bg-single

วอชิงตันเปลี่ยนดุล ไทยจะเดินอย่างไร? | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

06.11.2026

หลังจากที่ได้พูดถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 และสิ่งที่พรรคเดโมแครตอาจทำต่อจากชัยชนะครั้งนี้ คำถามสุดท้ายที่ผมอยากชวนคิดคือ แล้วผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่ออาเซียนและประเทศไทยหรือไม่?

คำตอบคือ ทั้งใช่และไม่ใช่ (Yes and No) ไม่ใช่ เพราะแม้เดโมแครตจะชนะทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังดำรงตำแหน่งต่อไปจนถึงเดือนมกราคม 2029 และยังมีอำนาจสำคัญในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ การค้า และความมั่นคง ส่วนคำตอบว่าใช่ เพราะการเปลี่ยนดุลอำนาจในวอชิงตันจะเปลี่ยนเงื่อนไขในการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อไทยและอาเซียนทั้งทางตรงและทางอ้อม

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบครั้งนี้ยังมีอีกตัวแปรสำคัญ นั่นคือจีน เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับภูมิภาคของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายอย่างไรเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าปักกิ่งจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรด้วย

ทำไมคำตอบจึงเป็น “ไม่”

แม้เดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสชุดใหม่ที่จะเริ่มทำงานวันที่ 3 มกราคม 2027 แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีอำนาจด้านการทูต การเจรจาระหว่างประเทศ และการใช้มาตรการทางการค้าภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ สภาคองเกรสสามารถตรวจสอบฝ่ายบริหาร ควบคุมงบประมาณ และพยายามออกกฎหมายจำกัดอำนาจประธานาธิบดีได้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย หรือ Veto ซึ่งต้องใช้เสียงถึงสองในสามของทั้งสองสภาจึงจะลบล้างได้ ดังนั้น ชัยชนะของเดโมแครตไม่ได้หมายความว่าภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะลดลงทันที หรือสหรัฐฯ จะเปลี่ยนนโยบายต่อจีนทั้งหมด

ที่สำคัญ การแข่งขันกับจีนเป็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องระหว่างสองพรรค ตั้งแต่รัฐบาลประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่ยังคงมาตรการภาษีต่อสินค้าจีน และเพิ่มข้อจำกัดในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตอาจมีความเห็นต่างกันเรื่องวิธีการ แต่ต่างมองว่าจีนเป็นคู่แข่งขันทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ การเปลี่ยนเสียงข้างมากในสภาคองเกรส จึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศทั้งหมด

แล้วคำตอบที่ว่า “ใช่” มีอะไรบ้าง?

ผมอยากแยกผลกระทบออกเป็นสองประเภท คือผลกระทบทางตรงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ และผลกระทบทางอ้อมผ่านเศรษฐกิจโลก การลงทุน และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

ผลกระทบทางตรง : การค้าและความมั่นคง

เรื่องแรกที่ต้องติดตามคือภาษีนำเข้า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จึงมีผลต่อผู้ส่งออกไทยโดยตรง ทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค มาตรการภาษี Section 301 ที่ประกาศในเดือนกรกฎาคม 2026 กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 12.5 สำหรับสินค้าไทยที่อยู่ในข่ายมาตรการ โดยมีข้อยกเว้นและเงื่อนไขตามประเภทสินค้า จึงไม่ใช่ว่าสินค้าไทยทุกชนิดจะเสียภาษีในอัตราเดียวกัน

เมื่อเดโมแครตมีเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ก็จะสามารถตรวจสอบมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอเมริกัน เราอาจเห็นการเรียกเจ้าหน้าที่มาชี้แจง การตรวจสอบผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือความพยายามออกกฎหมายจำกัดอำนาจการกำหนดภาษีของประธานาธิบดี สิ่งเหล่านี้อาจเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนมาตรการบางอย่าง แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดการลดภาษี ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเพิ่มแรงกดดันให้ประเทศคู่ค้าซื้อสินค้าอเมริกันหรือลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อแสดงผลงานทางเศรษฐกิจในช่วงสองปีสุดท้าย สำหรับไทย โอกาสในการเจรจาจึงอาจเพิ่มขึ้นพร้อมกับความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่

เรื่องที่สองคือความมั่นคง โดยเฉพาะอำนาจในการทำสงครามของประธานาธิบดี สภาคองเกรสชุดใหม่จะเริ่มทำงานในเดือนมกราคม 2027 ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องการดำเนินสงครามกับอิหร่าน ภายใต้กฎหมาย War Powers Resolution ปี 1973 โดยหลักแล้ว ประธานาธิบดีต้องยุติการใช้กำลังทหารที่เข้าข่ายกฎหมายภายใน 60 วัน หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยอาจขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วันเพื่อถอนกำลังตามเงื่อนไขที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การตีความและบังคับใช้กฎหมายนี้เป็นข้อถกเถียงระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติมาโดยตลอด

กฎหมายดังกล่าวไม่ได้หมดอายุในเดือนมกราคม สิ่งที่เปลี่ยนคืออำนาจของสภาคองเกรสชุดใหม่ในการกำหนดวาระตรวจสอบและต่อรองงบประมาณกลาโหม โดยเฉพาะงบประมาณปี 2027 เมื่อเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ก็จะมีโอกาสจัดการไต่สวน ตรวจสอบการดำเนินสงคราม และเสนอเงื่อนไขต่อการใช้งบประมาณได้มากขึ้น แม้การออกกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้กำลังทหารยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากอำนาจ Veto ของประธานาธิบดีทรัมป์

สำหรับอาเซียน ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่สงครามในตะวันออกกลางเท่านั้น หากสหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรทางทหารจำนวนมาก ทั้งเรือรบ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ อาวุธ และงบประมาณ ก็อาจกระทบการจัดสรรทรัพยากรสำหรับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก หากแรงกดดันจากสภาคองเกรสทำให้สหรัฐฯ ลดบทบาทในตะวันออกกลาง ก็อาจมีพื้นที่ในการจัดสรรทรัพยากรกลับมายังเอเชียมากขึ้น แต่หากความขัดแย้งในวอชิงตันทำให้การจัดสรรงบประมาณล่าช้า ก็อาจสร้างความไม่แน่นอนต่อพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ เช่นกัน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะดำเนินสงครามต่อหรือไม่ แต่รวมถึงสหรัฐฯ จะรักษาคำมั่นด้านความมั่นคงในเอเชียได้มากน้อยเพียงใด

ผลกระทบทางอ้อม : พลังงาน ตลาดทุน และเศรษฐกิจ AI

ผลกระทบทางอ้อมอาจมีขนาดใหญ่กว่าผลกระทบทางตรง เพราะเศรษฐกิจอาเซียนเชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตลาดเงิน และห่วงโซ่อุปทานโลก ตัวอย่างแรกคือราคาพลังงาน โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่าก่อนวิกฤตตะวันออกกลาง อาเซียนนำเข้าน้ำมันดิบประมาณร้อยละ 60 จากภูมิภาคดังกล่าว หากการตรวจสอบและแรงกดดันจากสภาคองเกรสมีส่วนทำให้ความตึงเครียดกับอิหร่านคลี่คลายลง ราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งอาจลดลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนไทย แต่หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันก็อาจผันผวนต่อไป โดยยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการตัดสินใจของประเทศที่เกี่ยวข้องในตะวันออกกลางด้วย

อีกเรื่องคือความไม่แน่นอนในตลาดทุน หากความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสทำให้เกิดปัญหาการเจรจางบประมาณ หรือ Government Shutdown ก็อาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลต่อตลาดเงินไม่ได้มีทิศทางตายตัว เพราะยังขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ด้วย

แต่เรื่องที่ผมคิดว่าน่าจับตาเป็นพิเศษคืออุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หลังการเลือกตั้ง ผู้สมัครที่รณรงค์เรื่องการจำกัดหรือชะลอการก่อสร้าง Data Center ได้รับชัยชนะในหลายพื้นที่ สะท้อนว่าการขยายตัวของ AI กำลังกลายเป็นประเด็นทางการเมืองระดับท้องถิ่น เนื่องจากความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า การใช้น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน Goldman Sachs ประเมินว่ามลรัฐที่อาจเพิ่มข้อจำกัดต่อ Data Center มีสัดส่วนรวมกันประมาณร้อยละ 45 ของกำลังการผลิตใหม่ที่อยู่ในแผนของสหรัฐฯ แต่ตัวเลขนี้เป็นสัดส่วนของโครงการในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ไม่ใช่โครงการที่ถูกยกเลิกไปแล้ว

หากการก่อสร้าง Data Center ชะลอลง ก็อาจส่งผลต่อคำสั่งซื้อชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับหลายประเทศในเอเชีย ทั้งไต้หวัน เกาหลีใต้ มาเลเซีย และไทย การแข่งขันด้าน Frontier Models หรือโมเดล AI ขั้นสูง ก็อาจได้รับผลจากต้นทุนการประมวลผล การเข้าถึงชิป และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ขณะที่สภาคองเกรสอาจผลักดันมาตรฐานการกำกับดูแล AI ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะเพิ่มภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือ Compliance สำหรับบริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการข้ามพรมแดน

หากการลงทุนด้าน Data Center ในสหรัฐฯ ชะลอตัว บริษัทเทคโนโลยีอาจพิจารณาประเทศอื่นมากขึ้น แต่เงินลงทุนไม่ได้จำเป็นต้องไหลมายังอาเซียนโดยอัตโนมัติ เพราะแคนาดา เม็กซิโก และบราซิลต่างก็มีข้อได้เปรียบด้านพลังงานและทำเลที่ตั้งเช่นกัน สำหรับไทย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะดึงดูด Data Center ได้กี่โครงการ แต่รวมถึงเราจะจัดหาพลังงานและน้ำอย่างไร จะได้ประโยชน์ด้านการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีมากน้อยเพียงใด และจะสร้างอุตสาหกรรม AI ของเราเองได้อย่างไร

อีกครึ่งหนึ่งของสมการคือจีน

การประเมินผลกระทบต่อไทยและอาเซียนจะยังไม่ครบ หากเราวิเคราะห์เฉพาะว่าสหรัฐฯ จะเปลี่ยนนโยบายอย่างไร โดยไม่พิจารณาว่าจีนจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนดุลอำนาจในวอชิงตันอย่างไร จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลจากนโยบายอเมริกัน แต่มีทางเลือกของตัวเองทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และความมั่นคง หลังการเลือกตั้ง เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่าการเลือกตั้งกลางเทอมเป็นกิจการภายในของสหรัฐฯ และจีนต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ

แต่หากประเมินจากผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าปักกิ่งอาจกำลังพิจารณาอย่างน้อยสามสถานการณ์ สถานการณ์แรกคือการใช้โอกาสนี้เจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ต้องเผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายภายในประเทศมากขึ้น การทำข้อตกลงด้านการค้าและการต่างประเทศอาจกลายเป็นผลงานที่เขาต้องการในช่วงสองปีสุดท้าย จีนอาจเห็นโอกาสในการเจรจาลดภาษีหรือผ่อนคลายข้อจำกัดบางประเภท โดยเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจตอบแทน แต่สภาคองเกรสที่นำโดยเดโมแครตก็อาจเพิ่มการตรวจสอบข้อตกลงเหล่านั้น โดยเฉพาะหากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง เทคโนโลยีขั้นสูง หรือไต้หวัน จึงเกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจว่า จีนอาจเจรจากับประธานาธิบดีทรัมป์ได้ง่ายขึ้นในบางเรื่อง แต่กลับทำให้ข้อตกลงมีผลอย่างยั่งยืนได้ยากขึ้น หากเผชิญแรงคัดค้านจากสภาคองเกรส

สถานการณ์ที่สองคือจีนประเมินความเสี่ยงด้านความมั่นคงใหม่ หากจีนมองว่าสหรัฐฯ กำลังยุ่งกับความขัดแย้งภายใน และต้องทุ่มเททรัพยากรทางทหารให้กับสงครามในตะวันออกกลาง ก็อาจนำปัจจัยเหล่านี้ไปประกอบการประเมินความสามารถของสหรัฐฯ ในการรับมือวิกฤตการณ์ในเอเชีย โดยเฉพาะเรื่องไต้หวันและทะเลจีนใต้ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าจีนจะตัดสินใจใช้กำลังทหาร เพราะหากสภาคองเกรสชุดใหม่เพิ่มการสนับสนุนด้านความมั่นคงแก่ไต้หวัน หรือผลักดันงบประมาณด้านความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก จีนก็อาจต้องเพิ่มความระมัดระวังเช่นกัน สิ่งสำคัญคือปักกิ่งจะประเมินอย่างไรว่าสหรัฐฯ มีทั้งความตั้งใจและขีดความสามารถในการรักษาบทบาททางทหารในภูมิภาคเอเชียได้มากน้อยเพียงใด

สถานการณ์ที่สามคือจีนใช้เวลาสองปีข้างหน้าเพิ่มความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ โดยอาจเร่งพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ลดการพึ่งพาตลาดอเมริกัน และขยายความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่นมากขึ้น ซึ่งอาเซียนย่อมเป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ หากจีนเพิ่มการลงทุนในภูมิภาค เราอาจได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากจีนส่งสินค้าเข้ามาในตลาดอาเซียนมากขึ้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็อาจต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหากบริษัทจีนย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียนเพื่อส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ เราต้องแยกให้ชัดระหว่างการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริง กับการใช้ประเทศที่สามเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี กรณีแรกอาจสร้างงานและพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ส่วนกรณีหลังอาจทำให้ผู้ส่งออกไทยเผชิญการตรวจสอบทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น

ผลกระทบจากนโยบายสหรัฐฯ จึงต้องคำนวณร่วมกับปฏิกิริยาของจีนเสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงเดียวกันอาจสร้างโอกาสให้ไทยในอุตสาหกรรมหนึ่ง และเพิ่มความเสี่ยงให้อีกอุตสาหกรรมหนึ่ง

โอกาสของประเทศไทยในสองปีข้างหน้า

สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าสองปีข้างหน้าเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ที่เรามีอยู่แล้ว ให้สอดคล้องกับดุลอำนาจทางการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการทำงานกับสมาชิกวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งสองพรรค รวมถึงกรรมาธิการด้านการค้า การต่างประเทศ และความมั่นคง เพื่อให้ผลประโยชน์ของไทยได้รับการพิจารณาในกระบวนการกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับผู้ผู้ว่าการรัฐ (Governors) และรัฐบาลระดับมลรัฐก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นแคลิฟอร์เนียด้านเทคโนโลยี เท็กซัสด้านพลังงาน มิชิแกนด้านยานยนต์ หรือรัฐวอชิงตันด้านการบิน โจทย์จึงอยู่ที่การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการทูต การค้า และการลงทุนที่มีอยู่ให้เป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน โดยประสานการทำงานระหว่างสถานทูต สถานกงสุล BOI และภาคเอกชนไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ ไทยควรใช้การปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานโลกยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI พร้อมพัฒนามาตรฐานด้านถิ่นกำเนิดสินค้า การกำกับดูแลข้อมูล และการใช้ทรัพยากรของ Data Center เพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มจริง รวมถึงเพิ่มความร่วมมือกับอาเซียนในการกำหนดมาตรฐานการค้าและเทคโนโลยี เพื่อลดความเสี่ยงจากการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ท้ายที่สุด เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะดำเนินนโยบายอย่างไร หรือจีนจะตอบสนองแบบไหน แต่เราสามารถเพิ่มทางเลือกและความพร้อมของประเทศไทยได้ โจทย์ของการทูตไทยในอีกสองปีข้างหน้า จึงไม่ใช่การเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ แต่คือการใช้เครือข่ายที่เรามีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในวันที่อำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ กระจายอยู่ระหว่างทำเนียบขาว สภาคองเกรส และรัฐบาลระดับมลรัฐ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ทรัมป์แพ้ แต่ทรัมป์ยังอยู่กับเรา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
วอชิงตันเปลี่ยนดุล ไทยจะเดินอย่างไร? | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
หนึ่งวัน
เอื้องดอย | กวีกระวาด : ฝุ่นฟ้า ธุลีดิน
เกินระบาย | กวีกระวาด : วิกมล ดำด้วงโรม
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายฝน | เรื่องสั้น : พัฒนา สุดยาใจ
E-DUANG | บทเรียน จาก ตุลาคม 2516 มายัง การเมือง ในยุค 2569
‘คนแบบคุณอานันท์’ (จบ) | ปราปต์ บุนปาน
ตุลาคมเดือนอันแสนแปลกประหลาด…ของทรัมป์และปูติน
Gen Z Revolution : จากเนปาลถึงเซอร์เบีย
โซลาร์เซลล์…จีนผลิต ล้นโกดัง ไทยยังกู้เงินไปช่วยซื้อ
ความหวังของเอเชีย หลังเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา