บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
รัฐบาลนี้มีอำนาจแป๊บเดียวแต่เหมือนอยู่มาเป็นปี คนเบื่อรัฐบาลมีเยอะ และคนสิ้นหวังกับรัฐบาลก็เยอะขึ้นด้วย ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลจึงพบว่า ความพอใจทางการเมืองของประชาชนลดลงแทบทุกเรื่อง ต่อให้รัฐบาลจะปั่นยอดไลก์โดยกู้เงินมาแจก แล้วเอาภาษีประชาชนใช้หนี้แทนรัฐบาลก็ตาม
การไม่มีผลงานทำให้คนเบื่อรัฐบาลแน่ และความไม่พอใจพฤติกรรมรัฐมนตรีก็ทำให้คนเบื่อรัฐบาลมากขึ้นด้วย
เช่นเดียวกับความสงสัยในความไม่โปร่งใสของโครงการต่างๆ ซึ่งรัฐมนตรีชี้แจงให้ประชาชนเชื่อถือไม่ได้ ด่าประชาชนกลับ หรือไม่ก็ห้ามไม่ให้มีการตรวจสอบโครงการไปเลย
ตัวอย่างง่ายๆ แลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่ถูกวิจารณ์เยอะ คนวิจารณ์เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนก็มี คนวิจารณ์ “ข้อมูล” เรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนหรือ Logistics ก็มาก คนสงสัยว่ารัฐมนตรีกว้านซื้อที่ดินก็เยอะ แต่พรรครัฐบาลกลับรวมหัวโหวตไม่ให้สภาตั้งกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องนี้ทันที
โครงการ AI พาสปอร์ตเป็นอีกโครงการที่กองเชียร์มีแต่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และไอโอ ส่วนผู้เชี่ยวชาญ IT ทั้งประเทศวิจารณ์หมด แถมการวิจารณ์ยังรวมศูนย์ที่ข้อมูลด้านความโปร่งใส, TOR, Capacity ของระบบ, ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการไม่สร้าง Ecosystem
ซึ่งทั้งหมดรัฐบาลควรตอบด้วยข้อมูล
เทียบกับแลนด์บริดจ์ที่มีปัญหาความโปร่งใสและความคุ้มทุน โครงการ AI แตะตรงไหนก็มีปัญหาหมด โครงการที่ทำเพราะอยากเผาเงิน 1,600 ล้านนั้นเลอะอยู่แล้ว ยิ่งเอาเงินไปเหมาจ่ายค่าบริการให้คน 5 ล้านในของใช้ฟรีได้ก็ยิ่งเพี้ยน ไม่ต้องพูดถึง TOR ที่แทบประเคนเงินให้ผู้รับเหมาพวกรัฐบาล
ปัญหาของโครงการ AI คือรัฐมนตรียิ่งพูด คนยิ่งเชื่อว่ารัฐมนตรีไม่รู้เรื่อง AI คำตอบรัฐมนตรีตรงกับสำนวนฝรั่งว่า Buzzword bingo หรือการสร้างภาพว่าฉลาดโดยยัดคำฮิตใหม่ๆ แบบ AI, Ecosystem หรือ Innovation แต่ไม่มีความหมายเชิงปฏิบัติ หรือแย่กว่านั้นคือคำพูดทั้งหมดไม่มีความหมายอะไร
ประเด็นคือรัฐมนตรีดีอี คือคุณไชยชนก ชิดชอบ ซึ่งเป็นเลขาฯ พรรคภูมิใจไทย กระทรวงดีอี คือกระทรวงซึ่งสำคัญต่อการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศสู่อนาคต การมีรัฐมนตรีที่ไม่พร้อมจึงแสดงปัญหาของตัวรัฐมนตรี, ปัญหาของพรรคที่ส่งคุณไชยชนกเป็นรัฐมนตรี และปัญหาของกระทรวงดีอี เอง
กระทรวงดีอี เกิดขึ้นในปี 2559 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระยะยาว แต่สิบปีของกระทรวงนี้กลับเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่แทบทุกคนไม่รู้เรื่องดิจิทัล ไม่เคยทำเรื่องนี้ก่อนเป็นรัฐมนตรี และพอหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีไปก็ไม่เคยมีใครเชิญไปทำหรือพูดอะไรเรื่องนี้อีก
รัฐมนตรีดีอี ในรอบสิบปีมาจากระบอบประยุทธ์, ระบอบทักษิณ และระบอบสีน้ำเงิน ปัญหาคือทุกระบอบมองกระทรวงดีอี เป็นบ่อเงินบ่อทองเหมือนทำกับกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีทุกคนใน 10 ปีจึงผลาญงบไปกว่าแสนล้านเพื่อสร้างโครงการที่ไม่มีผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเลย
ใครไม่เชื่อก็ลองใช้ AI ฟรีดูหน้ารัฐมนตรีของระบอบประยุทธ์, ระบอบทักษิณ และระบอบสีน้ำเงินในรอบ 10 ปี เสร็จแล้วก็ลองใช้ Search Engine ฟรีผ่านแอพฟรีว่าคนเหล่านี้เก่งจากไหนกัน
“รัฐมนตรีลูกเทพ” เป็นคำอธิบายสภาพที่รัฐบาลตั้ง “รัฐมนตรีตามโควต้า” โดยยกกระทรวงต่างๆ ให้ “ลูกหลานบ้านใหญ่” ซึ่งไม่มีความพร้อม ผลคือ งบประมาณปีละกว่า 3 ล้านล้านถูกบริหารโดยคณะรัฐมนตรีที่เกินครึ่งไม่รู้เรื่อง ส่วนประเทศกลายเป็นที่ฝึกงานของรัฐบาลลูกท่านหลานเธอ
เพื่อความเป็นธรรมกับคนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริง “รัฐมนตรีตามโควต้า” เป็นพฤติกรรมที่รัฐบาลภูมิใจไทยทำเหมือนรัฐบาลเพื่อไทย, รัฐบาลพลังประชารัฐ และรัฐบาลคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเหล่านี้ผลัดกันแบ่งอำนาจและแบ่งกันบริหารเงิน 3 ล้านล้านโดยไม่สนว่าประชาชนจะเสียอะไร
พรรคภูมิใจไทยยกตำแหน่งรัฐมนตรีดีอี ให้คุณไชยชนกไม่ต่างจากเพื่อไทยยกให้คุณ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” หรือพลังประชารัฐยกให้คุณ “ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์”, คุณอิทธิพล คุณปลื้ม และคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หรือ คสช.ตั้ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง
ส่วนรัฐมนตรีโควต้าจาก 3 พรรคจะเหมาะกับตำแหน่งหรือไม่ เป็นเรื่องที่คนไทยแค่มองตากันก็รู้ใจ
“เนโปเบบี้” (Nepo Baby) เป็นคำที่คนรุ่นใหม่พูดถึงลูกหลานคนดังที่มีตำแหน่งการเมืองเพราะเส้นสายพ่อแม่หรือครอบครัว
ธรรมชาติของ “เนโปเบบี้” คิดว่าการเป็น “รัฐมนตรีตามโควต้า” คือสิทธิ์ที่ติดตัวโดยกำเนิด เพราะเป็นลูกคนนั้นหลานคนนี้จนบางคนต้องพูดในสภาว่าพ่อชื่ออะไร แม่ชื่ออะไร
“เนโปเบบี้” อยากเป็นรัฐมนตรีมั้ย? คำตอบคือคงอยากเหมือนเด็กเส้นอยากได้สิทธิพิเศษเหนือคนอื่น
แต่พรรคที่ดีปล่อยให้ “เนโปเบบี้” เป็นรัฐมนตรีตามใจชอบไม่ได้ เพราะพรรคต้องรับผิดชอบกับประเทศมากกว่าครอบครัวนักการเมือง ยกเว้นจะเป็นพรรคที่ตั้งเพื่อหาตำแหน่งให้ครอบครัว
สำหรับพรรคที่ทำพรรคเหมือนกงสีครอบครัว เส้นทางของ “เนโปเบบี้” คือการได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อในโควต้าพ่อโควต้าแม่เพื่อเป็นทางด่วนสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี
“เนโปเบบี้” จึงมักได้เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรก จากนั้นก็เติบโตเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงที่ใหญ่ขึ้นต่อไป และจบด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรี
หัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือผู้มีอำนาจต้องเข้าสู่อำนาจผ่านการเลือกตั้ง ไม่ใช่สืบทอดอำนาจเหมือนสมบัติประจำตระกูล “เนโปเบบี้” และ “รัฐมนตรีโควต้า” จึงเป็นการเมืองที่ “บ้านใหญ่” ใช้ช่องว่างของระบอบประชาธิปไตยเพื่อแบ่งอำนาจรัฐกันในไม่กี่ครอบครัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคใด
ตราบใดที่พรรคการเมืองแบ่งอำนาจให้ “รัฐมนตรีโควต้า” จน “เนโปเบบี้” เป็น “รัฐมนตรีลูกเทพ” ตราบนั้นรัฐบาลก็จะเต็มไปด้วยรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถจนไม่มีวันสร้างความเจริญให้ประเทศ รวมทั้งไม่มีวันทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เพราะจะทำลายรากฐานของพรรคแบบนี้เอง
ในอีกสิบปีคนไทยจะมีนายกฯ ชื่อ “ไชยชนก ชิดชอบ” เหมือน “แพทองธาร ชินวัตร” เคยเป็นนายกฯ ส่วน ครม.จะประกอบด้วยลูกคนนั้นหลานคนนี้เหมือนพ่อแม่ที่เป็นรัฐมนตรีตลอดกาล แต่ไม่มีผลงานตลอดชีวิต รวมทั้งมีส่วนในการแช่แข็งประเทศมาแล้วเกือบ 30 ปี
มีแต่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมที่สุดที่จะพาประเทศออกจากวงจรนี้
เพราะรัฐธรรมนูญที่ร่างโดย ส.ส.และ ส.ว.แบบตอนนี้มีแต่จะรักษาอำนาจให้คนเหล่านี้ต่อไปจนคนไทยแทบไม่ได้อะไรเลยจากทุกรัฐบาล
