ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon
เพื่อนสนิทของคุณบุ๋ม ปนัดดา หลายคนเล่าให้ผมฟังทางไลน์และโทรศัพท์ว่าไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้เลย วันที่ผมไปให้กำลังใจคุณบุ๋มที่ช่อง 9 กับคุณต๊ะ นารากรคือวันที่ข่าวนี้เป็นแค่เรื่องสา มีหลอกลวงภรรยา แต่ในชั่วข้ามคืนเรื่องทั้งหมดก็กลายเป็นเรื่องเงินทองอื้อฉาวอย่างรวดเร็ว
ปัญหาคุณบุ๋มจะจบอย่างไรทางกฎหมายยังไม่มีใครรู้ เพราะตำรวจยังไม่มีการตั้งข้อหาและยังไม่เป็นแม้กระทั่งคดี แต่เท่าที่มีการ “วิเคราะห์” (ซึ่งในสื่อคือคำหรูๆ เพื่อทดแทนคำว่าการแสดงความเห็น) คุณบุ๋มมีโอกาสโดน 3 ข้อหาคือ ฉ้อโกงประชาชน, ฟอกเงิน และความผิดตาม พรบ.คอมฯ
“ลาสท์บอส” ซึ่งโพสท์กันไปมาเวลานี้ยังไม่น่ามี ส่วน “เส้นเงิน” มีประเด็นที่ในที่สุดอาจทำให้เรื่องนี้น่าตกใจอย่างที่พูด แต่ที่สำคัญกว่าคือกรณีคุณบุ๋มจะนำไปสู่การตรวจสอบมูลนิธิซึ่งคล้ายกันอย่างน้อย 3 แห่ง โดยเฉพาะในประเด็น “เส้นเงิน” ซึ่ง 1 ในกรณีที่สอบสวนไปแล้วคือคุณกัน จอมพลัง
รูปแบบขององค์กรเหล่านี้คล้ายกันคือใช้ตัวบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับ “อินฟลู” ตั้ง “องค์กร” ที่อิงกับความรักชาติ (Nationalism) หรือไม่ก็อิงกับการแสดงอย่างล้นเกินว่าตัวเองทำความดีมากกว่าใครๆ (Sanctimonious) ซึ่งยิ่งทำให้คนเชื่อทั้ง 2 เรื่องได้มากก็ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้คนบริจาคเงินให้ “อินฟลู”
สรุปสั้นๆ “ต้นทุน” ขององค์กรแบบนี้คือตัว “อินฟลู” ถ้า “อินฟลู” พัง องค์กรก็พัง แต่ “อินฟลู” จะสร้าง “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ได้ต่อเมื่อเอาตัวเองไปแปะกับเรื่องที่สังคมถือว่ามีคุณค่า(Values) จนคน เชื่อว่า “อินฟลู” เป็น “อวตาร” หรือ “Presenter” ของเรื่องนั้นจนพร้อมจะโอนให้ “อินฟลู” ทันที
“โมเดลธุรกิจ” ขององค์กรแบบนี้คือใช้ชื่อเสียงของบุคคลเป็น“ทุนทางสังคม”เพื่อสร้างความเชื่อมั่น จากนั้นคือให้บุคคลพูดและแสดงออกเรื่องที่ถูกทั้งปีอย่างความรักชาติหรือการทำความดี และขั้นถัดไปคือบริจาคความช่วยเหลือให้คนกลุ่มต่างๆ เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าต้องสนับสนุนบุคคลแบบนี้ต่อไป
