ก่อนทำการบันทึกวิดีโอสั้นก็สูดลมหายใจลึกๆ ให้เต็มปอดเบื้องหน้ามีโทรศัพท์ประจำกายติดที่ขาตั้งโทรศัพท์ เมื่อพร้อมแล้วก็กดคำสั่งบันทึกภาพเคลื่อนไหวผมจึงหย่อนกายลงที่พื้นโดยที่แผ่นหลังพิงกับผนังห้องและชันเข่าซ้ายขึ้นต่อมาก็ขยับนิ้วที่สายกีตาร์เพื่อบรรเลงเพลงแนวอกหักด้วยเพลงไม่อาจเปลี่ยนใจของเจมส์ เรืองศักดิ์ซึ่งเป็นเพลงโปรดในวัยเด็ก
“ฉันคงไม่อาจทำให้เธอเปลี่ยนใจ ฉันคงไม่อาจทำให้เธอกลับมารักฉัน” ผมขับขานเสียงไปอย่างสะเทือนอารมณ์ต่อเนื่องทั้งที่จริงเพลงนี้ก็ไม่สอดคล้องกับเรื่องจริงสักเท่าไรนัก ด้วยหญิงสาวในแผนกบัญชีที่ชื่อดวงใจมีคู่รักอยู่ก่อนแล้ว ผมจึงเป็นเพียงบุคคลมาทีหลังแม้ว่าผมจะมอบความรักให้เธอตลอดเวลาก็ตามหากก็ไม่อาจเปลี่ยนใจเธอให้มารักผมได้ หนำซ้ำยังโดนเธอกล่าววาจาให้เจ็บช้ำใจ
เช่น ครั้งหนึ่งขณะที่เธอเดินผ่านโต๊ะทำงานของผม ผมถามว่าจะไปไหน แต่เธอกลับตอบว่า “ไปเที่ยวกับแฟน นัดแฟนไว้”
หรือช่วงที่มีการสะสมแสตมป์จากร้านสะดวกซื้อเธอจะขอแสตมป์จากผมซึ่งก็เกือบจะให้อยู่แล้วแต่เธอกลับบอกว่าเก็บให้แฟน ผมจึงระงับการส่งมอบ
บันทึกวิดีโอเสร็จสิ้นแล้วก็เหลือบมองที่ซองสีชมพูอยู่ข้างกายซึ่งภายในมีบัตรเชิญพิธีมงคลสมรสระหว่างเธอกับชายที่ให้ความรักกับเธอก่อนผม ทั้งสองคนจะเข้าพิธีแต่งงานกันในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เมื่อหยิบขึ้นมาจากพื้นห้องจึงดึงบัตรเชิญออกจากซองและฉีกทิ้งไปอย่างไม่ลังเลใจ
แหงนมองที่นาฬิกาติดผนังเหนือศีรษะโดยบอกเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาคารก็จะมาปิดกระแสไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และประตูอาคารแล้ว หากแต่สายฝนยังคงร่วงหล่นอย่างหนัก โดยเห็นเด่นชัดคือตกกระทบแผงโซลาร์เซลล์ที่วางติดกันเป็นแพและเป็นหน้าจั่วประกอบเข้ากับเสาและคานเหล็กจนคล้ายหลังคาจึงกลายเป็นลานจอดรถในร่มซึ่งอยู่ภายนอกอาคารสันทนาการ แน่นอนว่าต่อให้ฝนตกหนักเพียงใดผมก็จำเป็นต้องออกจากอาคารนี้
การบันทึกวิดีโอเป็นไปด้วยดีจึงนำลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยตั้งชื่อหัวข้อว่า ‘คนอกหักอยู่ตรงนี้’ อาจด้วยอารมณ์แห่งความผิดหวังจึงกระทำไปทั้งที่จริงเป็นเรื่องส่วนตัวของผมซึ่งก็ไม่ควรให้ผู้อื่นรับทราบหากแต่มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ทำกันจนเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
หลังจากนำลงในเฟซบุ๊ก ไม่กี่อึดใจก็มีคำพูดเป็นตัวอักษรสอบถามเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น”
“เราอกหัก คนที่รักจะแต่งงาน” ผมพิมพ์ตอบกลับไป
สักพักก็มีข้อความให้กำลังใจกลับมาเช่นว่า “อย่าท้อนะ สู้ๆ นะ” หรือ “เป็นกำลังใจให้นะ”
จนเมื่อนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มสิบนาทีแล้วในโสตประสาทจึงรับรู้ว่ามีเสียงเปิดประตูพร้อมกับปรากฏร่างชายหนุ่มผิวเหลืองนวลยิ้มแย้มเดินกรายเข้ามา
“พี่หนึ่งทำไมยังอยู่ในตึกอีกล่ะ กลับได้แล้ว” เขาเรียกชื่อเล่นของผม
ผมผุดลุกจากพื้นห้องโดยเก็บกีตาร์และขาตั้งโทรศัพท์เข้าตู้เก็บของจากนั้นจึงนำบัตรเชิญที่ฉีกทิ้งเก็บลงในกระเป๋าสะพายหลังที่วางไว้บนโต๊ะปิงปองด้วยไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นเป็นการป้องกันการพูดกันปากต่อปากและเตรียมเดินออกจากอาคาร ก็ยังดีที่เจ้าหน้าที่ให้ยืมร่มกันฝน
ก้าวเดินพลางถือร่มไปอย่างเชื่องช้าขณะที่สายฝนยังคงตกอย่างต่อเนื่องจนเมื่อผ่านอาคารแผนกบัญชี สายตาเพ่งมองไปที่ดวงใจผู้ที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ผ่านผนังกระจกกรองแสง
เหตุที่ต้องยืนรอรถที่ริมบาทวิถีหน้าบริษัทเพราะรถยนต์ส่วนตัวยังจอดอยู่ในศูนย์บริการซ่อมรถยนต์แต่ผมสามารถนำออกจากศูนย์ได้ในวันถัดไป
เลยเวลาสองทุ่มครึ่งมาสิบนาทีแล้วตามที่โทรศัพท์แจ้งจึงคาดเดาว่าอาจจะต้องยืนรอรถสองแถวมากกว่าจะเป็นรถโดยสารประจำทางปรับอากาศท่ามกลางสายฝนด้วยความลำเค็ญ
เหลืออีกสิบนาทีก็จะเป็นสามทุ่มก็แลเห็นรถสองแถวเคลื่อนที่มาถึงด้วยความเร็วปานกลางจึงโบกมือเรียกให้จอดหากแต่รถจอดเลยจากกายผมไปพอสมควรจึงต้องวิ่งไล่ตาม
เม็ดฝนตกลงจับตามแขนและไหล่เสื้อหลังเก็บร่มแล้วจึงกุลีกุจอโผเข้าไปหย่อนกายอย่างรวดเร็วโดยมีผู้โดยสารไม่มากนัก ขณะเดียวกันรถก็แล่นลิ่วไปตลอดเส้นทางโดยไม่จอดรับผู้โดยสารอีกเลย แต่อุปสรรคที่รออยู่คือบนถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ตกจากฟากฟ้าอันเป็นสัญญาณว่าอาจต้องปลดถุงเท้าและรองเท้าพร้อมกับพับม้วนขากางเกงให้สูงขึ้นและเดินฝ่าน้ำต่อไป
สายฝนเริ่มสร่างซาลงและในที่สุดรถสองแถวแล่นมาถึงจุดหมายปลายทางซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกับสถานีรถไฟลอยฟ้าอุดมสุขในเวลาสามทุ่มสิบห้านาที เมื่อจ่ายค่าโดยสารแล้วผมจึงต้องเดินฝ่าน้ำที่สูงเกินบาทวิถีด้วยเท้าเปลือยเปล่าพร้อมกับสะพายกระเป๋าหลังโดยถือรองเท้าและถุงเท้าอย่างเร่งรีบเพื่อไปยังสถานีรถไฟลอยฟ้าต่อไป
ทว่า แทนที่จะเดินตรงไปผมกลับพยายามเดินเลี้ยวขวาอันเป็นเส้นทางที่ย่นระยะทางไปสู่สถานีรถไฟลอยฟ้า ที่สำคัญพื้นถนนมีระดับความสูงมากกว่าพื้นถนนทั่วไป น้ำจึงท่วมไม่ถึง
ผู้คนยืนหรือเดินอยู่ในใต้ถุนอาคารโดยไม่มีการเดินบนทางเดินกลางแจ้งที่อยู่ระหว่างกลางของอาคารแบบห้องชุดทั้งสองด้าน
แต่ระหว่างก้าวเดินไปในใต้ถุนอาคารก็พลันเห็นหญิงสาวอยู่ในชุดแม่บ้านทำความสะอาดนั่งและมือกดที่ฝ่าเท้าจากม้านั่งซึ่งตั้งอยู่ริมทางเดินกลางแจ้งเพียงลำพังและสังเกตเห็นน้ำสีแดงไหลออกจากฝ่าเท้า โอ้! เธอคงได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ในใจก็ครุ่นคิดเป็นสองทางคือเดินผ่านไปโดยไม่สนใจผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเดินไปหาเธอเพื่อถามไถ่อาการ
หากแต่ในที่สุดความสงสารก็เอาชนะความเห็นแก่ตัวจึงเดินเร็วไปหาเธอผู้นั้น
“เป็นอะไรมากมั้ย”
เธอร้องไห้กระซิกๆ ด้วยความเจ็บปวดที่ฝ่าเท้านองไปด้วยโลหิต “เอ่อ ไปโดนอะไรมา”
“เศษ เศษแก้วบาดค่ะ ฮือ ฮือ”
ผมสันนิษฐานว่าเธอคงถอดรองเท้าและเดินฝ่ากระแสน้ำแต่เท้าเปล่าอาจถูกเศษแก้วบาดหรือทิ่มตำและยามนี้โลหิตยังไหลไม่หยุด เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีกระดาษชำระหนึ่งม้วนเก็บอยู่ในกระเป๋าสะพายจึงรีบเปิดออกพร้อมกับฉีกกระดาษชำระและพับเป็นทบ แต่ก่อนที่จะนำกระดาษชำระกดทับที่บาดแผลก็ตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีเศษแก้วติดที่ฝ่าเท้าและใช้น้ำดื่มสะอาดชำระล้างจนพบว่าแผลเป็นทางยาวต่อมาก็กดทับด้วยกระดาษชำระแต่โลหิตก็ยังไหลออกมาอยู่ดี
“เอาอย่างนี้ ผมจะพาไปโรงพยาบาล”
ผมฝืนความรู้สึกอุ้มเธอโดยช้อนใต้หัวเข่าด้วยมือซ้ายและมือขวาประคองแผ่นหลังพร้อมกับเดินเร็วไปยังจุดที่รถแท็กซี่มักจอดรอรับผู้โดยสาร เธอมิได้แสดงอาการเขินอายแม้จะมีผู้คนรอบข้างมองหากแต่ผมกลับรู้สึกตำหนิผู้คนเหล่านี้มากกว่าที่แสดงท่าทีไม่สนใจคนที่ได้รับบาดเจ็บ
ดูเหมือนสวรรค์ยังคงเมตตา ผมต้องใช้ประโยคนี้เมื่อคนขับรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ยินดีพาไปส่งที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดก็เป็นไปตามคาดคือโรงพยาบาลในเส้นทางถนนบางนา-ตราด
โชคดีที่ยวดยานพาหนะบนท้องถนนมีไม่มากนัก “ทำใจให้สบายนะ เดี๋ยวก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว” ผมปลอบขวัญเธอพลางใช้กระดาษชำระกดทับที่บาดแผล
เมื่อเพ่งพิศที่ดวงหน้าอันขาวผ่องก็เห็นว่าเธอมีความสวยน่ารักและดูคล้ายกับดวงใจหญิงดวงหน้าแบบสาวจีนที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์
จนในที่สุดก็แลเห็นโรงพยาบาลอยู่เบื้องหน้าผู้ขับขี่จึงนำรถจอดที่บริเวณว่างหน้าประตูทางเข้าซึ่งมีเตียงเคลื่อนย้ายฉุกเฉินสามารถปรับนั่งได้เคลื่อนที่มาถึง
“คนบาดเจ็บครับ” หลังชำระค่าโดยสารผมอุทานพลางประคองเธอออกจากรถ นางพยาบาลประคองเธอขึ้นเตียงเคลื่อนย้ายฉุกเฉินและนำผ้าก๊อซกดทับที่บาดแผลเป็นการห้ามเลือดโดยสวมถุงมืออนามัยอยู่ก่อนแล้ว
ผมและนางพยาบาลเข็นเตียงเคลื่อนย้ายไปที่เคาน์เตอร์ฝ่ายทะเบียนเธอซึ่งเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บก็แจ้งชื่อตนเองว่า แววดาว นุ่มละมัยต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียน เจ้าหน้าที่จึงถามถึงสิทธิการรักษาพยาบาล เธอทำทีอึกอักขณะที่ผมก็เกิดความลังเลใจชั่วขณะแต่ก็กล่าวรับรองว่าจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเองต่อมาแพทย์ก็นำเธอเข้าห้องรักษาพยาบาล
หลังจากที่เบิกเงินสดจากตู้เอทีเอ็มพร้อมกับซื้ออาหารพกพาได้และน้ำดื่ม ผมจึงนั่งรอพลางรับประทานอาหารและดื่มน้ำอยู่ภายนอกห้องเกือบหนึ่งชั่วโมงจนเมื่อนาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาห้าทุ่มก็ปรากฏว่าเธอออกจากห้องพร้อมกับนางพยาบาลโดยได้รับการสวมผ้าพันแผลที่ฝ่าเท้าและวางกายอยู่บนเตียงเคลื่อนย้ายฉุกเฉินมีล้อเลื่อน
แพทย์ผู้ทำการรักษาแจ้งว่ามีการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ด้วยความคลุมเครือในเรื่องประวัติการฉีดวัคซีนจึงให้คำแนะนำว่าต้องฉีดสามเข็มรวมระยะเวลาเจ็ดเดือน
เธอเริ่มยิ้มออกและเมียงมองมาที่ผมพร้อมกระพุ่มมือไหว้ “ขอบคุณนะคะ”
นายแพทย์นัดหมายให้มาทำการรักษาบาดแผลที่ฝ่าเท้าในวันมะรืนนี้ซึ่งผมแจ้งไปว่าสะดวกมาช่วงเย็นหลังเลิกงานจึงกลายเป็นหน้าที่ของผม ผมระบายลมหายใจด้วยความอ่อนล้าและกลัดกลุ้ม ปุบปับต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและยังต้องทำหน้าที่มาส่งเธอที่โรงพยาบาล
ก่อนออกจากโรงพยาบาลผมต้องชำระค่ารักษาพยาบาลรวมกับค่าฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเป็นเงินสองพันกว่าบาท เมื่อเดินออกจากอาคารก็มีรถแท็กซี่จอดรอบริการอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่และนางพยาบาลประคองเธอขึ้นรถ
ผู้ขับขี่นำรถแท็กซี่แล่นลิ่วไปตามเส้นทางที่จะไปส่งเธอถึงหน้าบ้านตามที่เธอบอกสถานที่ตั้ง ผมยังคงนิ่งเงียบ สายตาเหม่อมองไปยังกระจกรถด้านข้าง
“คุณชื่ออะไร” เธอถาม
“ผมชื่อกำพล เรียก หนึ่งก็ได้”
“ค่ะ คุณคงรู้แล้วนะว่าฉันชื่อแววดาว เรียก ดาวนะคะ”
เธอหยิบโทรศัพท์ต่อสายและแนบหูคงจะบอกคนในบ้านให้ออกมารับขณะที่ผู้ขับขี่นำรถเคลื่อนที่มาถึงปากซอยซึ่งมีห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังตั้งอยู่เคียงข้างจึงเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยจนแลเห็นบ้านสองชั้นตัวกำแพงดูหม่นหมอง มุงหลังคากระเบื้องว่าวโดยประตูเข้าบ้านเป็นเหล็กยึด
ผู้ขับขี่ดับเครื่องยนต์ผมจึงจ่ายค่าโดยสารหลังจากนั้นจึงอุ้มเธอโดยช้อนใต้หัวเข่าด้วยมือซ้ายขณะที่มือขวาประคองแผ่นหลังและออกจากรถแท็กซี่ตราบจนเมื่อประตูหน้าบ้านเปิดออกก็ปรากฏเป็นหญิงกลางคน “ตายจริง คุณดาวไปโดนอะไรมาคะ”
“เดี๋ยวเข้าไปคุยข้างในนะคะ” แววดาวบอกกับหญิงกลางคน
ผมปล่อยมือออกจากกายเธอ เธอจึงโผเข้าหาหญิงกลางคน
“ดึกแล้ว คุณกลับไปก่อนนะ”
ผมหลุดพ้นจากนิทรารมณ์ในสภาพที่ยังคงงัวเงียจนเมื่อถึงแปดโมงเช้าจึงต่อสายแจ้งคุณวีรพันธ์ผู้เป็นสมุห์บัญชีและหัวหน้าแผนกเพื่อขอลางานช่วงเช้าด้วยต้องไปรับรถยนต์ที่ศูนย์บริการ
งานในช่วงบ่ายก็มีเพียงแค่การบันทึกบัญชีจากในใบแจ้งหนี้และใบกำกับภาษีเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานที่ปฏิบัติวันต่อวัน
วันถัดมาเป็นวันนัดหมายการรักษาฝ่าเท้าที่โรงพยาบาลก็จำเป็นต้องไปที่บ้านของแววดาวจึงกุลีกุจอปิดคอมพิวเตอร์และเก็บเครื่องเขียนลงในลิ้นชัก ต่อมาจึงโทร.หาเธอให้เตรียมพร้อมไว้
สายตาหลายคู่จับจ้องมองผมด้วยความประหลาดใจเนื่องจากผมมักจะไม่ออกจากบริษัทตามเวลาเลิกงาน นาฬิกาข้อมือบอกเวลาห้าโมงสิบห้านาทีจึงเดินแกมวิ่งไปที่ลานจอดรถ
บางช่วงของถนนมีความคับคั่งของยวดยานพาหนะและมาถึงปากซอยก็เกือบหกโมงเย็นต่อจากนั้นก็นำรถเคลื่อนที่เข้าไปอีกไม่ไกลก็มาถึงที่หมาย เมื่อจอดรถนิ่งสนิทแล้ว หญิงกลางคนยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมกับประคองแววดาวจนเข้าไปหย่อนกายภายในรถได้สำเร็จ
