก็เป็นเรื่องสำคัญอยู่เสมอเพราะเป็นเครื่องช่วยประคองชีวิตของเราให้อยู่รอดปลอดภัย ทำให้เราไม่พลั้งพลาดพูด คิด หรือทำอะไรที่ไม่สมควร
เอ! ทำไมวันนี้พูดจาเหมือนพระภิกษุอายุมากก็ไม่รู้
อาตมางงไปหมดแล้ว อิอิ
