bg-single

‘9 วัดสู่สวรรค์’ หนังโรดทริป-ครอบครัวเจืออารมณ์ขัน กับ ‘ระยะห่าง’ ของ ‘อภิชาติพงศ์’

17.05.2026

ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง

“9 วัดสู่สวรรค์” หนังเล่าเรื่องขนาดยาวลำดับแรกสุดของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” จะบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางทางจิตวิญญาณของครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกรวม 9 ราย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่มีหมอดูรายหนึ่งทำนายทายทักว่า คุณย่าวัย 83 ปีของตระกูล จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงงานฉลองวันเกิดครั้งหน้า

นั่นนำมาสู่พิธีกรรมการเดินทางไปทำบุญ 9 วัด ภายในวันเดียว ของสมาชิกครอบครัวทั้งหมด ซึ่งจะถูกนำเสนอผ่าน “หนังโรดทริปแนวครอบครัว” ซึ่งแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขัน

แม้สถานการณ์ในหนังเรื่องนี้อาจเป็นพิธีกรรม พฤติกรรม วัฒนธรรม ที่แลดูเป็นเรื่องสามัญปกติของสังคมไทยร่วมสมัย แต่ก็อาจถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับคนดูต่างชาติ

จน “9 วัดสู่สวรรค์” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

สื่อภาพยนตร์ต่างชาติให้ความใส่ใจกับสมพจน์และผลงานหนัง (เล่าเรื่อง) ขนาดยาวเรื่องแรกของเจ้าตัวอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากการที่นิตยสาร “สกรีน เดลีส์” ฉบับแรกสุดที่เผยแพร่ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ ขึ้นหน้าปกเป็นภาพนิ่งของหนังไทยเรื่องนี้ รวมทั้งตีพิมพ์สกู๊ปสัมภาษณ์สมพจน์ในนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเรียบเรียงโดย “ซิลเวีย หว่อง”

ส่วนหนึ่งเพราะผู้กำกับฯ หน้าใหม่คนนี้ คือผู้ช่วยฯ ที่ร่วมงานกับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” คนไทยรายเดียวที่เคยคว้ารางวัล “ปาล์มทองคำ” จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ มาอย่างยาวนาน

ทั้งคู่เป็นคนทำหนังที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมเหมือนกัน (อภิชาติพงศ์จบจากขอนแก่น ส่วนสมพจน์จบจากจุฬาฯ)

สมพจน์เริ่มทำงานกับอภิชาติพงศ์เมื่อปี 2546 ในฐานะนักศึกษาฝึกงานของกองถ่ายหนังเรื่อง “หัวใจทรนง” ก่อนจะรับหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับสองของหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ในปี 2547 และ “แสงศตวรรษ” ในปี 2549

จากนั้น เขาจึงเขยิบไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนึ่งของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” ในปี 2558 และ “Memoria” ในปี 2564 ตามลำดับ

นอกจากนี้ สมพจน์ยังทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ในโปรเจ็กต์หนังทดลองและศิลปะจัดวางอื่นๆ รวมถึงงานแสดงภาพเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงอย่าง “บทสนทนากับดวงอาทิตย์”

อย่างไรก็ดี เขาพลาดโอกาสที่จะช่วยงานอภิชาติพงศ์ในกองถ่ายหนังเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” (2553) ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำ เนื่องจากระหว่างถ่ายทำ สมพจน์กำลังเดินทางไปศึกษาต่อด้านการผลิตภาพยนตร์/วิดีโอ ที่สถาบันศิลปะแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลอาร์ตส์) พอดี

“ผมเรียนรู้ (เรื่องการทำหนัง) ผ่านการสังเกตกระบวนการทำงานของอภิชาติพงศ์ เขาคือคนที่มีความซื่อสัตย์และจริงใจกับวิสัยทัศน์ของตนเอง เขาพยายามที่จะยกระดับงานของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ยอมหยุดหย่อน จนกระทั่งผลลัพธ์ที่ออกมาขยับไปถึงมาตรฐานความคาดหวังของเขา”

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็มีสถานะเป็นโปรดิวเซอร์ของ “หมอนรถไฟ” (2559) ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของสมพจน์ ซึ่งได้ไปฉายที่ปูซานและเบอร์ลินมาแล้ว

อันที่จริง เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยยังมีสถานะเป็น “โปรดิวเซอร์” ของหนังเรื่อง “9 วัดสู่สวรรค์” ด้วย แต่คราวนี้ เขาบอกสมพจน์ให้ลงมือทำหนังอย่างที่ใจตัวเองต้องการ หรือทำหนังอย่างมีอิสรภาพมากที่สุด

ดังนั้น อภิชาติพงศ์จึงเข้ามาเกี่ยวข้องแค่ในขั้นตอนการอ่านร่างบทภาพยนตร์และเสนอแนะความคิดเห็นบางประการ เมื่อถึงเวลาถ่ายทำ เขาก็เดินทางไปเยี่ยมเยือนกองถ่ายเพียงสองครั้งเพื่อให้กำลังใจทีมงาน ขณะที่หน้าที่บริหารจัดการกองถ่ายจะอยู่ในมือของ “กฤษฎา ขำยัง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรดิวเซอร์ของหนัง

“เขา (อภิชาติพงศ์) น่าจะรู้แหละว่า เขาจะทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น ถ้าเขาอยู่ในกองถ่ายตลอดเวลา” สมพจน์พูดถึงการพยายามรักษาระยะห่างของอภิชาติพงศ์อย่างมีอารมณ์ขัน

กระนั้นก็ดี ทีมงานคนสำคัญรายอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนสมพจน์ในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ ล้วนเคยผ่านงานกับอภิชาติพงศ์มาก่อนทั้งสิ้น เช่น “เอกรัฐ หอมละออ” ซึ่งรับหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้าง “เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา” ในฐานะผู้บันทึกเสียง และ “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” ในฐานะผู้ออกแบบงานเสียง

ขณะที่ผู้กำกับภาพของหนังเรื่องนี้จะเป็นตากล้องชาวฝรั่งเศส “โจนาธาน ริคบัวร์” ซึ่งเคยเป็นผู้กำกับภาพของภาพยนตร์เรื่อง “The Taste of Things” ที่ทำให้ “ตรัน อานห์ หุง” คนทำหนังเชื้อสายเวียดนาม คว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อ 3 ปีก่อน

“9 วัดสู่สวรรค์” ถ่ายทำกันที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นหลัก โดยผู้กำกับฯ และทีมงานจัดหาโลเกชั่นได้สำรวจวัดราวๆ 70 แห่ง ก่อนจะมีวัดเพียง 12 แห่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ อาทิ “วัดบางพลีใหญ่กลาง” ซึ่งมีพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่ที่โดดเด่น

นักแสดงเกือบทั้งหมดของหนังเรื่องนี้เป็นนักแสดงมือสมัครเล่น (คล้ายๆ ใน “หนังอภิชาติพงศ์”) ร่วมด้วยนักแสดงกึ่งอาชีพที่เคยผ่านแค่ “บทเล็กๆ” ในซีรีส์ หนังสั้น และมิวสิกวิดีโอมาบ้าง

แม้จะแตะประเด็นทางศาสนา แต่ผู้กำกับฯ ของหนังก็ออกตัวว่า “หนังเรื่องนี้พยายามพูดถึงหลากหลายแง่มุมของพุทธศาสนาอย่างละเอียดลออ และไม่ได้มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์ที่ก้าวร้าวรุนแรง”

เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่า “9 วัดสู่สวรรค์” จะต้องเผชิญสถานการณ์แบบที่ “แสงศตวรรษ” เคยถูกเซ็นเซอร์ฉากเกี่ยวกับพระสงฆ์บางฉากออกจากหนัง โดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ของประเทศไทย

สมพจน์ตอบว่า “พวกเราทำหนังเรื่องนี้ด้วยความเคารพในพุทธศาสนา ถ้าผู้พิจารณาเห็นว่าหนังมีประเด็นที่อ่อนไหว พวกเขาก็สามารถกำหนดเรตติ้งอายุผู้ชมให้สูงขึ้นได้ เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบจัดเรตติ้งภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว (ซึ่งเป็นระบบที่เกิดขึ้นภายหลังกรณีปัญหาของ ‘แสงศตวรรษ’)”

ข้อมูลจาก https://www.screendaily.com/features/9-temples-to-heaven-director-on-what-he-learned-from-apichatpong-weerasethakul/5216516.article



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?
อาฟเตอร์ช็อก ‘ทุจริต’ ใน มท. เขย่าเครือข่าย ‘น้ำเงิน’ รัก ‘2 น.’ ร่วงกราว?
ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’
ชัชชาติ ‘จั๊มพ์’ การเมือง ‘จ้ำ’ เบ้า
E-DUANG | บทเรียน การเมือง ปี 2566 บทเรียน การเมือง ปี 2569
‘เสนาอำมาตย์ อำนาจมหาดไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน