‘9 วัดสู่สวรรค์’ หนังโรดทริป-ครอบครัวเจืออารมณ์ขัน กับ ‘ระยะห่าง’ ของ ‘อภิชาติพงศ์’
ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน | คนมองหนัง
“9 วัดสู่สวรรค์” หนังเล่าเรื่องขนาดยาวลำดับแรกสุดของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” จะบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางทางจิตวิญญาณของครอบครัวที่ประกอบด้วยสมาชิกรวม 9 ราย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่มีหมอดูรายหนึ่งทำนายทายทักว่า คุณย่าวัย 83 ปีของตระกูล จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงงานฉลองวันเกิดครั้งหน้า
นั่นนำมาสู่พิธีกรรมการเดินทางไปทำบุญ 9 วัด ภายในวันเดียว ของสมาชิกครอบครัวทั้งหมด ซึ่งจะถูกนำเสนอผ่าน “หนังโรดทริปแนวครอบครัว” ซึ่งแฝงไว้ด้วยอารมณ์ขัน
แม้สถานการณ์ในหนังเรื่องนี้อาจเป็นพิธีกรรม พฤติกรรม วัฒนธรรม ที่แลดูเป็นเรื่องสามัญปกติของสังคมไทยร่วมสมัย แต่ก็อาจถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับคนดูต่างชาติ
จน “9 วัดสู่สวรรค์” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

สื่อภาพยนตร์ต่างชาติให้ความใส่ใจกับสมพจน์และผลงานหนัง (เล่าเรื่อง) ขนาดยาวเรื่องแรกของเจ้าตัวอยู่ไม่น้อย เห็นได้จากการที่นิตยสาร “สกรีน เดลีส์” ฉบับแรกสุดที่เผยแพร่ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ ขึ้นหน้าปกเป็นภาพนิ่งของหนังไทยเรื่องนี้ รวมทั้งตีพิมพ์สกู๊ปสัมภาษณ์สมพจน์ในนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งเรียบเรียงโดย “ซิลเวีย หว่อง”
ส่วนหนึ่งเพราะผู้กำกับฯ หน้าใหม่คนนี้ คือผู้ช่วยฯ ที่ร่วมงานกับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” คนไทยรายเดียวที่เคยคว้ารางวัล “ปาล์มทองคำ” จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ มาอย่างยาวนาน
ทั้งคู่เป็นคนทำหนังที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมเหมือนกัน (อภิชาติพงศ์จบจากขอนแก่น ส่วนสมพจน์จบจากจุฬาฯ)
สมพจน์เริ่มทำงานกับอภิชาติพงศ์เมื่อปี 2546 ในฐานะนักศึกษาฝึกงานของกองถ่ายหนังเรื่อง “หัวใจทรนง” ก่อนจะรับหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับสองของหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ในปี 2547 และ “แสงศตวรรษ” ในปี 2549
จากนั้น เขาจึงเขยิบไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหนึ่งของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” ในปี 2558 และ “Memoria” ในปี 2564 ตามลำดับ
นอกจากนี้ สมพจน์ยังทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ในโปรเจ็กต์หนังทดลองและศิลปะจัดวางอื่นๆ รวมถึงงานแสดงภาพเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงอย่าง “บทสนทนากับดวงอาทิตย์”
อย่างไรก็ดี เขาพลาดโอกาสที่จะช่วยงานอภิชาติพงศ์ในกองถ่ายหนังเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” (2553) ซึ่งได้รับรางวัลปาล์มทองคำ เนื่องจากระหว่างถ่ายทำ สมพจน์กำลังเดินทางไปศึกษาต่อด้านการผลิตภาพยนตร์/วิดีโอ ที่สถาบันศิลปะแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลอาร์ตส์) พอดี
“ผมเรียนรู้ (เรื่องการทำหนัง) ผ่านการสังเกตกระบวนการทำงานของอภิชาติพงศ์ เขาคือคนที่มีความซื่อสัตย์และจริงใจกับวิสัยทัศน์ของตนเอง เขาพยายามที่จะยกระดับงานของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ยอมหยุดหย่อน จนกระทั่งผลลัพธ์ที่ออกมาขยับไปถึงมาตรฐานความคาดหวังของเขา”

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็มีสถานะเป็นโปรดิวเซอร์ของ “หมอนรถไฟ” (2559) ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของสมพจน์ ซึ่งได้ไปฉายที่ปูซานและเบอร์ลินมาแล้ว
อันที่จริง เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยยังมีสถานะเป็น “โปรดิวเซอร์” ของหนังเรื่อง “9 วัดสู่สวรรค์” ด้วย แต่คราวนี้ เขาบอกสมพจน์ให้ลงมือทำหนังอย่างที่ใจตัวเองต้องการ หรือทำหนังอย่างมีอิสรภาพมากที่สุด
ดังนั้น อภิชาติพงศ์จึงเข้ามาเกี่ยวข้องแค่ในขั้นตอนการอ่านร่างบทภาพยนตร์และเสนอแนะความคิดเห็นบางประการ เมื่อถึงเวลาถ่ายทำ เขาก็เดินทางไปเยี่ยมเยือนกองถ่ายเพียงสองครั้งเพื่อให้กำลังใจทีมงาน ขณะที่หน้าที่บริหารจัดการกองถ่ายจะอยู่ในมือของ “กฤษฎา ขำยัง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโปรดิวเซอร์ของหนัง
“เขา (อภิชาติพงศ์) น่าจะรู้แหละว่า เขาจะทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้น ถ้าเขาอยู่ในกองถ่ายตลอดเวลา” สมพจน์พูดถึงการพยายามรักษาระยะห่างของอภิชาติพงศ์อย่างมีอารมณ์ขัน
กระนั้นก็ดี ทีมงานคนสำคัญรายอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนสมพจน์ในกองถ่ายหนังเรื่องนี้ ล้วนเคยผ่านงานกับอภิชาติพงศ์มาก่อนทั้งสิ้น เช่น “เอกรัฐ หอมละออ” ซึ่งรับหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้าง “เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา” ในฐานะผู้บันทึกเสียง และ “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” ในฐานะผู้ออกแบบงานเสียง
ขณะที่ผู้กำกับภาพของหนังเรื่องนี้จะเป็นตากล้องชาวฝรั่งเศส “โจนาธาน ริคบัวร์” ซึ่งเคยเป็นผู้กำกับภาพของภาพยนตร์เรื่อง “The Taste of Things” ที่ทำให้ “ตรัน อานห์ หุง” คนทำหนังเชื้อสายเวียดนาม คว้ารางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อ 3 ปีก่อน

“9 วัดสู่สวรรค์” ถ่ายทำกันที่จังหวัดสมุทรปราการเป็นหลัก โดยผู้กำกับฯ และทีมงานจัดหาโลเกชั่นได้สำรวจวัดราวๆ 70 แห่ง ก่อนจะมีวัดเพียง 12 แห่งที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ อาทิ “วัดบางพลีใหญ่กลาง” ซึ่งมีพระพุทธรูปนอนขนาดใหญ่ที่โดดเด่น
นักแสดงเกือบทั้งหมดของหนังเรื่องนี้เป็นนักแสดงมือสมัครเล่น (คล้ายๆ ใน “หนังอภิชาติพงศ์”) ร่วมด้วยนักแสดงกึ่งอาชีพที่เคยผ่านแค่ “บทเล็กๆ” ในซีรีส์ หนังสั้น และมิวสิกวิดีโอมาบ้าง
แม้จะแตะประเด็นทางศาสนา แต่ผู้กำกับฯ ของหนังก็ออกตัวว่า “หนังเรื่องนี้พยายามพูดถึงหลากหลายแง่มุมของพุทธศาสนาอย่างละเอียดลออ และไม่ได้มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์ที่ก้าวร้าวรุนแรง”
เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่า “9 วัดสู่สวรรค์” จะต้องเผชิญสถานการณ์แบบที่ “แสงศตวรรษ” เคยถูกเซ็นเซอร์ฉากเกี่ยวกับพระสงฆ์บางฉากออกจากหนัง โดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ของประเทศไทย
สมพจน์ตอบว่า “พวกเราทำหนังเรื่องนี้ด้วยความเคารพในพุทธศาสนา ถ้าผู้พิจารณาเห็นว่าหนังมีประเด็นที่อ่อนไหว พวกเขาก็สามารถกำหนดเรตติ้งอายุผู้ชมให้สูงขึ้นได้ เพราะปัจจุบัน ประเทศไทยมีระบบจัดเรตติ้งภาพยนตร์เรียบร้อยแล้ว (ซึ่งเป็นระบบที่เกิดขึ้นภายหลังกรณีปัญหาของ ‘แสงศตวรรษ’)”