สังเกตมั้ยครับว่า“อินฟลู”แต่ละคนจะมีความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตัวเอง ถ้าเป็นสายธรรมะก็จะมีอินฟลูที่ชวนคนตื่นไปบริจาคหล่อพระหรือทำบุญตลอดเวลา ถ้าเป็นสายชาตินิยมก็จะมีอินฟลูที่ชวนเกลียดเขมร ถ้าเป็นสายทำดีก็จะมีอินฟลูที่เป็นตัวท็อปสายนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ทับทางกัน
“อินฟลู” เขม่นกันมั้ย คำตอบคือมีแน่ เพราะทุกคนต้องแย่งชิงความน่าเชื่อถือจากประชาชนให้มากที่สุด “อินฟลู” ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันจึงเขม่นกัน “อินฟลู” สายรักชาติคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังเป็นปีว่า “อินฟลู”สายนี้อีกคนมั่วเงินมาก เช่นเดียวกับ“อินฟลู”สายน้ำท่วมคนหนึ่งก็นินทาอีกคนเช่นกัน
การทำความดีไม่ผิด เช่นเดียวกับธรรมมะหรือความรักชาติไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคือสังคมที่ไม่มีใครทำเพื่อคนอื่นเลย อยากโกงก็โกง อยากฆ่าก็ฆ่า อยากข่มขืนก็ข่มขืน อยากเอาขยะพิษจีนมาทิ้งไทยก็ทำ ฯลฯ แต่การเอา “ความดี” หรือเรื่องแบบนี้ไปสร้างมูลค่าคือสิ่งที่ต้องระวัง
“อินฟลู” มีทุกสังคม แต่ “อินฟลู” ที่โหน “คุณค่า” จนคนอยากโอนเป็น “มูลค่า”คือ “ปรากฎการณ์” ในบางสังคมเท่านั้น และ “ระบบนิเวศน์” หรือ “เงื่อนไขทางสังคม” ที่ทำให้ “อินฟลู” สร้างรายได้มหาศาลคือการเป็นสังคมที่ Hype คุณค่าต่างๆ จนมีความต้องการบริโภคคุณค่านั้นตลอดเวลา
คำไทยร่วมสมัยเรียกอาการนี้ว่า “คลั่งชาติ”, “ดีย์” หรือ “ติดดี” แต่คำกลุ่มนี้แดกดันคนเชื่อแบบนี้ราว การทำดีหรือความรักชาติเป็นเรื่องชั่วหมด ประเด็นคือคนไม่ใช่ปัญหา ภาษาอังกฤษมีคำตรงกว่าคือ Sanctimonious จากภาษาละติน Sanctimonia หรือการแสดงว่าตัวเองศักดิ์สิทธิ์กว่าคนอื่นตลอดเวลา
“ระบบนิเวศน์” ที่ทำให้คนอยากโอนให้“อินฟลู”คือความเป็นชาตินิยมล้นเกิน (Hyper-Nationalism) อยากเป็นคนดีจนล้น (Hyper-Altruism) หรืออยากบอกโลกว่ามีศีลธรรมจนเว่อร์ (Hyper-Moralism) ซึ่งทำให้คนบางกลุ่มรู้สึกว่าต้องแสดงออกเรื่องนี้จนเกินธรรมชาติด้วยการแห่บริจาคให้ “อินฟลู”
อินฟลูเป็นผลผลิตของสังคมที่เรื่องดีๆ อย่างชาตินิยม, ความดี หรือความมีศีลธรรม ถูกทำให้เป็นสิน ค้า คนที่อยากรักชาติจึงต้องเกลียดพม่า ด่าเขมร เหยียดลาว ฯลฯ แล้วโอนให้ “อินฟลู” กระทืบแรง งานพม่า ด่าคนเขมร ถึงจะไม่กล้าทำอะไรจีนเทาหรืออินเดียเทาหรือรัสเซียเทาในไทยก็ตาม
