bg-single

ชวนคิดชวนคุยเรื่องใต้! | สุรชาติ บำรุงสุข

22.09.2026

นับจากการก่อเหตุร้ายในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาทวีความร้อนแรงทั้งในทางการเมืองและความมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง จนต้องขอนำเอาปัญหาภาคใต้มาเป็นประเด็นชวนคุยสำหรับ “ยุทธบทความ” นอกรอบอีกครั้งหนึ่ง

อยากจะขอเริ่มต้นว่า ในหลายปีที่ต้องติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย ทำให้ผมต้องหันไปสนใจปัญหาสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบที่กองทัพของฝ่ายตะวันตก ต้องเข้าไปต่อสู้ในสนามรบใหม่ของศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นในอัฟกานิสถาน หรือในอิรัก

สงครามใน 2 สนามรบดังกล่าว อยู่ในระนาบเวลาและสถานการณ์เดียวกับการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดของไทย และล้วนมีธรรมชาติของความเป็น “สงครามก่อความไม่สงบ” (Insurgency Warfare) ไม่แตกต่างกัน แม้จะมีความแตกต่างในเรื่องของประเด็นและต้นรากของปัญหาก็ตาม

แม้จะเป็นสงครามในบริบทของภูมิภาคที่แตกต่างกัน แต่ก็มีบางประเด็นจากสนามรบทั้งในอิรักและในอัฟกานิสถาน ที่ชวนให้เราอาจต้องนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับภาคใต้ไทยได้บ้าง

ไม่มีแนวรบ มีแต่การรบ

หากพิจารณาในบริบทของสงครามก่อความไม่สงบแล้ว ไม่ว่าสงครามนี้จะเกิดขึ้นที่ใดในเวทีโลกก็ตาม จะเห็นถึงลักษณะที่ชัดเจนว่า มีความเป็นสงครามระหว่าง “รัฐกับฝ่ายต่อต้าน” (ไม่ใช่สภาวะสงครามระหว่าง “รัฐกับรัฐ”) และฝ่ายต่อต้านรัฐเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงการมีความเห็นต่างทางการเมือง หรือเป็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ดำเนินงานในสภา

ฝ่ายต่อต้านรัฐในสงครามชุดนี้ จึงมีความหมายถึง การเป็น “ฝ่ายต่อต้านที่ติดอาวุธ” และมีวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดในการต่อสู้กับรัฐด้วยกำลังอาวุธ สงครามในลักษณะเช่นนี้ เห็นได้ชัดในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เช่น สงครามปฏิวัติจีน สงครามปฏิวัติคิวบา สงครามรวมชาติเวียดนาม สงครามเอกราชอัลจีเรีย เป็นต้น

แต่ในยุคปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า สงครามอิรักและอัฟกานิสถานมีลักษณะเป็น “สงครามก่อความไม่สงบในศตวรรษที่ 21” เช่นที่เราเห็นสงครามเวียดนามของสหรัฐ และสงครามอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต เป็นตัวแทนของสงครามก่อความไม่สงบในศตวรรษที่ 20

การเป็นฝ่ายต่อต้านในการก่อความไม่สงบ ย่อมมีสถานะทางการทหารที่ต่ำกว่ารัฐเสมอ และอาจจะต่ำกว่าอย่างมากด้วย แต่พวกเขาก็มีความได้เปรียบในมิติอื่นๆ เช่น การควบคุมคนในพื้นที่ ความชำนาญในการใช้พื้นที่ไม่ว่าจะเพื่อการหลบซ่อน การหลบหนี และที่สำคัญคือ การใช้พื้นที่ในการซุ่มโจมตี เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะฝ่ายต่อต้านโดยพื้นฐานแล้ว เป็นคนในท้องถิ่นแต่เดิมนั่นเอง

นอกจากนี้ สงครามก่อความไม่สงบไม่มีแนวรบ ไม่มีหลักการแบบตายตัว และใช้ยุทธวิธีที่ยืดหยุ่นไปกับสถานการณ์ แต่ก็มักอาศัยความได้เปรียบที่เกิดขึ้นในการหาประโยชน์ทั้งทางการเมืองและการทหาร ฉะนั้น การทำสงครามเช่นนี้จึงต้องพึ่งพิงอย่างมากกับการขยายแนวร่วมและการจัดตั้งมวลชน ซึ่งปัจจัยใน 2 ประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างมากกับการดำรงอยู่ของสงคราม

ดังนั้น ในทางการเมือง จึงอาจกล่าวเป็นข้อสรุปทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “ไม่มีแนวร่วม ก็ไม่มีสงคราม” และในอีกด้านคือ “ไม่มีมวลชน ก็ไม่มีกองกำลัง” หรือกล่าวเป็นข้อคิดในทางกลับกันสำหรับฝ่ายรัฐในการต่อต้านการก่อความไม่สงบได้ว่า “หากไม่มีมวลชน ไม่มีแนวร่วม สงครามจบ”

ในอีกด้าน เรามักมีจินตนาการว่า ฝ่ายต่อต้านรัฐไม่มีเทคโนโลยีใดๆ ช่วยในปฏิบัติการทางทหาร และมีเพียง “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เป็นเครื่องมือในการต่อต้านรัฐ ซึ่งอาจจะไม่จริงในปัจจุบัน ดังนั้น บทความนี้จะลองนำเอาข้อสังเกตจากอิรักและอัฟกานิสถานมาเป็นข้อพิจารณาในกรณี 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทย

ระเบิดแสวงเครื่อง

ดังได้กล่าวแล้วว่า ฝ่ายก่อความไม่สงบไม่มีขีดความสามารถทางทหารที่เหนือกว่าฝ่ายรัฐ หากแต่ในด้านกลับ พวกเขามักเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว และหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญสำหรับฝ่ายก่อความไม่สงบทั่วโลกคือ การประกอบ “ระเบิดแสวงเครื่อง” (IED)

เราอาจจะคิดว่าระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองนั้น ไม่มีอำนาจการทำลายสูง แต่ในโลกปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีในการทำดินระเบิดมีความก้าวหน้า จึงทำให้ระเบิดแสวงเครื่องเป็น “อำนาจการทำลายล้าง” ที่น่ากลัว เพราะในสงครามอิรักและอัฟกานิสถานนั้น ระเบิดชนิดนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกำลังพลของกองทัพพันธมิตรตะวันตกเท่านั้น แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายตะวันตก อีกทั้ง ความสูญเสียที่เกิดนั้น ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองกับรัฐบาลตะวันตกอย่างมากด้วย

หรืออาจกล่าวจากบทเรียนในอิรักและในอัฟกานิสถานได้ว่า ระเบิดแสวงเครื่องคือ พลังอำนาจทางทหารของฝ่ายก่อความไม่สงบ อันทำให้รัฐมีเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาคือ “ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด” (EOD) จนอาจกล่าวเป็นข้อสรุปในทางยุทธวิธีได้ว่า สงครามก่อความไม่สงบคือ การต่อสู้ระหว่าง “IED vs. EOD”

ดังนั้น ในมุมของผลกระทบที่เกิดขึ้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า ระเบิดแสวงเครื่องเป็นเสมือนกับ “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ของฝ่ายต่อต้าน เพราะสร้างให้เกิดผลสะเทือนทางการเมืองอย่างมาก ซึ่งในภาคใต้ไทยก็เป็นไปในลักษณะเช่นนั้นด้วย การวางระเบิดและ/หรือการก่อเหตุด้วยระเบิดแสวงของกลุ่ม BRN ในภาคใต้ ยังคงเป็นปัญหาที่ฝ่ายรัฐ ไม่สามารถควบคุมได้จริง

ผลอย่างสำคัญในประเด็นนี้คือ การใช้ระเบิดแสวงเครื่องกลายเป็น “อำนาจต่อรอง” ทางการเมืองที่สำคัญของกลุ่มก่อความไม่สงบในไทย และการต่อสู้ระหว่าง “IED vs. EOD” จะดำเนินต่อไปในภาคใต้ไทย

อินเทอร์เนตและโทรศัพท์มือถือ

เทคโนโลยีอีกประการที่สำคัญที่ช่วยในการทำสงครามของฝ่ายก่อความไม่สงบคือ เทคโนโลยีของระบบสื่อสารสมัยใหม่คือ “อินเทอร์เนตและโทรศัพท์มือถือ” ซึ่งใน 2 ส่วนนี้ มีส่วนอย่างมากในการช่วยการทำสงครามของฝ่ายก่อความไม่สงบ และเป็นเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในสังคมพลเรือนทั่วไป ไม่ใช่เทคโนโลยีทหารในระดับสูงแต่อย่างใด

สำหรับฝ่ายรัฐแล้ว ต่อให้กองทัพของรัฐบาลมีเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงเพียงใด ก็ใช่จะสามารถใช้ในสงครามเช่นนี้ได้ทั้งหมด และระบบอาวุธบางชนิดก็มีข้อจำกัดในตัวเอง บทเรียนของสหรัฐไม่ว่าจะในอิรัก หรือในอัฟกานิสถาน แสดงให้เห็นประเด็นนี้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่า กองทัพที่มีอำนาจทางทหารที่เหนือกว่ากลับมีข้อจำกัดมากกว่า

ในบริบทเช่นนี้ จึงมีคำกล่าวเป็นข้อสังเกตในทางทหารเสมอว่า “สงครามก่อความไม่สงบไม่ได้รบด้วยอาวุธ” และที่สำคัญ “สงครามนี้ก็ไม่ได้ชนะด้วยอาวุธ” ความเข้าใจบริบทของสงครามนี้จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้นำทางการเมืองและการทหารของฝ่ายรัฐ เพราะ “ไม่เข้าใจสงคราม ก็ไม่ชนะสงคราม”

ดังนั้น ถ้าระเบิดแสวงเครื่องสร้างผลกระทบทางยุทธศาสตร์เช่นไร อินเทอร์เนตและโทรศัพท์มือถือก็เป็นอุปกรณ์ที่สร้างผลกระทบทางยุทธศาสตร์เช่นนั้น บทเรียนนี้เห็นได้ชัดทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน

ประโยชน์ของอินเทอร์เนตนั้น ถูกใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ เผยแพร่ข้อมูลโจมตีรัฐ สร้างกระบวนการบ่มเพาะความรุนแรง การแสวงหาสมาชิกและความสนับสนุนจากแนวร่วม เช่นที่โทรศัพท์มือถือก็ใช้ในการติดต่อประสานงานทางทหาร การจุดระเบิด เป็นต้น ซึ่งในกรณีของภาคไทยก็ไม่ได้แตกต่างกัน

ความท้าทาย

หลังจากปฏิบัติการก่อความไม่สงบในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว โจทย์ภาคใต้เป็นความท้าทายอย่างมาก ทั้งในระดับรัฐบาล และในระดับของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบทางทหารในระดับกองทัพภาค ที่ดูจะทำให้สังคมความหวังมากขึ้นสักนิด เพราะฝ่ายรัฐยังต้องการเรียนรู้และการปรับตัวในการรับมือกับการก่อเหตุที่เกิดขึ้น เพราะสถานการณ์ในพื้นที่เองก็มีความเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ในอีกด้าน ความรุนแรงจากกลางสิงหาคมที่ผ่านมา ก็เป็นสัญญาณเตือนในตัวเองว่า ฝ่ายทหารมีเวลาเหลือให้ “ทำผิด” แบบเก่าๆ ไม่มากแล้ว และบทเรียนของ “ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์” ของผู้นำในระดับกองทัพภาคในปีที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งของ “เวลาที่หายไป” ในการแก้ปัญหาภาคใต้ไทยที่ไม่สมควรเกิดอย่างยิ่ง … ถ้าเป็นกองทัพสหรัฐในอิรักหรือในอัฟกานิสถาน เราคงได้เห็นนายทหารระดับสูงบางนายถูกปรับย้ายออกจากตำแหน่งหลักไปแล้ว (555)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฝ่ายก่อความไม่สงบฝากขอบคุณมาเสมอคือ การที่รัฐไทยทั้งระดับรัฐบาลและกองทัพเสียเวลาด้วยการทำผิดทางยุทธศาสตร์ไม่จบ … ไม่สิ้น กระนั้น เราก็คงยังต้องมีความหวังเสมอ เพราะเจ้าหน้าที่อีกหลายส่วนหลายนาย ยังคงทำหน้าที่ด้วยความเสียสละไม่หยุด แม้จะต้องเสี่ยงต่อการเสียชีวิตอย่างมากก็ตาม !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

22 ปีความรุนแรงชายแดนใต้ : สู่เส้นทางหยุดเลือดและน้ำตา
ชวนคิดชวนคุยเรื่องใต้! | สุรชาติ บำรุงสุข
Gachiakuta : ขยะ การซ่อม และจิตวิญญาณของสิ่งของ
ดินแดง ราชปรารภ เด็กชาย คุณากร ศรีสุวรรณ พลีชีพ สังเวย ต่อกระสุนปืน ‘ความเร็วสูง’
ทำงานกะกลางคืน ระวังภัยเงียบที่ซ่อนอยู่
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (194)
ภาพฝัน บรรเจิด ภาพ ดุสิต สมิโตปกรณ์ ของ ‘ศรีบูรพา’
E-DUANG | ฐานแห่งอำนาจ รัฐบาล ภูมิใจไทย กับ ความชอบธรรม ทางการเมือง
เส้นทางความรัก มิ้นต์ ชาลิดา – ภูผา เตชะณรงค์
“วัชระพล“เตรียมนำทีมลงพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เสาร์นี้ ติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำ
“พัฒนา” มอบรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2569 ผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยสู่ “ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก” สร้างความมั่นใจผู้บริโภค
50 ปี 6 ตุลา | มุมมองโดมิโน : สุรชาติ บำรุงสุข