‘คนแบบคุณอานันท์’ (จบ) | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
จุดที่น่าสนใจและชวนสะดุดใจของหนังสือ “หงส์ลายมังกรฯ” ก็คือ ตรงเนื้อหาส่วนแรกที่เป็นสารคดีบอกเล่าชีวประวัติของ “คุณอานันท์ ปันยารชุน” ผู้เขียนคือ “คุณวิมลพรรณ ปีตธวัชชัย” เลือกสรุปจบเนื้อหาในปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดลงของรัชสมัยที่แล้ว โดยมีการเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคุณอานันท์
ขณะที่เนื้อหาส่วนหลัง ซึ่งเป็นงานวิจัยของ “ดร.อาสา คำภา” นั้นเลือกสรุปจบเนื้อหาลงในปี 2554 เมื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศยุติบทบาท ใกล้เคียงกับจุดสิ้นสุดของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
ที่น่าสนใจและชวนสะดุดใจก็เป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนคนอ่านในปี 2569 นั่นจึงหมายความว่า มี “สภาวะสุญญากาศ-ช่องว่าง-ระยะเว้นห่าง” ระหว่างบทสรุปของหนังสือกับสังคมไทยร่วมสมัยอยู่ถึงราวๆ 10-15 ปี
พูดง่ายๆ ก็คือ มันอาจมี “บทที่ยังไม่ถูกเขียน” ในหนังสือชีวประวัติของอดีตนายกรัฐมนตรีเล่มนี้
คำถามสำคัญมีอยู่ว่า ในช่วงสุญญากาศ 10-15 ปีดังกล่าว ที่สังคมการเมืองไทยทั้งสร้าง “คนแบบคุณอานันท์” ไม่ได้ และคล้ายจะไม่ค่อยต้องการ “คนแบบคุณอานันท์” แล้วด้วย คุณอานันท์ยังมีบทบาท ยังแสดงทัศนะแหลมคมอะไรออกมาบ้างหรือไม่?

หลายท่านในที่นี้ ซึ่งน่าจะรู้จักคุ้นเคยกับคุณอานันท์มากกว่าผม คงพอทราบว่า ตลอด 10-15 ปีหลัง คุณอานันท์ยังคงห่วงใยบ้านเมือง ยังพยายามทำความเข้าใจโลก ทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสังคม ยังใส่ใจเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ-ความอยุติธรรมต่างๆ ยังสนใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยังห่วงใยเยาวชนคนรุ่นใหม่
สุดท้ายนี้ ผมจึงอยากจะขอยกตัวอย่างทัศนะที่คุณอานันท์เคยแสดงเอาไว้ในพื้นที่สาธารณะเมื่อสองปีก่อน ซึ่งสะท้อน “ความเป็นคุณอานันท์” หรือ “โลกทัศน์พิเศษของคุณอานันท์” ได้เป็นอย่างดี
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 คุณอานันท์ได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาในงานเสวนาหัวข้อ “ฉากทัศน์อนาคตสังคมไทย” เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ของสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน
ส่วนหนึ่งของปาฐกถาดังกล่าวที่ทรงพลังและสมควรรับฟังเป็นอย่างยิ่ง มีเนื้อหาว่า
“สนุกมากนักหรือ? จับเด็กเข้าคุกนี่ สนุกมากนักหรือ? ที่เห็นเด็กถูกทรมานไม่ได้รับการประกัน ถามตัวเองเสียมั่ง สนุกอย่างไร? ทำได้อย่างไร? ไม่ละอายใจตัวเองบ้างหรือ?
“ทีโกงกินก็ไม่อาย ไม่มีหิริโอตตัปปะ แต่จับเด็กเข้าคุกเป็นว่าเล่น ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำถูกทุกอย่าง เหมือนอย่างเรามีลูก ลูกไม่ดี ครอบครัวผมไม่มีการตี ก็เรียกมาสั่งสอนทำโทษ ให้อยู่ในห้อง 24 ชั่วโมงอะไรแบบนั้น
“แต่เราจับเด็กเข้าคุกนะ ถ้าเผื่อสังคมมาถึงจุดที่ว่าการให้เด็กเข้าคุกเป็นของสนุก เป็นของที่เป็นธรรม มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ได้อย่างไร?
“แล้วถ้าสังคมที่ไม่ยอมรับความเห็นแตกต่าง ผมก็ไม่ได้บอกว่าความเห็นแตกต่างจะต้องถูก แต่อย่างน้อย สิทธิเสรีภาพในการออกความเห็น มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เหมือนกับสิทธิที่ต้องมีการดูแลเรื่องการศึกษา สิทธิของการได้มาซึ่งการรักษาพยาบาล อันนี้เป็นสิทธิมนุษยชน”


เนื้อหาบางส่วนของปาฐกถาข้างต้นบ่งชี้ว่า
คุณอานันท์ยังไม่ได้หายไปไหน คุณอานันท์ยังปรารถนาดีต่อบ้านเมืองอยู่
แต่สังคมการเมืองไทยร่วมสมัย หรือบรรดาผู้ครองอำนาจในยุคปัจจุบันจะรับฟังคุณอานันท์หรือไม่?
นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
