bg-single

50 ปี 6 ตุลา | มุมมองโดมิโน : สุรชาติ บำรุงสุข

21.09.2026

(50 ปี 6 ตุลา ตอน 6)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การแตกของไซง่อนในเดือนเมษายน 2518 เป็นเส้นเวลาที่สำคัญอย่างมาก เพราะเป็นสัญญาณถึงการพิสูจน์ความถูกต้องของ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่มีสมมุติฐานว่า การเป็นคอมมิวนิสต์ของประเทศหนึ่งประเทศใดในอินโดจีน จะทำให้ประเทศอินโดจีนที่เหลือกลายเป็นคอมมิวนิสต์

อีกทั้ง สมมุติฐานยังแถลงต่อว่า หลังจากอินโดจีนเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศที่จะเป็นในลำดับถัดมาคือ ไทย ซึ่งคำอธิบายก็คือ เมื่อเกิดอาการล้มตามกันจากอินโดจีนแล้ว ไทยจะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” ที่จะล้มเป็นคอมมิวนิสต์ตามไปด้วย

แน่นอนว่า โดยคำอธิบายของ “ทฤษฎีโดมิโน” ดูจะง่ายเกินไป จนเสมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเมื่อประเทศหนึ่งในอินโดจีน โดยเฉพาะเวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะพาให้ประเทศอื่นตกเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร เพราะเงื่อนไขทั้งภายนอกและภายในของแต่ละประเทศในภูมิภาคมีความแตกต่างกัน จนไม่น่าจะเกิดสภาวะของการเป็นโดมิโนที่จะล้มตามกัน

ดังนั้น เมื่อเกิดอาการโดมิโน 2 ตัวคือ กัมพูชา และเวียดนามล้มในเดือนเมษายน 2518 แล้วต่อมาในเดือนธันวาคม ของปีเดียวกัน ลาวก็ล้มลงตามไป สภาวะเช่นนี้ จึงส่งผลให้ชนชั้นนำ และกลุ่มผู้มีอำนาจต่างๆ ในสังคมไทย เชื่อไปกับคำอธิบายของทฤษฎีนี้อย่างไม่ต้องตั้งข้อสงสัยใดๆ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ กลุ่มการเมืองต่างๆ ในสังคมไทย จะเกิดความกลัวว่า ไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเพื่อนบ้านฝ่ายขวากลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปกันหมดแล้ว

แม้แต่เดิมสำหรับผู้นำไทยในยุคต้นของสงครามเย็นอาจจะรับรู้ถึงคำอธิบายดังกล่าว แต่โอกาสที่จะเห็นความเป็นรูปธรรมนั้น ยังเป็นช่วงเวลาที่ห่างไกลมาก และสถานการณ์ในภูมิภาคก็ยังไม่เดินไปถึงจุดที่พรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคจะมีความเข้มแข็ง จนสามารถเอาชนะรัฐบาลฝ่ายขวาในประเทศอินโดจีนได้จริง อันทำให้คำอธิบายของทฤษฎีนี้ ยังไม่เห็นความเป็นไปได้

นอกจากนี้ ภาวะในยุคต้นของสงครามเย็นไม่ได้ทำให้ชนชั้นนำ และกลุ่มอำนาจของไทยเกิดความกลัวมาก เพราะโอกาสที่จะเกิดโดมิโนในอินโดจีนนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้ อีกทั้งในเวลาต่อมา สหรัฐตัดสินใจที่เข้าแทรกแซงการเมืองในเวียดนามใต้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เวียดนามตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ โดยสหรัฐได้ส่งกำลังทหารเข้าสู่สนามรบในเวียดนามใต้อย่างเต็มพิกัด

สถานะของสงครามเวียดนามนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในสงครามที่สำคัญของคริสตวรรษที่ 20 และเป็นภาพแทนหลักของสภาวะของการสงครามในยุคสงครามเย็น

สำหรับผู้นำไทยแล้ว ผลของการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ “โดมิโนเวียดนาม” ต้องล้ม ทำให้ไทยตัดสินใจส่งเข้าร่วมรบกับสหรัฐในสงครามเวียดนาม และทั้งยอมให้สหรัฐเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพในการทำสงครามเวียดนาม

ฐานทัพสหรัฐในไทยจึงถูกมองว่า เป็น “กรมธรรม์ความมั่นคง” ที่จะค้ำประกันว่า ไทยจะไม่เป็นคอมมิวนิสต์ และถ้าฝ่ายคอมมิวนิสต์เปิดการรุกใหญ่ทางทหารต่อไทย กำลังรบของสหรัฐจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันประเทศไทย

ฉะนั้น มุมมองของรัฐบาลทหารต่อทฤษฎีโดมิโนในยุคสงครามเวียดนาม จึงมีความชัดเจนคือ ช่วยสหรัฐรบเพื่อไม่ให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ชนะในสงครามเวียดนาม และเปิดโอกาสให้สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย

อย่างไรก็ตาม มุมมองเช่นนี้ ไม่ได้จบไปกับสงคราม เพราะเมื่อสงครามเวียดนามยุติด้วยการเจรจาที่ปารีสในเดือนมกราคม 2516 ซึ่งเท่ากับเป็นการยุติบทบาททางทหารของสหรัฐในเวียดนาม สหรัฐได้เคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศมาไว้ในไทย ฐานทัพอเมริกันจึงเป็นเครื่องมือของการ “ป้องปราม” สงครามคอมมิวนิสต์ในไทย