ควบรถมาถึงโรงพยาบาลเกือบหนึ่งทุ่มโดยเข้าห้องรักษาพยาบาลทันที เมื่อทำการรักษาเสร็จแล้วนายแพทย์อธิบายว่าได้ทำการรักษาด้วยการใส่น้ำยาฆ่าเชื้อและยาสมานแผล สุดท้ายคือปิดแผลด้วยผ้าก๊อซและปลาสเตอร์และก็เหมือนเคยที่แพทย์นัดหมายให้มาทำการรักษาในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้หลังจากนั้นผมก็ชำระค่ารักษาพยาบาล
ผมนำรถเคลื่อนที่ไปจนเมื่อนาฬิกาในรถบอกเวลาสองทุ่มครึ่งแล้วก็เริ่มมีอาการหิวขึ้นมา
“เป็นไงบ้าง ยังเจ็บแผลอยู่มั้ย” ผมถามในขณะที่สายตาจดจ้องมองเส้นทางเบื้องหน้า
“เจ็บนิดๆ ค่ะ ว่าแต่หิวมั้ยคะ” เธอถาม
“ก็มีบ้าง แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมส่งคุณแล้วไปหากินเองได้”
“เอาอย่างนี้กินข้าวที่บ้านดาวก็ได้ แม่บ้านเขาทำกับข้าวทุกวันอยู่แล้ว”
“ผมเกรงใจน่ะ”
เธอหัวเราะเบาๆ “ดาวซิคะต้องเกรงใจคุณที่ช่วยดาวไปหาหมอ วันนั้นดาวนั่งเจ็บทรมานอยู่ตรงนั้นตั้งนาน เลือดก็ไหลอยู่เรื่อยๆ ไม่มีใครคิดจะช่วยดาวเลย”
“เหรอฮะ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะซัพพอร์ตคุณจนหายดีจนไม่ต้องไปโรงพยาบาลอีกเลย”
ผมเดินเข้าไปในบ้านของแววดาวและนั่งที่เก้าอี้เบื้องหน้าเป็นโต๊ะอาหารซึ่งมีกับข้าวสามอย่างพร้อมข้าวสวยร้อนกรุ่นในหม้อหุงข้าวจึงรับประทานพร้อมกับแววดาว อาจด้วยความหิวก็เป็นได้ อาหารที่ดูธรรมดาจึงรู้สึกเอร็ดอร่อยและในระหว่างละเลียดอาหารผมเห็นรอยยิ้มของเธอแสดงให้เห็นว่าเธอเริ่มมีความสุขขึ้นบ้างแล้ว
ประจวบเหมาะเป็นวันเสาร์จึงไม่ต้องพาแววดาวไปทำการรักษาแผล ผมจึงมีเวลาอยู่บ้านอ่านหนังสือ พอถึงช่วงบ่ายผมก็เดินทางไปที่บ้านของเธอเพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บและอยู่ดูแลพร้อมทั้งพูดคุยสัพเพเหระเพื่อให้เธอรู้สึกสบายใจ
ผมต้องพาแววดาวไปทำการรักษาอีกสามครั้งภายในหกวันจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมและในที่สุดนายแพทย์แจ้งนัดตัดไหมเมื่อแผลสมานตัวดีแล้วในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม
ถึงวันนัดหมายเมื่อถอดผ้าพันแผลและตัดไหมออกแล้วแววดาวเริ่มมีรอยยิ้มเมื่อฝ่าเท้าของเธอหายการบาดเจ็บ ผมก็ดีใจแม้ว่าต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปเกือบหนึ่งหมื่นบาทก็ตามและผมก็รับใบเสร็จรับเงินพร้อมกับรับยาแก้ปวดให้เธอ
“ดีใจด้วยที่หายดีแล้ว” ผมกล่าวให้กำลังใจเธอ
เธอยิ้ม “ขอบคุณค่ะ ว่าแต่ค่ารักษาเท่าไรคะตั้งแต่ทำแผลมา ดาวขอผ่อนจ่ายได้ไหมคะ”
ผมยิ้มและโบกมือเบาๆ “เอ่อ ไม่ต้องหรอกครับ”
เสียงก้าวเท้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก สายตาผมก็ปรายมองเห็นชายเรือนร่างกำยำส่วนสูงใกล้เคียงกับผม ดวงหน้าคมสัน ไว้ผมสั้น ผิวขาวนวล สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวและกางเกงยีนส์กำลังก้าวเดินมาทางผมกับแววดาว เมื่อเขายืนอยู่ตรงหน้าของฝ่ายหญิงก็ลูบไล้เรือนผม “เป็นไงบ้างดาว”
ความรู้สึกสะเทือนใจและผิดหวังผุดขึ้นทันที แท้ที่จริงแววดาวมีคู่รักหรือสามีแล้วอย่างนั้นหรือ ดูเหมือนจะเป็นไปตามที่หมอดูซึ่งเคยตรวจดูดวงชะตาให้ผมบอกไว้ไม่มีผิด ชีวิตผมจะต้องไร้คู่
“เอ่อ พอดีผมมีธุระด่วนนะครับ ขอตัวก่อน” ผมฝืนยิ้มและกล่าวตัดบทโดยพลัน
“อ้าว! จะไปเลยหรือ” แววดาวถาม
ในเวลานี้ผมเชื่อว่าไม่ควรอยู่เคียงข้างเธอกับผู้ชายคนนี้ ขืนอยู่ต่อไปเขาทั้งสองคงมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องพูดคุยกันมากกว่านี้และผมก็จะเป็นส่วนเกินทันที
ผมส่ายศีรษะด้วยความผิดหวังพร้อมกับเดินเร็วไปยังลานจอดรถและขยับกายเข้าไปในรถ คิดไว้ก่อนว่าถึงอย่างไรชายหนุ่มร่างกำยำจะต้องนำรถยนต์ส่วนตัวมารับอยู่แล้ว
กับความรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงจึงควบรถเร็วเข้าสู่เส้นทางไปเรือนพักอาศัยโดยพยายามหักห้ามใจไม่คิดถึงอีก ความรู้สึกราวกับโชคชะตาเล่นตลก ถือเสียว่าได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ก็แล้วกัน
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อเพ่งมองที่หน้าจอก็เห็นเป็นเลขหมายของแววดาว คิดในใจว่าเธอมิควรจะต่อสายมาหาผมอีกจึงตัดปัญหาด้วยการปิดสัญญาณโทรศัพท์
ผ่านไปจวนครบสองสัปดาห์หลังการรักษาฝ่าเท้าครั้งสุดท้ายของแววดาว แม้จะสมานแผลที่ฝ่าเท้าของเธอจนหายสนิทแต่กลับกลายเป็นว่าผมมีแผลในใจเกิดขึ้นแทนที่อาจด้วยความใกล้ชิดและพูดคุยกันในห้วงเวลาที่เธอบาดเจ็บรวมทั้งเธอมีดวงหน้าคล้ายดวงใจจึงเกิดความรักต่อเธอขึ้นในใจแต่ยามนี้ควรหักห้ามใจ
คุณวีรพันธ์เดินมาทางผมขณะที่ผมเรียงเอกสารเข้าแฟ้ม “เป็นไงบ้าง น้องคนที่หนึ่งพาไปรักษาแผลที่เท้าน่ะ”
“หายดีแล้วฮะ” ผมตอบ เหตุที่คุณวีรพันธ์ทราบเรื่องนี้เพราะผมเล่าให้ฟังเอง
นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสองทุ่มแล้วขณะที่ผมบันทึกข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จู่ๆ สายฝนก็ตกลงมาและพบเจอบัตรเชิญพิธีมงคลสมรสที่ผมฉีกทิ้งและเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายหลังจึงพลอยให้นึกถึงวันที่ผมบันทึกวิดีโอพร้อมกับขับขานเพลงพลางขยับนิ้วที่สายกีตาร์จวบจนพบแววดาวที่บาดเจ็บเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่ฝ่าเท้าจึงเกิดความรู้สึกว่าสายฝนวันนั้นทำให้เกิดเรื่องราวระหว่างผมกับแววดาวหากแต่ทุกอย่างก็ลงเอยเหมือนเดิมคือความผิดหวังซ้ำซาก
กว่าฝนจะหยุดตกก็เกือบสี่ทุ่มผมนำบัตรเชิญดังกล่าวเข้าสู่เครื่องทำลายเอกสารและเดินเร็วไปที่ลานจอดรถเพื่อนำรถเคลื่อนที่กลับสู่บ้านอันอบอุ่นโดยวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดผมต้องการจะไปเดินเตร็ดเตร่ในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้บ้านเพื่อมองดูสินค้าและอาจซื้อของที่ถูกใจ
