bg-single

เงินไม่กี่พันที่ตัดอนาคตเด็ก

24.09.2026

โดย ณิชา พิทยาพงศกร

ช่วงนี้ผู้เขียนกำลังทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ของเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาในประเทศไทย จึงได้มีโอกาสสัมภาษณ์เยาวชนที่เคยออกจากระบบการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองและครูในหลายจังหวัด

แม้ว่าการเก็บข้อมูลจะผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แต่มีหลายเรื่องราวที่ได้ฟังมายังสะท้อนกระเด้งกระดอนอยู่ในใจ

เรื่องแรก คือเรื่องของแม่คนหนึ่งที่ตกงานขาดรายได้ ต้องเอาลูกสองคนออกจากโรงเรียน คนเล็กยังเรียนชั้น ป.4 ส่วนคนโตเรียนจบชั้น ป.6

แต่โรงเรียนปฏิเสธ ไม่ให้ใบรับรองผลการเรียนกับลูกคนโต เพราะครอบครัวนี้ยังติดค้างค่าเทอมอยู่ราว 5-6 พันบาท

แม้ว่าแม่จะพยายามต่อรองขอทยอยจ่าย แต่โรงเรียนก็ไม่ยอม จนสุดท้ายเด็กๆ ทั้งสองคนไม่สามารถไปเรียนต่อที่อื่นได้ ต้องอยู่บ้านเฉยๆ เกือบ 2 ปี

ผู้เขียนยังจดจำน้ำตาของคุณแม่ท่านนี้ที่หลั่งลงมา ตอนเธอเล่าถึงความพยายามวิ่งหาเงินจากทุกทิศทุกทางเพื่อความฝันที่ใหญ่ที่สุดของเธอ นั่นคือให้ลูกได้เรียนจบสูงที่สุดเท่าที่เขาอยากเรียน

โชคดีที่ภายหลังมีมูลนิธิในพื้นที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ครอบครัวนี้ เด็กๆ จึงได้เรียนต่อในระบบ สกร.

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวนี้แค่ครอบครัวเดียว แต่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากเป็นแค่ในโรงเรียนเอกชนก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่ก็เกิดในโรงเรียนของรัฐบาลด้วย

แม้ว่าในรัฐธรรมนูญจะระบุว่ารัฐต้องจัดให้มีการศึกษาที่มีคุณภาพและฟรีสำหรับเด็กทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว แทบทุกโรงเรียนรัฐยังเก็บค่าบำรุงการศึกษาเพิ่มเติมไม่มากก็น้อย

ยิ่งโรงเรียนที่เปิดห้องเรียนพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะห้องเรียน gifted หรือห้องเรียนภาษาต่างประเทศ ที่ถือว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่นอกเหนือการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็มีระเบียบที่อนุญาตให้โรงเรียนเรียกเก็บค่าบำรุงเพิ่มเติมได้สูงถึงหลักหลายหมื่นบาท

เรื่องที่สอง มาจากครูในโรงเรียนเฉพาะเด็กพิการแห่งหนึ่ง

โรงเรียนแห่งนี้รองรับเด็กที่มีความพิการทางกายและความลำบากทางการเคลื่อนไหว ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาสูง เนื่องจากสภาพแวดล้อมของโรงเรียนทั่วไปไม่ได้พร้อมรองรับคนพิการ

และการเดินทางไปโรงเรียนก็เป็นเรื่องยากลำบากเนื่องจากระบบขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดแทบไม่มี หากมี ก็ไม่เอื้อกับคนพิการอยู่ดี

เด็กพิการที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเฉพาะความพิการแห่งนี้ได้จึงถือว่าโชคดีมาก เพราะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะใช้ชีวิต ฝึกหัดการช่วยเหลือตนเอง และเรียนต่อจนจบชั้น ม.6 โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย

(หากจะมีเพิ่มเติมบ้าง ก็เป็นพวกอุปกรณ์ทางการแพทย์ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และค่าผู้ช่วยผู้ดูแลเด็กที่อาจต้องจ่ายเพิ่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความพิการของเด็กแต่ละคน และโรงเรียนก็ยังเปิดรับบริจาคอยู่เนื่องจากงบประมาณที่ได้จริงไม่เพียงพอ)

ดังนั้น เมื่อได้เข้ามาเรียนแล้ว มักจะไม่มีใครออกไปกลางคัน เว้นแต่ด้วยเหตุสุดวิสัยทางสุขภาพ

แต่ปีนี้ครูเล่าว่ามีถึง 4 ครอบครัวที่มาขอทำเรื่องเอาบุตรหลานออกจากโรงเรียน เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งปรับเกณฑ์การได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้คนที่อยู่ในสถานะนักเรียนไม่ได้รับบัตรคนจน

นักเรียนกลุ่มนี้ใกล้จะเรียนจบแล้วแท้ๆ ก็ต้องออกจากระบบการศึกษาโดยไม่ได้วุฒิ

เหมือนครอบครัวเหล่านี้ถูกบีบให้เลือก ว่าจะเอาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ที่คิดออกมาก็เป็นเงินเพียงแค่ปีละ 3,600 บาท) หรือจะเอาวุฒิการศึกษา

เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ออกจากการเรียน ปวช.ปีที่ 3 ในเทอมแรก เธอสอบไม่ผ่านการฝึกงาน ต้องฝึกงานซ้ำและจ่ายซ่อม 4 หน่วยกิต หน่วยกิตละ 500 บาท คิดเป็นเงิน 2,000 บาท

ถึงแม้ว่าจะได้เงินกู้ยืมจาก กยศ. แต่ก็แค่พอใช้ชีวิตในแต่ละเดือน ไม่มีเงินเก็บมากพอจ่ายค่าหน่วยกิตที่ต้องแก้ ก็เลยตัดสินใจออกจากวิทยาลัยอาชีวะไปหางานทำ ทั้งๆ เหลืออีกเทอมเดียวก็จะจบแล้ว

