เมื่อลมปฏิวัติเปลี่ยนทิศ ! (50 ปี 6 ตุลา ตอน 7)
ผลพวงจากการล้อมปราบใหญ่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นิสิตนักศึกษาจำนวนมาก ตัดสินในการเดินทางเข้าสู่ชนบทร่วมทำสงครามกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แทบไม่น่าเชื่อว่า คนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมากที่เป็นกำลังพลสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต กลับตัดสินใจที่จะเดินทางคู่ขนานกับรัฐ
อยากจะขอเล่าสักนิดว่า สำนวนคำว่า “เข้าป่า” ในยุคนั้น เป็นเหมือน “คำศักดิ์สิทธิ์” ของคนรุ่นผม เพราะการตัดสินใจเข้าป่านั้น ถือเป็นการตัดสินใจในการเข้าร่วมใน “สงครามปฏิวัติ” แบบเต็มตัว
ในความเป็นจริงนั้น พวกเราไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์อย่างที่มักถูกกล่าวหา หรือถูกสร้างภาพให้เป็น แต่ก็คงต้องยอมรับว่ามีทัศนคติในแบบที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า เป็นพวก “เอียงซ้าย” เสียมากกว่า ก็เลยอาจทำให้เรารับแนวคิดสังคมนิยมได้ง่าย แต่อยู่จะให้ยอมเปลี่ยนชีวิตจากนิสิตนักศึกษาที่เป็นลูกหลานชนชั้นกลางในเมือง แล้วย้ายตัวเองไปใช้ชีวิตในป่า ที่มีความหมายถึง “ฐานที่มั่น” ทางทหารของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
แต่เหตุการณ์ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลับเป็นแรงผลักดันอย่างสำคัญให้หลายคนตัดสินใจได้อย่างชัดเจนในการยุติบทบาทในเมือง อันส่งผลให้นิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในชนบท อย่างไม่เคยเห็นมาก่อน และผลที่ตามมาอย่างที่ชนชั้นนำ และบรรดาผู้นำปีกขวาไทยในหลายส่วนต้องตกใจคือ การขยายตัวของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย
ดังที่ทราบกันดีว่า การล้มของ “โดมิโนอินโดจีน” ทั้ง 3 ตัวในปี 2518 และต่อมาเกิดการปราบปรามใหญ่ในเมืองในปี 2519 ทำให้เกิดความคาดคะเนทางการเมืองว่า จะเป็นอีกครั้งที่จะพิสูจน์ความถูกต้องของ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่เกิดสภาวะของการล้มตามกัน ดังที่กล่าวในการนำเสนอของทฤษฎี
ในอินโดจีน เมื่อมีการล้มของโดมิโนถึง 3 ตัวในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยตามกันมาแล้ว ภาพของสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมเป็นคำถามในตัวเองถึง สถานะความมั่นคงของรัฐไทย ที่จะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” ในอนาคตหรือไม่ ซึ่งได้เคยนำเสนอแล้วว่า สำหรับชนชั้นนำ และบรรดาปีกขวาไทยทั้งหลายนั้น กังวลอย่างมากว่า ไทยในปี 2519 กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน
การตัดสินใจของฝ่ายขวาจัดในการ “ปิดถนน” เพื่อไม่ให้รัฐไทยเดินไปบน “เส้นทางสายโดมิโน” นั้น ใช้ “ความรุนแรงอย่างสุดโต่ง” เป็นมาตรการหลัก ซึ่งเหตุรุนแรงในเช้าวันนั้น ได้กลายเป็นแรงผลักตรงๆ ให้นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ ต้องตัดสินใจเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองสู่การเป็น “นักปฏิวัติ”
ดังนั้น ด้านกลับของทฤษฎีโดมิโนในบริบทเช่นนี้ ก็เกิดคู่ขนานกับ “ความกลัวโดมิโน” ของฝ่ายขวาไทย ถ้าฝ่ายขวากลัวโดมิโนที่ล้มแล้วในอินโดจีน จะมาช่วยลากให้โดมิโนไทยต้องล้มตามไป ฝ่ายซ้ายก็หวังในแบบเดียวกัน อยากให้ไทยต้องเป็นตัวโดมิโนล้มตามด้วย
ฉะนั้น ในสภาวะของการ “ยกระดับสงคราม” หลังการปราบปรามใหญ่ในปี 2519 แล้ว ทั้งขวาและซ้ายอาจจะมีมุมมองต่อโดมิโนที่ไม่แตกต่างกันคือ เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว โดมิโนจะล้มที่กรุงเทพฯ อย่างแน่นอน
ภาวะเช่นนี้ ทำให้ ปีกซ้ายดูจะมีความเชื่ออย่างมากว่า โอกาสที่จะเกิดโดมิโนในไทยนั้น มีความเป็นไปได้อย่างมาก เพราะอย่างน้อย โดมิโนก็ถูกพิสูจน์ในเบื้องต้นแล้วว่า โดมิโนได้เกิดขึ้นจริงๆ แล้วในอินโดจีน ภาวะเช่นนี้ ทำให้ “การปฏิวัติสังคมนิยม” ขึ้นสู่กระแสสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปด้วย
ดังนั้น ถ้าจะบอก “ขวาเชื่อโดมิโน” เราก็อาจต้องกล่าวในอีกด้านว่า “ซ้ายก็เชื่อโดมิโน” ในอีกแบบ เนื่องจากการปฏิวัติสังคมนิยมได้เปิดฉากขึ้นในอินโดจีนทั้งภูมิภาคแล้ว และไทย กลายเป็น “รัฐแนวหน้า” ที่มีแนวพรมแดนด้านตะวันออกทั้งแนว ประชิดกับรัฐสังคมนิยมอย่างที่ไม่คาดคิด
หากกล่าวในมุมของปีกซ้ายไทย อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ทันมองปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่การสนับสนุนการปฏิวัติจากจีนนั้น กำลังเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม อันเป็นผลมาจากการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐกับจีน ที่มีภาพการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันในต้นปี 2515 เป็นสัญญาณใหม่ในเวทีสากล
การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในกรณีความสัมพันธ์สหรัฐกับจีนนั้น ยังนำไปสู่การเจรจากหยุดยิงในสงครามเวียดนามที่กรุงปารีสในต้นปี 2516 ซึ่งเท่ากับการสิ้นสุดสงครามเวียดนามในส่วนของสหรัฐอเมริกา และปฏิเสธไม่ได้ว่า การถอนตัวของสหรัฐจากสงครามครั้งนี้ ทำให้ในที่สุดแล้ว กองทัพเวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการยึดไซ่ง่อนในสิ้นเดือนเมษายน 2518
ความสำเร็จของฝ่ายคอมมิวนิสต์เช่นนี้ อาจจะทำให้กระแสปฏิวัติขยับตัวสูงขึ้นในภูมิภาคเรา แต่ในภาพรวมของกระแสปฏิวัติจีนนั้น ดูจะไปในอีกทาง เพราะหลังจากการเสียชีวิตของประธานเหมาในเดือนกันยายน 2519 แล้ว กลุ่ม “แก๊ง 4 คน” ที่เป็นกลุ่มซ้ายจัดในการเมืองจีน ก็ถูกจับในเดือนตุลาคม 2519
แทบไม่น่าเชื่อว่า การกวาดล้าง “แก๊ง 4 คน” ในข้อหากบฎในจีนนั้น เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 … การกวาดล้าง “ปีกซ้าย” ที่มีขบวนนิสิตนักศึกษาเป็นตัวแทนในสังคมไทย ก็เกิดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เช่นกัน ทั้ง 2 เหตุการณ์ล้วนเกิดในวันเดียวกัน
การสิ้นสุดอำนาจของแก๊งซ้ายจัดของจีน ทำให้การปรับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐที่เริ่มในปี 2515 นั้น มีความก้าวหน้ามากขึ้น และทิศทางการสนับสนุนการปฏิวัติสังคมนิยมในแบบเดิมของจีน ได้เปลี่ยนไป เพราะจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตกมากขึ้น ทั้งหันไปเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตมากขึ้น
ในภาวะเช่นนี้ การเดินทางของคนรุ่นผมเข้าสู่ฐานที่มั่นในชนบท จึงดูเหมือนจะ “สวนกระแสปฏิวัติจีน” อันทำให้โอกาสที่ “โดมิโนไทย” จะล้มตาม “โดมิโนอินโดจีน” นั้น อาจไม่ง่าย และทั้ง อาจเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนผันไป โดยเฉพาะเมื่อ “กระแสลมปฏิวัติ” จากจีนอ่อนแรงลง และตามมาด้วย สงครามครั้งใหม่ในอินโดจีนในปี 2522
สุดท้ายแล้ว เมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป สงครามปฏิวัติไทยก็เดินทางมาถึงจุดสุดท้าย และปิดฉากลง พร้อมกับเกิด “โดมิโนฝ่ายซ้าย” คือ การล้มตามกันของพรรคคอมมิวนิสต์ใน 3 ประเทศในเวลาไล่เลี่ยกันคือ พรรคมลายา พรรคไทย และพรรคพม่า
ในท้ายที่สุด โดมิโนตัวที่ 4 หลังอินโดจีนกลับกลายเป็นการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และการสิ้นสุดของสงครามในชนบทไทย แต่จนถึงวันนี้ เพื่อนเราหลายคนจากหลายมหาวิทยาลัยกลับไม่มีโอกาสได้เดินทางกลับบ้าน … แม้เวลาจะผ่านเลยถึง 50 ปีแล้วก็ตาม !