วันจันทร์ของสัปดาห์ที่สี่มาถึงอีกไม่กี่วันต้องปิดบัญชีประจำเดือน หลังมื้ออาหารกลางวันก็คิดไว้แล้วว่าจะไปที่ห้องสมุดของแผนกด้วยอยากอ่านหนังสือเบาสมองอย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมง
มีผู้คนประปรายในห้องสมุด ผมหยิบหนังสือจากตู้และหย่อนกายลงที่เก้าอี้โดยที่โต๊ะตั้งอยู่ใกล้กับหน้าต่างบานกระทุ้งขณะที่สายตากวาดมองที่ตัวหนังสือพลางอ่านอยู่ในใจ
เสียงสัญญาณจากโทรศัพท์ติดตามตัวดังขึ้น ปรากฏเลขหมายที่ไม่คุ้นเคยอันที่จริงผมไม่เต็มใจจะกดรับสายหากแต่ราวกับมีแรงดลใจให้กดรับสาย “ฮัลโหล จากไหนครับ”
“คุณกำพลใช่มั้ย ผมปิยะนันท์นะ”
“ใครครับ ผมไม่รู้จัก ขอโทษนะครับ” ผมกุลีกุจอกดคำสั่งวางสายโดยไม่ถามต่อ
สักพักต่อมาก็มีเสียงสัญญาณจากแอพพลิเคชั่นไลน์ซึ่งเป็นข้อความของบุคคลที่ไม่คุ้นเคยหากก็กดเปิดดูเผื่อจะเป็นเรื่องสำคัญ
มีข้อความปรากฏว่า “ผมปิยะนันท์ วันเสาร์ที่ 29 นี้คุณต้องพาดาวไปฉีดวัคซีนเข็มที่สอง”
ลิ้นชักแห่งความทรงจำก็เปิดขึ้น ใช่แล้ว! ผมมีนัดหมายต้องพาแววดาวไปฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเข็มที่สองตามคำสัญญาที่ผมจะต้องช่วยเหลือเธอจนจบภารกิจ หากแต่ยามนี้ผมไม่ปรารถนาจะพาเธอไปอีกแล้ว ด้วยไม่ต้องการพบหน้าผู้ชายที่ลูบไล้เรือนผมของเธอ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเธอต้องปิดบังผมหากแต่ในความเป็นจริงผมก็ไม่เคยถามไถ่เธอเอง
นับตั้งแต่วันที่ผมได้รับข้อความทางแอพพลิเคชั่นไลน์ตราบจนถึงวันศุกร์ก็เกิดความรู้สึกเคร่งเครียดและกลัดกลุ้มด้วยไม่ปรารถนาจะพาเธอไปโรงพยาบาลอีกต่อไป
แต่เมื่อถึงวันเสาร์ผมจำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับแววดาวด้วยการนำรถเคลื่อนที่ไปยังเรือนพักอาศัยสองชั้น หลังจากที่ผมหยุดรถที่หน้าบ้าน หญิงกลางคนยืนรออยู่ก่อนแล้วด้วยรอยยิ้มต่อมาแววดาวก็ผลักประตูเหล็กยึดและเดินเข้ามาที่รถยนต์โดยนั่งที่เก้าอี้เบาะข้างกายผมด้วยสีหน้าหดหู่หากทว่าผมมิได้ไต่ถามด้วยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
“คุณปิยะนันท์ไม่มาด้วยหรือ” ผมถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คงจะไปรอที่โรงพยาบาลแล้ว” เธอพูดอย่างไร้อารมณ์แต่เป็นคำตอบที่ผมรู้สึกเครียด
นำรถจอดในลานจอดรถของโรงพยาบาลผมกับเธอขยับกายออกจากรถและเดินไปที่แผนกผู้ป่วยนอก ผมแสดงสีหน้าเมินเฉยทว่าเธอประสานสายตาตัดพ้อกับผม เมื่อไปถึงฝ่ายทะเบียนเธอจึงแจ้งชื่อเพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเข็มที่สอง นางพยาบาลผายมือให้เธอเข้าห้องพยาบาล ผมจึงนั่งรอที่หน้าห้องจนกว่าการฉีดวัคซีนจะเสร็จสิ้น แต่ขณะที่นั่งรอผมวิตกกังวลว่าจะเจอชายเรือนร่างกำยำที่ลูบไล้เรือนผมแววดาว
ผ่านไปราวสิบนาทีก็ปรากฏร่างชายกำยำคนเดียวกับที่ผมเห็นในวันที่พาแววดาวมารักษาฝ่าเท้าครั้งสุดท้าย เขาเดินยิ้มมุ่งตรงมายังเก้าอี้ที่ผมนั่งและหย่อนกายเคียงข้าง
“ไง หมอฉีดยาให้ดาวอยู่หรือ”
“ครับ แฟนคุณอยู่ในห้องพยาบาล”
เขาขมวดคิ้ว “แฟน แฟนอะไร คุณเข้าใจผิดแล้วมั้ง”
และแล้วเขาก็ยิ้มกริ่ม “อ๋อ ผมเข้าใจแล้ว คุณคิดว่าผมเป็นสามีของดาวงั้นหรือ”
“หมายความว่ายังไง แต่ผมก็ต้องคิดอย่างนั้นเพราะวันนั้นที่คุณมาถึงและทำแบบนั้นมันจะคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้”
“ผมเป็นพี่ชายของดาว ผมลูบเรือนผมด้วยความเอ็นดูและปลอบใจ ผมทำงานอยู่ต่างจังหวัดกับแฟนซึ่งจะกลับมาที่บ้านเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง แม่บ้านบอกกับผมว่าดาวบาดเจ็บที่ฝ่าเท้าและคุณช่วยพาดาวมารักษาที่โรงพยาบาลแต่นับจากวันที่คุณเดินจากไปดาวก็เศร้าซึมตลอดเวลาจนผมนึกแปลกใจเพราะคิดว่าน้องสาวผมคงจะไม่รักใครอีกแล้ว”
“เรื่องมันเป็นยังไงหรือครับ” เมื่อความคิดและความรู้สึกผ่อนคลายแล้วจึงถาม
“สามีของดาวเสียไปในช่วงโควิดระบาดหนักทั้งที่แต่งงานกันไม่นาน ดาวก็เลยครองโสดมาตลอดแถมต้องออกจากงานบัญชีและมาทำงานรับจ้างเป็นแม่บ้านทำความสะอาดจนถึงทุกวันนี้”
ประตูห้องเปิดออกเธอจึงเดินออกจากห้องมาด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
“เอ่อ ดาว เป็นไงบ้าง ทุกอย่างเรียบร้อยนะ” ผมถามด้วยความห่วงใย
“ตอนนี้รู้จักห่วงใยแล้วเหรอ โกรธนะที่ไม่โทร.หาดาวเลย วันนั้นทำไมต้องรีบวิ่งหนีไป”
พี่ชายของเธอหัวเราะ “เอาเถอะ เข้าใจผิดกันเล็กน้อย คุณหนึ่งน่ะคิดว่าพี่เป็นสามีดาว”
“ก็อุตส่าห์โทร.กลับไปเพื่อจะอธิบายก็กดสายทิ้ง ดีนะที่ดาวพอเข้าใจจึงคิดว่าจะหาโอกาสอธิบายให้ได้” แววดาวระบายความรู้สึก
ผมประสานสายตาเธอและยื่นมือไปกุมมือเธอ “ผมขอโทษ ผมควรจะฟังคำอธิบายก่อน”
เธอเชิดหน้าไปอีกทาง “เชอะ ไม่อยากพูดด้วยแล้ว” หากแต่ผมเห็นรอยยิ้มของเธอ
“เอาเป็นว่าถ้าคุณรักน้องสาวผมจริงและไม่ติดใจเรื่องที่เคยแต่งงานมาแล้วผมก็ให้โอกาส”
หลังจากที่แววดาวได้รับวัคซีนเข็มสุดท้ายในปลายเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป ปรากฏว่าแผนกบัญชีขาดบุคลากรทำงานผมจึงแนะนำให้เธอมาสมัครงานที่บริษัทและบอกกับคุณวีรพันธ์ไว้
หลังการสอบสัมภาษณ์แล้ว คุณวีรพันธ์รับทราบว่าแววดาวมีประสบการณ์และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบัญชีมาโดยตรงจึงรับเข้าทำงาน
หลังจากที่เธอเข้ามาทำงานในแผนกบัญชีผมก็สอนงานให้จึงเติมเต็มความรักกันอย่างต่อเนื่องจนแม้กระทั่งดวงใจยังอดอิจฉาไม่ได้อีกทั้งแสดงอาการเสียดาย ด้วยเกิดจากเธอกับสามีมีเรื่องระหองระแหงกันทั้งที่ร่วมหอลงโรงไปไม่นาน
ถึงกลางเดือนธันวาคมผมกับแววดาวก็เข้าพิธีวิวาห์กันด้วยเราต่างก็รักกันอย่างจริงใจ
สายฝนร่วงหล่นในวันที่ผมอกหักด้วยหมดหวังในความรักกับดวงใจอย่างแท้จริงจากการได้รับบัตรเชิญพิธีมงคลสมรสหากแต่มันซ่อนและเก็บความรักครั้งใหม่ไว้ให้ผมโดยแท้ แต่ในความเป็นจริงหากว่าวันนั้นผมมิได้คว้าโอกาสนั้นไว้โดยการเมินเฉยและเดินผ่านแววดาวไปในขณะที่เธอได้รับบาดเจ็บที่ฝ่าเท้าผมก็จะไม่ได้ภรรยาแสนสวยและแสนดีอย่างแววดาว
