ซิซีฟัสแห่งกองทุนประกันสังคม : หินที่เราต้องเข็นขึ้นเขาในวันที่ 27 กันยายน
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
- ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
- พวกเขาตัดได้แค่ต้นไม้หนึ่งต้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งฤดูใบไม้ผลิ นิติสงครามการเลือกตั้งประกันสังคม
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
- 27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่
- คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
ในเทพปกรณัมกรีก ซิซีฟัสเป็นกษัตริย์แห่งเมืองโครินธ์ ผู้บังอาจหลอกเทพเจ้า เขาเคยล่ามโซ่ธานาทอส เทพแห่งความตาย จนไม่มีมนุษย์คนใดตายได้อยู่ช่วงหนึ่ง ซุสจึงลงทัณฑ์ให้เขาเข็นหินก้อนมหึมาขึ้นเนินเขาในแดนทาร์ทารัส
ทุกครั้งที่หินใกล้ถึงยอด มันจะกลิ้งกลับลงมาที่เชิงเขา และเขาต้องเริ่มต้นใหม่ไปชั่วนิรันดร์
ชาวกรีกเห็นว่านี่คือทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะสิ่งที่ทรมานมนุษย์ได้ลึกซึ้งที่สุดคือแรงงานที่ไร้ผล ความพยายามที่ถูกออกแบบมาให้ไปไม่ถึงไหน
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ผมนึกถึงซิซีฟัสบ่อยครั้ง เพราะเส้นทางสู่การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมครั้งนี้มีรูปทรงคล้ายเนินเขาลูกนั้นอย่างน่าประหลาด
ทุกครั้งที่ผู้ประกันตนเข็นหินขึ้นไปใกล้ยอด ก็จะมีกติกาใหม่ คำสั่งใหม่ หรือการตีความใหม่ผลักมันกลับลงมา
หินก้อนแรก คือความพยายามลดทอนอำนาจการลงคะแนน
ผู้ประกันตนแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกผู้แทนได้ 7 คนตามจำนวนที่นั่ง หากสิทธิ์นี้ถูกจำกัดให้เหลือน้อยลง เสียงของผู้ประกันตนจะกระจัดกระจาย และโอกาสที่คณะกรรมการจะสะท้อนเจตจำนงร่วมของคนหลายล้านคนก็จะลดลงตามไปด้วย
การต่อสู้ในเรื่องนี้ทำให้ผู้ประกันตนยังคงเลือกได้ครบ 7 คนเช่นเดิม
หินก้อนที่สองหนักกว่านั้น คือการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ผู้ประกันตนต้องใช้สิทธิ์ทางศาลปกครองเพื่อปกป้องการเลือกตั้งของตนเอง ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับ และต่อมามีคำพิพากษาเพิกถอนการเลื่อนเลือกตั้ง วันที่ 27 กันยายนจึงกลับมาเป็นของผู้ประกันตนอีกครั้ง
บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือกติกาที่รัฐเขียนขึ้นย่อมต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ และประชาชนธรรมดามีเครื่องมือที่จะทวงคืนสิทธิ์ของตนได้
หินก้อนล่าสุดดูเล็กที่สุด คือข้อห้ามจดข้อมูลเข้าคูหา ในการเลือกตั้งที่ผู้ลงคะแนนต้องตัดสินใจเลือกถึง 7 คนจากตัวเลือกจำนวนมาก ข้อห้ามนี้เพิ่มต้นทุนการมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญ คนที่มีเวลาน้อย คนที่ทำงานหนัก คนที่ไม่คุ้นเคยกับการเมืองในกองทุน คือคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
คำตอบต่อข้อห้ามนี้จึงเรียบง่าย ห้ามจด เราก็จะจำ
กติกาแต่ละข้ออาจดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่เมื่อรวมกันเข้า มันทำหน้าที่เดียวกับความลาดชันของเนินเขา คือทำให้คนจำนวนหนึ่งถอดใจก่อนถึงยอด ไม่มีใครต้องประกาศห้ามผู้ประกันตนลงคะแนน เพียงแค่ทำให้การออกไปใช้สิทธิ์ยุ่งยากขึ้นทีละนิด ต้องจำมากขึ้น ต้องติดตามข่าวมากขึ้น ต้องลุ้นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ผลที่ตามมาคือ คนออกมาใช้สิทธิ์น้อยลง
และเมื่อผู้มาใช้สิทธิ์น้อยลง ผลการเลือกตั้งก็จะถูกกำหนดโดยกลุ่มที่จัดตั้งได้ง่ายกว่า มากกว่าเจตจำนงของผู้ประกันตนโดยรวม
คำถามที่ตามมาคือ ทำไมหินก้อนนี้จึงคุ้มค่าที่จะเข็น
คำตอบอยู่ในตัวเลข ในปี 2567 กองทุนประกันสังคมจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 รวม 135,586.68 ล้านบาท ครอบคลุมการใช้สิทธิ์กว่า 46.9 ล้านครั้ง ทั้งการรักษาพยาบาล เงินชราภาพ เงินสงเคราะห์บุตร ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน คลอดบุตร ตาย และทุพพลภาพ
ทุกบาทในจำนวนนี้มาจากเงินสมทบของแรงงาน นายจ้าง และรัฐ ทุกการตัดสินใจว่าเงินจะไหลไปทางไหน ถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่เรากำลังจะเลือกกัน
สิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุนเป็นสามเสาที่แยกออกจากกันไม่ได้
เงินที่รั่วไหลไปกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใสคือเงินที่ควรกลายเป็นค่าทำฟันของผู้ประกันตน
การลงทุนนอกตลาดที่ตรวจสอบไม่ได้คือความเสี่ยงต่อบำนาญของคนที่ทำงานมาทั้งชีวิต
สูตรคำนวณบำนาญที่ล้าสมัยคือรายได้ยามชราที่หายไปทุกเดือน
ใครก็ตามที่นั่งอยู่ในห้องประชุมคณะกรรมการจึงถือกุญแจของทั้งสามเสานี้ไว้พร้อมกัน
ประสบการณ์จากการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2566 ให้บทเรียนที่ชัดเจน เมื่อผู้ประกันตนมีผู้แทนที่ตนเลือกเองในคณะกรรมการ วาระที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ก็เริ่มขยับ สิทธิ์ทันตกรรมถูกขยายจนครอบคลุมถึงการผ่าฟันคุด เงินสงเคราะห์บุตรเพิ่มจาก 600 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน
สัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความเสี่ยงสูงลดลงจากราว 11% เหลือ 1.59%
ดีลลงทุนที่ขาดความโปร่งใสถูกตั้งคำถาม
และข้อเสนอสูตรบำนาญแบบเฉลี่ยค่าจ้างตลอดอายุการทำงานที่ปรับมูลค่าแล้ว (CARE) ได้รับการสนับสนุนจากผู้ประกันตนถึง 77.93%
สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานว่าหินก้อนนี้เคลื่อนที่ได้จริง เมื่อมือของผู้ประกันตนได้แตะมัน
มีคนเคยตีความว่า ซิซีฟัสอาจมีความสุขได้ เพราะการไม่ยอมจำนนต่อชะตากรรมก็เป็นศักดิ์ศรีในตัวเอง ผมเห็นด้วยในข้อนี้ แต่เรื่องของผู้ประกันตนต่างจากซิซีฟัสอยู่ 2 ประการสำคัญ
ประการแรก ซิซีฟัสเข็นหินอยู่คนเดียว ทัณฑ์ของเทพเจ้าถูกออกแบบมาสำหรับมนุษย์ผู้โดดเดี่ยว ขณะที่ผู้ประกันตนมีหลายสิบล้านคน หินที่หนักเกินกว่าคนหนึ่งคนจะดันไหว อาจเบาลงมากเมื่อมีมือหลายล้านมือช่วยกันดัน
ประการที่สอง หินของซิซีฟัสกลิ้งกลับลงมาทุกครั้งเพราะกฎของเทพเจ้าไม่อาจเปลี่ยนได้ แต่กติกาของกองทุนประกันสังคมเป็นกติกาที่มนุษย์เขียนขึ้น และสิ่งที่มนุษย์เขียนขึ้นย่อมถูกมนุษย์แก้ไขได้
ศาลได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กติกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถถูกเพิกถอน และการเลือกตั้งคือช่องทางที่ทำให้ผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงกติกาจากข้างในได้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากชวนให้สังเกต ซิซีฟัสถูกลงโทษเพราะเขากล้าท้าทายอำนาจที่อยู่เหนือมนุษย์ อุปสรรคทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งครั้งนี้จึงควรถูกอ่านในทางกลับกัน
ถ้าเสียงของผู้ประกันตนไม่มีความหมาย คงไม่มีใครลงทุนลงแรงมากขนาดนี้เพื่อทำให้มันเบาลง
ความพยายามจำกัดสิทธิ์ เลื่อนวันเลือกตั้ง และเพิ่มความยุ่งยากในคูหาล้วนเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่าบัตรเลือกตั้งในมือเรามีอำนาจจริง
วันที่ 27 กันยายนนี้ ผมอยากชวนผู้ประกันตนทุกคนออกไปใช้สิทธิ์ ศึกษาให้ดีว่าใครเคยยืนอยู่ข้างผู้ประกันตนในวันที่หินกลิ้งลงมา
ใครเคยเข็นมันขึ้นไปจนสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจริง แล้วจำไว้ให้แม่น เพราะเราจดเข้าคูหาไม่ได้ เราอาจเหนื่อย เราอาจเห็นหินกลิ้งกลับลงมาอีกหลายครั้ง
แต่ทุกครั้งที่เราเข็นขึ้นไปพร้อมกัน เนินเขาลูกนั้นจะชันน้อยลง
และวันหนึ่งเราจะไปถึงยอด
