คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ยิ่งมีชีวิตอยู่ในโลกนี้มานานวันเพิ่มขึ้น ผมก็ได้พบกับสิ่งที่ตัวเองไม่คุ้นเคยและเป็นของแปลกใหม่อยู่เสมอ
ขนาดเรานั่งอยู่เฉยๆ ความแปลกใหม่เหล่านั้นก็คืบคลานมาถึงตัวเข้าจนได้
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ หรือที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งคำเต็มว่า Artificial intelligence หรือเรียกโดยย่อว่า AI
แรกทีเดียวผมก็ไม่รู้จักหรอกครับ แต่ต่อมาเมื่อใครต่อใครก็พูดถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ ดูเหมือนผมจะเคยเล่ามาแล้วในพื้นที่แห่งนี้ว่า วันหนึ่งผมก็อดทนไม่ได้ที่จะนั่งเป็นเบื้ออยู่ต่อไปโดยไม่รู้ความ จึงต้องไปขวนขวายหาความรู้ในเรื่องนี้กับเขาบ้าง
โดยผมได้ไปลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรที่เขาจัดฝึกอบรมเรื่องนี้โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีคุณหนุ่มเมืองจันท์เป็นธุระจัดการ
เมื่อไปอบรมมาแล้วก็พอได้ความรู้เข้าใจและสามารถนำความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์ได้ตามสมควรแก่วัยของตัวเอง
อย่างไรก็ดี ควรออกตัวเสียหน่อยหนึ่งว่า ด้วยวัยของผมที่ทำให้ความทรงจำทั้งหลายมีข้อจำกัด ความรู้ที่เรียนมาจากหลักสูตรข้างต้นซึ่งมีมากมายหลายประการ และถ้าสามารถนำมาใช้ได้จริงก็อาจจะทำอะไรได้อีกมากเป็นเรื่องเกินความสามารถของผม
ทุกวันนี้ผมจึงสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยในการทำงานได้บ้างตามสติปัญญาเท่าที่มีอยู่
หลายท่านอาจทราบอยู่แล้วว่า ขณะนี้ผมกำลังทยอยเขียนหนังสือเล่มใหญ่หนึ่งเล่มซึ่งตั้งใจจะพิมพ์ขึ้นในปีหน้าเมื่อตัวเองมีอายุครบรอบเจ็ด 72 ปี ในเดือนมิถุนายน
หนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือที่ว่าด้วยประวัติของตัวผมเองและเรื่องราวที่ผมได้พบผ่านมาตลอดชีวิต ทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ตั้งแต่เหตุการณ์บ้านเมืองไปจนถึงร้านข้าวแกงร้านก๋วยเตี๋ยวที่เคยกินในช่วงวัยต่างๆ
วิธีการบังคับให้ตัวเองสามารถเขียนหนังสือที่เล่าเรื่องประวัติของตัวเองแบบเรียงปีตั้งแต่ปีเกิดคือปี 2498 ตามลำดับไปจนถึงปีฉลองอายุครบหกรอบคือปี 2570 ให้เป็นผลสำเร็จ ไม่หยุดหายไประหว่างทาง ผมใช้วิธีบังคับให้ตัวเองเขียนหนังสือตามลำดับเวลาข้างต้นแล้วโพสต์ลงใน Facebook เป็นประจำทุกวันเสาร์ เพื่อความคิดจะได้ไม่กระโดดสลับไปมามากนัก และยังได้ประโยชน์ที่ท่านผู้อ่านจะได้กรุณาช่วยกันทักท้วงหรือเพิ่มเติมในข้อที่ผิดพลาดบกพร่องไปด้วย
แล้ว AI เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรเล่า
เกี่ยวตรงที่ว่า ความทรงจำบางอย่างของผมพอมีเค้าโครงอยู่บ้างแล้วแต่ถ้าจะให้ลงลึกไปจนถึงรายละเอียดบางอย่าง ความทรงจำเท่าที่มีอยู่ในสมองก็ช่วยไม่ได้ครับ
แต่ไหนๆ จะเขียนหนังสือกันทั้งทีและจะเป็นหนังสือที่อยู่ยั่งยืนไปอีกยาวนาน จำเป็นอยู่เหมือนกันที่ผมจะต้องลงรายละเอียดต่างๆ ให้ครบถ้วนตามควรแก่กรณี
การทบทวนเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 หรือ 30 ปีมาแล้วผมจำเป็นต้องใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์นี้เป็นเครื่องช่วย
โดยใช้วิธีตั้งคำถามที่เป็นโครงเรื่องเท่าที่ผมจำได้อยู่ในสมอง แล้วสั่งให้ระบบ AI ช่วยสืบค้นข้อมูลต่อไปเพื่อนำมารายงาน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผมจะเล่าถึงเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อปี 2547 ซึ่งใครต่อใครเข้าทำหน้าที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการบรรเทาทุกข์และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ผมซึ่งไปจากกระทรวงยุติธรรมก็เป็นหนึ่งในทีมทำงานรอบนั้นด้วย แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ผมไม่มั่นใจครับว่าสถานที่ที่เกิดเหตุสึนามิ และพื้นที่ที่ผู้คนทั้งหลายเข้าทำงานช่วยเหลือกันคราวนั้นชื่ออะไรบ้าง อยู่ในเขตตำบลอะไร อำเภออะไร
แบบนี้ก็ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยสืบค้นล่ะครับว่า ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุสึนามิคราวนั้นมีอะไรน่าสนใจบ้าง
พอโยนคำถามอย่างนี้ไปแล้ว AI ตอบมาว่าอะไรก็อย่าเพิ่งเชื่อ 100% ผมจะนำข้อมูลนั้นมาสอบถามกับความทรงจำของตัวเองและระบบสืบค้นอื่นๆ จนกระทั่งแน่ใจว่า ข้อมูลถูกต้องแม่นยำแล้วจึงนำไปใช้ในงานเขียนของตัวเองต่อไป
บางคราวพอปัญญาประดิษฐ์บอกอะไรมาสักอย่างแล้วผมนึกเถียงอยู่ในใจว่า เอ๊ะ! เรื่องเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ผมก็จะสอบถามเจ้า AI นี้ยืนยันไปอีกครั้งหนึ่ง โดยบอกข้อสงสัยหรือข้อเถียงของผมไปด้วย
ทีนี้ละ เจ้า AI ก็จะขอโทษขอโพยและชื่นชมสรรเสริญว่าความจำของผมแม่นจริงๆ ข้อมูลเป็นอย่างที่ผมว่านั่นแล
นี่อาจจะสรุปได้หนึ่งบรรทัดว่า ผู้สูงอายุหรือคนรุ่นเก่าแบบผมมีความจำเป็นต้องพัฒนาทักษะใหม่ๆ หรือความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัยอยู่เสมอ เพื่อนำมาใช้หรือเป็นประโยชน์ในการดำรงชีพในปัจจุบัน
แต่อย่าหลงดูถูกตัวเองว่าเราไร้คุณค่าเสียแล้วและไปผูกคอตายนะครับ
ถ้านำสองอย่างนี้มาประกอบกันคือคุณค่าในตัวเราที่ยังมีเหลืออยู่ตั้งมากมาย บวกรวมเข้ากับความรู้เรื่องใหม่ เราก็จะสามารถทำอะไรได้อีกมาก ไม่ตกยุคตกสมัย
ชะดีชะร้ายอาจจะเป็นองค์ประกอบที่ดีกว่าคนรุ่นหลังที่ขาดประสบการณ์ก็เป็นได้
พูดเป็นภาษาฝรั่งให้น่าหมั่นไส้เสียหน่อยว่า เราจำเป็นต้อง Upskill และ Reskill ตัวเองอยู่เสมอ
ยิ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ยินท่านรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ ให้ข่าวว่ากำลังจะมีโครงการออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ หรือที่เรียกกันว่า Early retirement เพื่อทำให้ระบบราชการลดความอุ้ยอ้ายลง