แต่เมื่อเวียดนามใต้แตกในเดือนเมษายน 2518 จึงเท่ากับสงครามเวียดนามทั้งหมดปิดฉากลงจริงๆ แล้ว อันเป็น สัญญาณว่า ได้เวลาที่โดมิโนจะเริ่มต้นแล้ว

มุมมองต่อโดมิโนของชนชั้นนำ และกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมไทย จึงมีทิศทางในลักษณะที่ “สวิงขวา” หรือสนับสนุนมาตรการที่ “แข็งกร้าว” มากขึ้น เพราะไทยตกอยู่ในสภาพของการเป็น “ประเทศหน้าด่าน” ของการอยู่ติดกับรัฐสังคมนิยมอินโดจีน การดำเนินงานที่จะทำให้ไทยต้องไม่เป็นโดมิโน จึงเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวหลักที่เป็นเอกภาพของฝ่ายขวาทุกกลุ่มขณะนั้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรกลุ่มฝ่ายขวาในทุกภาคส่วน ทุกองค์กรมีมุมมองไม่แตกต่างกันคือ ไทยจะต้องไม่เป็นโดมิโนตัวที่ 4 หลังจากการล่มสลายของรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน และจะดำเนินในทุกมาตรการ รวมทั้งมาตรการแบบ “แข็งกร้าว” ที่พร้อมจะจัดการกับขบวนนิสิตนักศึกษา ที่ถูกมองว่าจะเป็นปัจจัยในการนำประเทศไปสู่การเป็นโดมิโน และมาตรการนั้น ก็ถูกนำมาใช้ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

แต่ในอีกทาง ฝ่ายขวาอีกส่วนโดยเฉพาะกลุ่มทหารและรวมถึงพลเรือน ที่อาจต้องเรียกว่า “สายปฏิรูป” ในการเมืองไทย กลับมองปัญหาโดมิโน ด้วยข้อสรุปที่ต่างจากกลุ่มขวาจัด และไม่เชื่อในนโยบายแบบ “ขวาสุดโต่ง” ในการเอาชนะคอมมิวนิสต์

พวกเขาต้องการพาประเทศออกจากเงื่อนไขของสงครามกลางเมือง ที่จะเป็นปัจจัยนำไปสู่โดมิโน ดังนั้น การ “ปลดชนวนสงคราม” ของสายปฏิรูปที่ชัดเจนคือการยึดอำนาจในเดือนตุลาคม 2520 และผลจากการกุมอำนาจได้ทั้งหมด จึงเป็นปัจจัยสำคัญทำให้การประกาศนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ ในแบบ “สุดซอย” เพื่อหวังให้ปัญหายุติลงทั้งหมด

ข้อสรุปที่น่าสนใจในเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การตีความทฤษฎีโดมิโนของกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการทำนโยบาย และอำนาจเช่นนี้จะสามารถผลักดันให้นโยบายนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร ซึ่งในท้ายที่สุด ผู้ที่ชนะในการกุมอำนาจเชิงนโยบายคือ กลุ่มทหารสายปฏิรูปที่ก้าวเข้ามาปลดชนวนสงครามได้อย่างถูกเวลา และก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ความเป็น “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในยุคพลเอกเกรียงศักดิ์ และพลเอกเปรม

ถ้าเช่นนั้น เราสรุปได้ไหมว่า ผลพวงสำคัญประการหนึ่งของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือ ทำให้เราได้ “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” อย่างนึกไม่ถึงในเวลาต่อมานั่นเอง !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลา | มุมมองโดมิโน : สุรชาติ บำรุงสุข
ระแวงสงสัย ฉันหรือเธอที่ใช้ AI
Songs in the Key of Life : กรรมเก่า
ฝันร้ายของวอชิงตัน ในตะวันออกกลาง จากปฏิบัติการอีปิกฟิวรี
9/11 รำลึก 25 ปี ความทรงจำของคนไทย
3 มุมมองสะท้อน ‘ปัญหาปากท้อง’ ‘คนข้างล่าง’ หนัก ‘คนตรงกลาง’ แย่
เจ้าคุณพิพิธ สะเทือนใจอย่างแรง 20 ปีวงการผ้าเหลืองโทรมหนัก ‘พล็อตเดิม เปลี่ยนแค่ตัวละคร’
ภาคต่อ โผทหาร กห.ระอุ ‘บิ๊กหนุ่ย’ ทิ้งทวน จับตา ‘อมฤต-ชวินท์’ ชิงชัย ซีรีส์ 3 จ่อ ทบ. ทร.คลื่นแรง-คลิปฟริเกต ‘กรวิทย์-ธาดาวุธ’ ช้ำ
E-DUANG | ก้าวจาก วิกฤต “โกงสว.” 21 ล้านเสียง ประชามติ
กระทุ้งรับมือภัยพิบัติธรรมชาติ ทำลาย ‘ห่วงโซ่อาหาร-ครัวโลก’
อาคาเนะ พลิกตำนานวงการราคุโกะ (2)
พล.ต.ต.หญิง ศิริกุล ศรีสง่า เข้ารับพระราชทานรางวัลบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ประจำปี 2569