ย้ำอีกครั้ง “อินฟลู” ไม่ผิด คนอยากบริจาคช่วยสังคมไม่ผิด และองค์กรทำงานช่วยสังคมที่ดีๆ มีเยอะ ไปหมด ภาษาอังกฤษเรียกองค์กรแบบนี้ว่า Social Enterprise แต่ “ระบบนิเวศน์”ที่ทำให้อินฟลูเล่นบท Hype เพื่อสร้างรายได้เป็นปัญหา เพราะทำให้อินฟลูกลายเป็นพระเจ้าในกลุ่มผู้สนับสนุนตัวเอง
“อินฟลู” สร้างตัวเองให้เป็นพระเจ้าได้อย่างไร? คำตอบง่ายๆ คือ “อินฟลู” ต้องไปไหนพร้อมกล้องเพื่อไลฟ์การ“ทำดี” ต่อหน้ากล้องตลอดเวลา อินฟลูสายด่าเขมรต้องมีกล้องถ่ายรับหน้าทุกครั้งเวลาด่าเขมร อินฟลูสายทำดีต้องมีกล้องถ่ายด้านหน้าทุกคร้้งที่แบกของ เช่นเดียวกับอินฟลูสายทำบุญ
ไม่มีทหารชายแดนคนไหนไลฟ์ตลอดเวลาเท่าอินฟลูสายด่าเขมร ไม่มีพระเกจิหรืออริยเจ้ารูปไหนไลฟ์ทั้งวันอย่างอินฟลูสายธรรมบุญ เหตุผลง่ายๆ คือคนเหล่านั้น Authentic ขณะที่ “อินฟลู” จำเป็นต้องสร้างภาพผ่านกล้องเพื่อตอกย้ำกับผู้สนับสนุนถึงการโอนให้ “อินฟลู” ที่ทำความดีตลอดเวลา
จำตอนกระแสเกลียดเขมรแรงได้มั้ยครับ ถ้าจำได้คงจำได้ว่า “กระแส” คุณกันราวพระเจ้าที่ทำอะไรถูกไปหมด สส.พรรคประชาชน คุณ “ไอซ์ รักชนก” ขอให้มูลนิธิคุณกันฯ เปิดเผยรายได้ตั้งแต่ตุลา คม 2568 แต่คุณไอซ์และพรรคโดนด่าว่าชังชาติและไม่รักชาติเพียงเพราะไปแตะ “พระเจ้า่” ชื่อกัน
ปีเดียวผ่านไป การตรวจสอบคุณกันเรื่อง “เส้นเงิน” เป็นเรื่องปกติ รายการทอล์คเชิญคนไปพูดออกทีวีความลับลมคมในของคุณกันเรื่องเงิน เรื่องที่ดิน หรือแม้แต่เรื่องบ่อนเขมรอย่างเปิดเผย และกรณีคุณบุ๋มปนัดดาที่เคยพุ่งสูงสุดช่วงสงครามไทย-เขมร ก็มีสภาพแบบเดียวกันนี้เช่นเดียวกัน
เมื่อ “อินฟลู” กลายเป็น “พระเจ้า” ความจำเป็นที่อินฟลูต้องมี “ธรรมาภิบาล” หรือ Governance เพื่อความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อส่วนรวมก็สูญสิ้น เพราะพระเจ้าถูกตลอด แค่คิดตรวจสอบพระเจ้าก็ผิดแล้ว ใครทำก็โดนถล่มเหมือนไอซ์โดนกรณีคุณกัน หรือตอนคนเริ่มพูดเรื่องคุณบุ๋ม ปนัดดา
“อินฟลู” ไม่ใช่ปัญหา การทำความดี, รักชาติ หรือทำบุญไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการสร้างรายได้จากเรื่องพวกนี้โดยไม่มีการตรวจสอบจนกลายเป็นการสร้างภาพเพื่อเร่งเร้าการโอนเงิน
ที่ไหนไม่มี Governance หรือธรรมาภิบาล ที่นั่นพังหมด ไม่ว่าจะเป็น“อินฟลู”หรือประเทศที่รัฐบาลกินรวบจนแม้กรรมาธิการเรียกเอกสารหรือตรวจสอบอะไรไม่ได้ รัฐบาลแบบนี้โกงอำนาจเพื่อโกงอย่างอื่นไม่ต่างกับอินฟลูโกงตังค์สังคม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