แต่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญข้อหนึ่งคือ แต่เดิมนั้นกว่าจะอนุญาตให้คนออกจากราชการแบบนี้ได้ก็ต้องมีอายุตั้ง 50 กว่าปีขึ้นไปแล้ว แต่รอบนี้กำลังจะคิดลดอายุของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการให้ถอยลงไปกว่านั้นอีกมาก เช่น อาจจะไปอยู่ที่ 40 ปีหรือ 45 ปี เสียด้วยซ้ำ
เหตุผลสำคัญที่จะลดอายุลงไปแบบนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ที่ออกจากราชการก่อนเกษียณอายุแบบปกติ ยังอยู่ในวัยที่มีไฟอยู่ในหัวใจและมีเรี่ยวแรงที่จะไปเริ่มต้นทำงานใหม่ได้อีกรอบหนึ่ง
ลองนึกดูนะครับว่าเวลานี้อายุเฉลี่ยของคนไทยถ้าไม่มีโรคภัยสำคัญมาตัดรอน อาจจะอยู่ยั้งยืนยงไปได้จนถึงอายุ 80 ปี ถ้าออกจากระบบราชการเสียตอนนี้ สมมุติว่าอายุ 45 ปี แล้วกะว่าไปเลิกทำงานจริงจังเพื่อพักผ่อนตอนอายุ 70 ปี ซึ่งถ้าดูแลสุขภาพให้ดีร่างกายก็ยังไหวอยู่ (แบบผมเป็นต้น อิอิ) เท่ากับว่าเรายังมีเวลาสำหรับการทำงานอาชีพที่สองหรือรอบใหม่นี้อีก 25 ปีทีเดียว
เพราะฉะนั้นควบคู่กันกับเรื่องของการให้มีระบบเออร์ลี่รีไทร์ ผมคิดว่าเราจำเป็นจะต้องคิดถึงระบบอัพสกิล รีสกิล เคียงคู่กันไป
และถ้าจะพูดให้ไปไกลเกินกว่านั้นอีกสักนิด แม้คนที่ทำงานอยู่ในระบบราชการไปจนจนถึงวัยเกษียณอายุที่ 60 ปีก็ตาม แต่ปีที่ผ่านมาก็จำเป็นที่จะต้องอัพสกิล รีสกิล อยู่เป็นประจำด้วย
เพราะความรู้และเรื่องใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม คนเราก็จำเป็นต้องก้าวเดินให้ทันความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่เสมอ
ดังนั้น สถาบันการศึกษาหรือแม้กระทั่งบริษัทเอกชนที่คิดจะทำมาหากินในเรื่องนี้จึงมีช่องทางอีกมากที่จะหาความรู้มาเสนอให้ผู้สนใจได้อัพสกิล รีสกิล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหลักสูตรยืดยาวที่ต้องเรียนถึงสี่ปีแล้วรับปริญญา ผมมีความเห็นว่า กระดาษที่เป็นใบรับรองวุฒิสำคัญสู้ความรู้ที่เราได้เติมเข้าไปในสมองเราไม่ได้หรอกครับ
ยกตัวอย่างที่ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่มหาวิทยาลัยศรีปทุมร่วมกับคุณหนุ่มเมืองจันท์จัดหลักสูตรเรื่อง AI ผู้ที่สนใจได้เล่าเรียนก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว
ถ้าเราช่วยกันทำแบบนี้ได้ ผู้จัดหลักสูตรหรือจัดกิจกรรมจะได้อานิสงส์หลายอย่าง เพราะได้ทั้งเงินด้วย และได้ทั้งบุญกุศลที่ทำให้เกิดความรู้ขึ้นกับผู้ที่มาเรียนในหลักสูตรไปพร้อมกัน
หรือบางสถาบันบางบริษัทอาจจัดเป็นหลักสูตรออนไลน์ในบางเรื่องให้คนเรียนฟรีก็ยังได้ แบบนี้ยิ่งได้กุศลแรงนัก
แรกๆ อาจจะให้เรียนฟรี พอติดใจแล้วอีกหน่อยเขาก็มาลงทะเบียนเรียนบางหลักสูตรแบบเสียสตางค์เองนั่นแหละ นึกเสียว่ากุ้งฝอยตกปลากะพงเสียก่อนจะเป็นไรไป
ใครจะนำเอาไอเดียนี้ไปขยายผล ผมไม่คิดค่าลิขสิทธิ์นะครับ ขอให้ทำจริงเถิด จะได้ร่วมกันอนุโมทนาครับ