ทุกวันนี้ เธอพยายามหาทางกลับมาเรียนใหม่ พร้อมกับทำงานหาเงินด้วยวุฒิ ม.3 เพื่อใช้หนี้ กยศ. ที่ได้มาตั้งแต่เรียน ปวช.ด้วย

หากในวันนั้นเธอมีเงิน 2,000 บาท เธอก็คงได้ใช้วุฒิ ปวช.สมัครงาน และน่าจะมีรายได้มากกว่าวุฒิ ม.3

น่าเสียดายเวลาที่สูญเสียไป เพียงเพราะขาดเงินแค่หยิบมือ และหนี้ กยศ.ที่เธอยังต้องจ่ายจนถึงทุกวันนี้ แม้จะไม่ได้วุฒิอะไรมาจากมันเลยก็ตาม

เมื่อถามว่า ทำไมเด็กจำนวนมากถึงออกจากระบบโรงเรียน

คำอธิบายที่ผู้เขียนมักได้ยินบ่อยๆ แม้กระทั่งในแวดวงวิชาการเองคือ ความยากจน ปัญหารายได้ของผู้ปกครอง หรือความไม่สนใจและไม่อยากเรียนของตัวเด็กเอง

ทั้งหมดถูกทำให้เหมือนเป็นปัญหาของปัจเจก เป็นเรื่องของแค่บางครอบครัว

แต่หากพิจารณารูปแบบของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะพบว่า ตัวระบบการศึกษาเองก็เป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกฎระเบียบและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ที่ทำให้งบส่วนใหญ่กองอยู่ภายในระบบ ไม่ได้กระจายลงไปถึงครอบครัวและตัวเยาวชน

อีกทั้งค่าใช้จ่ายแฝงที่ผู้กำหนดนโยบายทำเป็นมองไม่เห็นหรืออนุญาตให้เกิดขึ้น และการกำหนดเกณฑ์การเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ ที่ไม่คำนึงถึงความละเอียดอ่อนและความเป็นจริงในชีวิตของครอบครัวเปราะบาง

สําหรับผู้เขียนแล้ว มันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่า การขาดเงินไม่กี่พันจะมากพอให้เด็กออกจากการศึกษา แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก็ยิ่งเข้าใจได้ว่า เราไม่อาจมองว่ามันเป็นการตัดสินใจชั่ววูบของบางครอบครัวเท่านั้น

แต่ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ตอนนี้ครอบครัวไทยตกอยู่ในสภาพเปราะบาง ขาดความมั่นคงทางการเงิน และต้องใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมากแค่ไหน

ที่น่าเหลือเชื่อมากกว่าคือ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันกับที่รัฐบาลออกมาประกาศว่าจะเพิ่มการลงทุนในทุนมนุษย์

ผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นกล่าวบนเวทีงานเสวนาใหญ่โต (ที่แค่ค่าจ้างออร์แกไนเซอร์จัดงานงานเดียวน่าจะพอจ่ายค่าเทอมให้เด็กหลายพันคน) เพื่อบอกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษามากเพียงใด

แต่ก็ปล่อยให้ กยศ. ที่เป็นแหล่งที่พึ่งทางการเงินของเยาวชนยากจนล้มละลายไปเงียบๆ โดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย และไม่สามารถสนับสนุนและกำกับดูแลโรงเรียนในสังกัดให้การเรียนฟรีนั้นฟรีจริง

นอกจากสภาพการณ์ความเป็นอยู่ในสังคมทุกวันนี้ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนยังถูกซ้ำเติมด้วยนโยบายที่เป็นแค่ลมปากและต้องเผชิญการทำงานของภาครัฐที่มองไม่เห็นความลำบากของประชาชนในสายตา

การผลักให้เด็กและครอบครัวต้องเลือกระหว่างเงินไม่กี่พันบาทกับโอกาสทางการศึกษา ช่างเป็นเรื่องที่น่าขมขื่นเหลือเกิน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เงินไม่กี่พันที่ตัดอนาคตเด็ก
E-DUANG | บริหารเสน่ห์ แบบ ภูมิใจไทย กับ เส้นทาง ของ กล้าธรรม
รวมพลังสามัคคีปลูกป่าฟื้นฟูเขาขยายชัยนาทจาก “เขาทะเลทราย”สู่ “เขาสวรรค์”
คณะกรรมการ”หมู่บ้านรักษาศีล 5″ ลงพื้นที่เยี่ยม “ชุมชนไทยพวน” จังหวัดสระบุรี
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เปลี่ยนประเทศไทย ด้วยการรับจำนำข้าว
ศ.สุชาติ ชงข้อเสนอปฏิรูปการศึกษาไทย​ “เอาเงินตามนักเรียน ลดระบบราชการ เพิ่มอำนาจประชาชน” ผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น
ภูมิรัฐศาสตร์น้ำ ในหลังคาโลกกำลังสุ่มเสี่ยง ‘โลกร้อน’ คือชนวนตัวใหม่รอวันระเบิด
50 ปี 6 ตุลา (3) 2520 – ปีแห่งการรัฐประหาร
เชลยศึกสงครามลาว (49) “ทหารรับจ้าง”
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับ ‘ชีวประวัติของชาติในสายตาของฉัน’ (32)
E-DUANG | มติกล้าธรรม เป็น ค้านอิสระ ส่งแรงสะเทือน สู่ “เพื่อไทย”
“รางวัลชมนาด” ก้าวสู่ครั้งที่ 15 จากเวทีประกวด สู่ “พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย”