หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
ใช้เงินกู้ 5 หมื่นล้านบาท
เพื่อทำโครงการโซลาร์ภาคประชาชน
รัฐบาลออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท มีการกันเงินออกมา 5 หมื่นล้านบาท เพื่อทำโครงการโซลาร์ภาคประชาชน อุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน ให้หลังคาเรือนละ 5 หมื่นบาท เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 – 31 มกราคม 2570
เป้าหมายโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี และเม็ดเงินจำนวนนี้จะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ… สรุปสั้นๆ
1.รัฐบาลกู้เงินมา 50,000 ล้าน เพื่อทำโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดไฟฟ้า งานนี้ต้องเอาเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนไปจ่ายหนี้
2.ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ เฉพาะบ้านอยู่อาศัย
อาคารที่เป็นโรงงานที่พักแบบอพาร์ตเมนต์หรือบริษัทไม่มีสิทธิ์ร่วม
ขนาดระบบที่ติดตั้ง : ขนาด 5-10 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์
3.ผู้ที่ร่วมโครงการสามารถขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าฯ ได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย (ไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์ นาน 20 ปี แต่การไฟฟ้าฯ ขายกลับให้ประชาชนประมาณ 4 บาท รวม Vat)
4.เนื่องจากการติดตั้งระบบมาตรฐาน 5 kW ราคาประมาณ 140,000 บาท ดังนั้น ประชาชนต้องจ่ายเองประมาณ 90,000 บาท โดยกู้เงินและผ่อนชำระหนี้ผ่าน 3 ธนาคารของรัฐได้
ไฟดับ จะใช้ได้ไหม?
มีเจ้าของบ้านจำนวนมากที่อยากติดโซลาร์เซลล์ ก็เพราะต้องการไฟสำรองมาใช้ยามฉุกเฉิน เช่น ไฟดับ ไม่ว่าจะตอนกลางวันหรือกลางคืน หรือมีเหตุการณ์น้ำท่วมและถูกตัดไฟฟ้า
เมื่อไฟฟ้าถูกตัด ความหวังของเจ้าของบ้านแต่ละคนมีความต้องการหลายระดับ บางคนต้องการเพียงแค่ให้ตู้เย็นทำงาน มีพัดลมเปิดได้บ้าง
บางคนก็ต้องการห้องแอร์หรือไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องมือแพทย์ โดยเฉพาะบ้านที่มีคนป่วย
แต่การติดตั้งตามมาตรฐานโครงการที่ใช้เงินประมาณ 140,000 บาทต่อ 5 กิโลวัตต์ จะเป็นการติดตั้งในระบบ On-Grid เชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าฯ ซึ่งมีหลักการทำงานคือแปลงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ตอนกลางวัน
เมื่อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฯ ดับ ระบบ On-Grid จะตัดการทำงานอัตโนมัติ เพื่อความปลอดภัยไม่ให้ไฟย้อนกลับซึ่งเป็นอันตราย
การติดตั้งแบบนี้ไม่มีแบตเตอรี่สำหรับเก็บพลังงานไว้ใช้ในตอนกลางคืน ดังนั้น ตอนกลางคืนหรือตอนไฟดับจึงไม่สามารถใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้
ถ้าอยากให้ไฟดับแล้วใช้ได้ต้องเลือกติดระบบ Hybrid ที่มีแบตเตอรี่สำรอง ซึ่งต้องเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์เป็นแบบ Hybrid Inverter และซื้อแบตเตอรี่เพิ่มขนาดประมาณ 5 kWh-10 kWh จะต้องเพิ่มเงินประมาณ 150,000-200,000 บาท ขึ้นอยู่กับสเป๊กอินเวอร์เตอร์และขนาดแบตเตอรี่ที่ต้องการใช้
สรุปว่า การใช้ไฟฟ้าสำรองในยามฉุกเฉินเมื่อไฟดับจะทำได้ก็ต้องใช้เงินประมาณ 300,000 บาท
เนื่องจากผลประโยชน์จากการขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าฯ มีน้อยมาก กลุ่มที่ติดแล้วได้ประโยชน์คุ้มคือผู้ที่ใช้ไฟฟ้าตอนกลางวันในบ้าน แต่ส่วนใหญ่ก็จะไปทำงานและกลับมาบ้านตอนกลางคืน ซึ่งไม่มีไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้แล้ว
ส่วนสำนักงาน บริษัท หรือโรงงานต้องใช้ไฟฟ้ามากตอนกลางวัน ไม่ได้สิทธิ์ตามโครงการนี้
ผู้ประกอบการรายย่อย
ได้ประโยชน์ไม่มาก
ที่รัฐคิดว่าจะกระจายรายได้หรือกระจายงานลงไปให้นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะว่าผู้ประกอบการ SME ต่างทยอยประกาศถอนตัว เมื่อรับทราบเงื่อนไขว่าต้องซื้อประกันภัยและบำรุงรักษาอุปกรณ์ฟรียาวนาน 7 ปี วางเงินค้ำประกันสัญญาสูงถึง 50,000 บาท ช่วงรอส่งมอบงาน และค้ำประกันงานอีก 10,000 บาท ต่อเนื่อง 7 ปี
ถ้าผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการนี้ทำได้เดือนละ 10 หลัง 10 เดือนก็เท่ากับ 100 หลัง ต้องใช้เงินค้ำประกัน 1 ล้านบาททิ้งไว้ให้การไฟฟ้าฯ 7 ปี
การกำหนดให้ใช้ช่างในเครือข่ายที่ผ่านการรับรองเท่านั้น ซึ่งตอนนี้บริษัทที่อยู่วงในก็วางตาข่าย กระจายบริษัทออกลูกออกหลาน เพื่อรับงานแบบไม่ให้น่าเกลียด เพราะถ้าบริษัทเดียวรับ 30,000 หลังก็จะถูกด่า แม้รับมาหลายพันหลังก็ทำไม่ได้ จึงต้องไปจ้างซับคอนแทร็กต์หลายแห่งมาติดตั้งอีกต่อ กินหัวคิวค่าแรง ได้กำไรจากค่าวัสดุ ทำให้ช่างโซลาร์รายเล็กรายน้อยไม่สามารถรับงานได้โดยตรง ทำได้เพียงแค่รับเหมาแรงติดตั้งจากรายใหญ่
เป้าหมาย 1 ล้านหลังคาเรือน ภายในเวลา 10 เดือน ต้องใช้ช่างมากมายจึงจะได้ เดือนละแสนหลัง สุดท้ายก็ต้องใช้ช่างทั่วไป และทุนใหญ่คงขอให้รัฐขยายเวลาออกไป หลังจากสั่งของเข้ามาแล้ว
โรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์จีน
ได้รับประโยชน์มากที่สุด เพราะ…
1.หลายปีก่อน รัฐบาลจีนผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียวอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดการทุ่มทุนและสร้างโรงงานผลิตขนาดใหญ่ทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว โดยมีกำลังการผลิตสูงเกินความต้องการใช้ภายในประเทศไปหลายเท่าตัว (คาดว่ามีกำลังการผลิตสูงถึง 2 เท่าของความต้องการโลก)
2. เกิดสงครามราคา ทำให้ราคาขายเฉลี่ยของแผงโซลาร์เซลล์ลดลงจาก 350 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ ในปี 2019 เหลือเพียง 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ ในปี 2025 ผู้ผลิตจีนรายใหญ่ 7 รายเผชิญภาวะขาดทุนรวมกันกว่า 1.2 ถึง 1.7 แสนล้านบาท
3. จีนจะเริ่มบังคับใช้มาตรฐานใหม่ด้านความเข้มข้นพลังงานและประสิทธิภาพของแผงโซลาร์เซลล์ในวันที่ 1 มกราคม 2570 เพื่อช่วยคัดกรองและลดกำลังการผลิตที่ล้าสมัย ทำให้สินค้าเก่าที่ค้างสต๊อกต้องเร่งระบายออกไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ประเทศตะวันตกกีดกัน ดังนั้น ประเทศเล็กๆ รวมถึงประเทศไทยจึงเป็นที่ระบายสินค้าตกรุ่น เพราะราคาถูก
เป็นเรื่องบังเอิญมากที่โครงการโซลาร์ภาคประชาชนอุดหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน เปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569-31 มกราคม 2570 ทำให้การระบายสินค้าจากจีนตรงจังหวะเส้นตาย 1 มกราคม 2570 ที่รัฐบาลจีนกำหนดพอดี คนขายก็ดีใจ คนซื้อก็ได้ของถูก
ซึ่งปกติไทยก็นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากประเทศจีนมากเกินกว่า 99% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยติดโซลาร์รูฟท็อปเพียง 36,663 ราย ชาติหน้าตอนบ่ายคงได้แค่แสนกว่าราย ดังนั้น จึงต้องมีโครงการขนาดใหญ่
ถ้ามีคนสมัครครบ 1 ล้านราย บริษัทจีนจะระบายแผงโซลาร์เซลล์มาได้ 8-10 ล้านแผง ยิ่งซื้อจำนวนมากเป็นล้านหน่วย ราคาจะลดลงเยอะมาก จีนกับไทยมิใช่อื่นไกล พึ่งพาอาศัยหากินร่วมกัน
สำหรับประชาชน ต้องศึกษาให้ดีก่อนเข้าร่วมโครงการว่าเหมาะสม หรือคุ้มกับบ้านและการใช้ขีวิตของท่านหรือไม่
คนที่คิดโครงการนี้เก่งและกล้ามาก ถ้าทำแล้วคุณภาพดี รัฐบาลจะไม่ถูกด่า แต่ถ้ากินหัวคิวเยอะ แล้วมาลดคุณภาพวัสดุ จะเสียง่าย ความพินาศวุ่นวายจะบังเกิด ชาวบ้านที่ผ่อนหนี้ทุกเดือนและผู้เสียภาษีคงบ่นถึงพวกท่านทุกวัน และอาจจะไปขอเงินคืน
