ห้วงเวลาที่ ‘มืดมิด’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
เพิ่งมีโอกาสได้ดู “9 วัดสู่สวรรค์” ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ซึ่งไปเปิดตัวที่เทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา
หนังเล่าเรื่องราวของสมาชิกครอบครัว 3 รุ่น จำนวน 9 คน ซึ่งออกเดินทางไปทำบุญ 9 วัดรวดเดียวภายในหนึ่งวัน เพราะลูกชายคนโตมีความเชื่อว่า “แม่” ของตน (หรือ “คุณย่า” ของหลานๆ) กำลังจะหมดสิ้นอายุขัย
แม้ภาพลักษณ์ภายนอก-เรื่องย่อพื้นผิวของหนังจะดูเรียบง่าย สามัญ เหมือนไม่ค่อยมีอะไร แต่ลึกๆ แล้ว หนังไทยเรื่องนี้กลับมีองค์ประกอบน่าสนใจซุกซ่อนอยู่เยอะพอสมควร

ประเด็นแรกที่น่าคิด คือ แม้ “9 วัดสู่สวรรค์” จะเป็น “หนังครอบครัว” ทว่า หนังกลับเจาะลึกไปที่ชีวิตและปัญหาส่วนตัวของสมาชิกครอบครัวแต่ละคนน้อยมากๆ (หนังแค่เผยความนัยเกี่ยวกับแง่มุม-ปัญหาเหล่านั้นเพียงนิดๆ หน่อยๆ)
ตรงกันข้าม หนังกลับเลือกมุ่งเน้นความสนใจไปที่วิถีการเดินทางออกสู่โลกภายนอกของสมาชิกครอบครัวทั้ง 9 ชีวิต หรือสถานการณ์ที่พวกเขาและเธอต้องออกไปมีปฏิสัมพันธ์กับวัด พระสงฆ์ และมนุษย์คนอื่นๆ ในสังคม
คนดูหนังอย่างเราๆ จึงได้เป็นประจักษ์พยานผู้มองเห็นชีวิตทางสังคม หน้าที่ทางสังคม และความสัมพันธ์ทางสังคมของเหล่าตัวละคร มากกว่าจะได้เพิ่งพินิจไปยังชีวิตภายในพื้นที่ครัวเรือนของบุคคลกลุ่มนี้
อีกประเด็นที่ชวนสะดุดใจ ก็คือ “9 วัดสู่สวรรค์” เป็นหนังที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง “เสียง” มากๆ
ทั้ง “เสียงแวดล้อม” ซึ่งไม่ใช่เสียงสนทนาของบรรดาตัวละครหลัก หรือเสียงจากเหตุการณ์ตรงจุดโฟกัสของกล้องถ่ายภาพยนตร์ หากเป็นเสียงของคนกลุ่มอื่นๆ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ วัตถุอื่นๆ หรือสถานการณ์อื่นๆ ที่รายล้อมตัวละครหลัก-เหตุการณ์หลักในหนัง
สอดคล้องกับที่หนังให้ความสนใจกับ “บริบท-ความสัมพันธ์ทางสังคม” ที่ล้อมรอบสมาชิกครอบครัวนี้อยู่นั่นเอง
ยิ่งกว่านั้น หนังยังพูดถึง “เสียง” ในฐานะเครื่องมือที่ใช้บันทึกและรำลึกถึง “ความทรงจำ” ที่เรามีต่อบุคคลผู้ล่วงลับหรืออดีตอันผ่านพ้นไปแล้ว
เพราะ “ความทรงจำเกี่ยวกับอดีต” มิได้ปรากฏผ่านภาพหรือลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่ใน “เสียง” ด้วย
เข้าใจว่าสมพจน์ที่เคยทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับฯ ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาอย่างยาวนาน น่าจะพัฒนาประเด็นนี้ต่อจากแนวคิดว่าด้วยสายสัมพันธ์ระหว่าง “เสียง” กับ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งอภิชาติพงศ์เคยริเริ่มนำเสนอเอาไว้ในหนังเรื่อง “Memoria”

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ “9 วัดสู่สวรรค์” ทิ้งปริศนาเอาไว้ให้คนดูขบคิดตีความต่อได้อย่างทรงพลังที่สุด เห็นจะเป็นซีน “ท้องฟ้ามืดมิดในเวลากลางวัน” ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังมากกว่าหนึ่งหน
แรกๆ หนังคล้ายชี้ชวนให้ผู้ชมหลงคิดไปว่า “ความมืด” ที่บังเกิดขึ้นน่าจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ท้ายสุด คนดูจะค่อยๆ ตระหนักได้ว่า มีตัวละครเพียงรายเดียวเท่านั้นที่มองเห็นหรือรู้สึกถึง “สภาวะมืดมิด” ดังกล่าว ขณะที่ตัวละครรายอื่นๆ กำลังใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลากลางวันที่ท้องฟ้ายังคงสว่างตามปกติ
ดังนั้น จึงอาจตีความได้ว่า “ความมืดมิด” ที่เป็นประสบการณ์เฉพาะตนของปัจเจกบุคคลคนหนึ่ง นั้นหมายถึงการก้าวเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัย-บั้นปลายชีวิตของตัวละครบางราย หรืออย่างน้อยก็เป็นการบ่งบอกว่า เวลาของมนุษย์แต่ละคนเดินทาง “ช้า-เร็ว” แตกต่างกัน
ในชั่วขณะที่คนหนุ่มสาวหรือประชากรวัยทำงานยังรู้สึกว่าชีวิตของตนเองเพิ่งเดินทางเข้าสู่ช่วงเที่ยงหรือบ่าย คนชราจำนวนไม่น้อยอาจประจักษ์ว่านาฬิกาชีวิตของตนได้เดินทางเข้าสู่ช่วงกลางคืนเรียบร้อยแล้ว มิหนำซ้ำ วันเวลาของบางคนก็ใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที


น่าคิดและตั้งคำถามต่อจาก “9 วัดสู่สวรรค์” เหมือนกันว่า ณ ปัจจุบันนี้ คนไทยจำนวนมากประเมินว่าพวกตนและประเทศชาติกำลังเดินทางอยู่ในช่วงเวลาใด?
หากพวกเขาและเธอยังมองเห็นแสงสว่างอยู่ นั่นคือช่วงเช้า กลางวัน บ่าย หรือใกล้เย็น?
ถ้าพวกเขาและเธอเห็นแสงสีส้มทองปรากฏขึ้นตรงเส้นขอบฟ้า นั่นคือแสงแรกยามรุ่งอรุณ หรือแสงสุดท้ายยามสนธยากันแน่?
ถ้าพวกเขาและเธอกำลังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมืดมิด นั่นคือช่วงหัวค่ำ กลางดึก หรือเป็นนาที-ชั่วโมงท้ายๆ ของชีวิต?
กระนั้นก็ตาม คงมีผู้คนอีกไม่น้อยที่พยายามจะโกหกตัวเองและคนอื่นๆ ว่า พวกเขาและเธอยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในช่วงเวลากลางวันอันสว่างไสว ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่า พวกตนได้เดินทางเข้าสู่โมงยามแห่งความมืดดำมาพักใหญ่
ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัว ผมก็คงต้องบอกว่า ประเทศนี้ตกอยู่ในห้วงแห่งความมืดจนแทบมองไม่เห็นแสงสว่างใดๆ มานานมาก
อย่างน้อยๆ ก็สองทศวรรษ
