ทรัมป์แพ้ แต่ทรัมป์ยังอยู่ดับเรา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
การเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีผลกับการเมืองอเมริกันเท่านั้น แต่ยังมีผลอย่างสำคัญกับการเมืองโลกในอนาคตด้วย ผลการเลือกตั้งจึงเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก
ถ้าเราติดตามโพลในการเลือกตั้งกลางเทอมของการเมืองอเมริกันแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ความนิยมในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ตกลงโดยตลอด และเป็นการตกลงอย่างต่อเนื่อง จนมีคำถามว่า ด้วยคะแนนของทรัมป์ที่ลดลงเช่นนี้ พรรครีพับลิกันจะชนะการเลือกตั้งกลางเทอมได้อย่างไร
ดังจะเห็นว่า เมื่อเริ่มเข้ารับตำแหน่งนั้น ทรัมป์มีความนิยมมากกว่า 50 % แต่ในช่วงที่มีการเลือกตั้งครั้งนี้ ความนิยมเขาลดลงต่ำลงอย่างมาก และต่ำกว่า 40%
เอาทรัมป์ vs ไม่เอาทรัมป์
สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากสำหรับผู้ติดตามการเมืองอเมริกันก็คือ เราจะเชื่อโพลได้ไหม … โพลยังถูกต้องตามผลที่รายงานในสื่อหรือไม่ ?
แน่นอนว่า คำถามพื้นๆ ในเรื่องความถูกต้องของโพลนั้น ตอบไม่ได้เลย และตอบได้ยากมาก เพราะมีปัจจัยใหม่บางประการเข้ามาเกี่ยวข้อง จนหลายฝ่ายไม่มั่นใจกับความถูกต้องของผลโพล
ในที่สุด เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมา เห็นชัดว่าคราวนี้คือ “โพลไม่พลิก” ไม่เหมือนตอนที่ทรัมป์ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2 ครั้งที่ผ่านมา เพราะในครั้งนั้น “กระแสทรัมป์” เป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้
ดังนั้นสำหรับในครั้งนี้ จึงไม่แปลกที่ทรัมป์พยายามสร้างกระแสของตัวเขาเพื่อเรียกเสียงสนับสนุนให้แก่พรรครีพับลิกัน แต่ก็ดังที่เรารับทราบกันดีว่า ในที่สุดแล้ว “กระแสทรัมป์” ไม่สามารถสร้างชัยชนะได้เช่นในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 และ 2024
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2027 สอดรับกับโพล … โพลไม่พลิก และชัดเจนว่า คน “เททรัมป์” และทรัมป์กลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของพรรครีพับลิกันในครั้งนี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็น “คลื่นสีน้ำเงิน” หรือกระแส “คลื่นเดโมแครต” ที่ไหลท่วมท้นในการเมืองอเมริกัน แม้ในรัฐที่เดโมแครตไม่เคยชนะมานาน ก็ชนะได้เช่นในรัฐแคนซัส หรือในเท็กซัส เป็นต้น
ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้เป็นดัง “ประชามติ (ไล่) ทรัมป์” ผลของการเลือกตั้งจึงเป็นคำตอบในตัวเองว่า สังคมอเมริกันไม่เอากับทรัมป์แล้ว และหันไปเทเสียงให้พรรคตรงข้ามอย่างชัดเจน เพราะทนไม่ได้กับปัญหาที่เกิดจากนโยบายของทรัมป์
นโยบายไม่เปลี่ยนทันที
คำถามสำคัญที่ตามมาหลังจากความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของทรัมป์ และของพรรครีพับลิกันคือ จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไรกับนโยบายของสหรัฐที่ถูกขับเคลื่อนโดยทรัมป์
ในความเป็นจริง เราอาจต้องยอมรับว่า แม้ผลที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญในอนาคต แต่สิ่งที่เกิดในครั้งนี้เป็นเพียงการแพ้การเลือกตั้งกลางเทอม และรัฐบาลทรัมป์ยังอยู่ในอำนาจอีก 2 ปี หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ ทรัมป์ยังอยู่ในการเมืองอีก 2 ปี ไม่ได้หายตัวไปไหน … ทรัมป์ยังอยู่กับการเมืองโลกเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา
การพ่ายแพ้มิได้มีนัยว่า รัฐบาลทรัมป์สิ้นสภาพ เพราะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง อาจจะมีนัยอีกแบบว่า รัฐบาลทรัมป์อาจจะถูกตรวจสอบมากขึ้น การดำเนินนโยบายแบบ “ตามใจทรัมป์” อาจจะมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะจะเสียงคัดค้านทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร แต่ทรัมป์ก็อาจจะหาทางใช้อำนาจของทำเนียบขาวในแบบที่ไม่ผ่านรัฐสภา เช่น การประกาศ “คำสั่งของฝ่ายบริหาร” (Executive Order) ซึ่งเป็นช่องทางที่ประธานาธิบดีมักจะใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำกัดจากอำนาจของ สส. เดโมแครต
ดังนั้น อาจจะไม่แปลกอะไรนัก ที่เราอาจจะยังไม่เห็นถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายแบบทันที แต่อย่างน้อย ก็เห็นถึงการปรับนโยบายของทรัมป์เองในวันลงเสียง คือ การประกาศยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่รัฐบาลอิสราเอล
แต่การจะปรับนโยบายอย่างรวดเร็วนั้น อาจจะไม่ได้เร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เพราะอำนาจในการทำนโยบายยังอยู่ในมือของทรัมป์ และโดยบุคลิกของตัวทรัมป์เอง ที่ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ จึงอาจจะยังไม่เห็นการปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะชัยชนะของเดโมแครตในสภาทั้ง 2 อันจะทำให้ชีวิตทางการเมืองของทรัมป์มีความยุ่งยากมากขึ้น รวมทั้งครอบครัว และเครือข่ายของเขา
ผลที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐ จึงยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูในอนาคต หรือในระยะสั้นแล้ว อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไม่มากนักในเชิงนโยบาย ดังเช่นทรัมป์ยังประกาศที่จะจัดการกับอิหร่านต่อไป โดยคนในสายทรัมป์ มองว่าสงครามอิหร่านเป็นปัญหาที่ทำให้แพ้เลือกตั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์อาจจะหันกลับมาใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่านอีก แต่ก็อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของอเมริกาเอง
ความท้าทายในอนาคต
แต่สิ่งที่จะเกิดอย่างชัดเจนคือ การปรับตัวของการเมืองภายในที่พรรคของประธานาธิบดีไม่ใช่พรรคที่คุมวุฒิสภาและสภาผู้แทนในช่วง 2 ปีข้างหน้า อันทำให้การปรับตัวของทรัมป์เป็นโจทย์สำคัญที่รออยู่ เพราะรัฐบาลต้องทำงานกับรัฐสภาที่ไม่ใช่พรรคตัวเอง แต่ทรัมป์ก็ใส่หมวกที่มีคำว่า “วีโต้” โชว์ เป็นสัญญาณว่า เขาจะทำอย่างไรกับการเมืองใหม่เช่นนี้
ในอีกด้าน ก็น่าสนใจอย่างมากว่า ความพ่ายแพ้ของทรัมป์จะส่งผลอย่างไรกับบทบาทของสหรัฐในการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์กับทั้งจีนและรัสเซีย เช่นเดียวกับสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่า แล้วจากนี้ทรัมป์จะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างไรในเวทีโลก หรือทรัมป์จะดำเนินนโยบายแบบสุดโต่งในเรื่องอะไรอีกหรือไม่
แต่ผลที่จะเกิดกับไทยโดยตรงนั้น น่าจะยังไม่เห็น และอาจต้องติดตามดูต่อไป เพราะนโยบายอาจจะยังไม่เปลี่ยนแปลงทันที …ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทรัมป์กับการเมืองโลกยังเป็นหัวข้อที่ชวนคิด และชวนติดตามเสมอ !
