bg-single

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 | พล.อ.สายหยุด เกิดผล

06.11.2026

หมายเหตุ : บทความพิเศษเผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 04/08/2549

ข้าพเจ้าขอนำเรื่องเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 วันมหาวิปโยคมากล่าวไว้ในบทนี้ด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกองทัพบก และขณะนั้นข้าพเจ้าเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบกอยู่ เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบความจริง ดังนี้

1. เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ขึ้นนั้น ข้าพเจ้ามีหน้าที่รับผิดชอบในด้านการต่อสู้ ผกค. ของกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) ส่วนการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในกรุงเทพฯ นั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบก ศปก.ทบ. ซึ่งในตอนนั้นข้าพเจ้าไม่ได้รับผิดชอบ คงรับผิดชอบแต่เฉพาะงาน กอ.ปค. (กอ.รมน.)

ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องนี้ในฐานะคนนอกที่ติดตามเหตุการณ์โดยใกล้ชิด ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีการประท้วงเรียกร้องรัฐธรรมนูญ โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ข้าพเจ้าติดตามเหตุการณ์เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่าเป็นเรื่องของ พคท. หรือเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ และได้รับรายงานจากการข่าวของ กอ.ปค. ว่าเป็นเรื่องของการเมืองภายในประเทศ นำโดย ศนท. ไม่เกี่ยวกับการนำหรือการสนับสนุนใดๆ จาก พคท. ข้าพเจ้าได้รายงานเรื่องนี้ให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบ และดูเหมือนว่าทางกองทัพบกมอบหมายให้กองทัพภาคที่ 1 กองพลที่ 1 รับผิดชอบร่วมกับตำรวจในฐานะที่ทางฝ่ายข่าวของกองทัพบกรายงานว่าเป็นเรื่องที่มี ผกค. ร่วมด้วย ข้าพเจ้าในนาม กอ.ปค. จึงไม่ได้ใช้ข้อมูลที่ทราบในการดำเนินการแต่อย่างใด เพียงแต่คอยติดตามเหตุการณ์อยู่

สิ่งที่ข้าพเจ้าวิตกก็คือ ทาง ศนท. โดยทั่วไปไม่เข้าใจว่ากองทัพบก และ กอ.ปค. นั้น แยกกันรับผิดชอบ แต่ที่ตั้งของ กอ.ปค. สร้างตึกอยู่บริเวณเดียวกับศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) หน่วยงานที่ข้าพเจ้าเริ่มตั้งขึ้นครั้งแรกที่หอประชุมกองทัพบก แต่ต่อมาข้าพเจ้าได้ขออนุมัติเสนาธิการทหารบกสมัยนั้นสร้างตึก ศปก.ทบ. ขึ้น เพื่อให้สะดวกต่อการทำงาน โดยอาศัยตัวอย่างที่นายพลสติลเวล หัวหน้าจัสแม็กสร้างตึกจัสแม็กขึ้นแทนบ้านที่เช่าอยู่เป็นที่ทำงาน ข้าพเจ้าเชื่อว่านิสิตนักศึกษาชั้นผู้นำคงเข้าใจว่าความรับผิดชอบและวิธีการต่อสู้ของ กอ.ปค. และกองทัพบกนั้นแตกต่างกัน เพราะข้าพเจ้าติดต่อกับนักศึกษาอยู่เสมอเมื่อมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับการเมืองและความมั่นคง แม้แต่ในขณะที่เกิดเหตุ คนของข้าพเจ้าก็ติดต่ออยู่กับนักศึกษาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่เรื่องคอมมิวนิสต์ แต่ดูเหมือนทางกองทัพบกจะเชื่อรายงานของสายข่าวกองทัพบกมากกว่าว่าเป็นเรื่องคอมมิวนิสต์ ซึ่งข้าพเจ้าก็จำเป็นต้องเงียบ

2. เมื่ออาจารย์สนั่น ผิวนวล ขออนุญาตเข้าพบจอมพลประภาสนั้น ท่านขอให้ข้าพเจ้าไปด้วย เพราะน้องชายของอาจารย์คือ สนิท ผิวนวล เป็นเพื่อนร่วมชั้น ม.8 กับข้าพเจ้า อาจารย์สนั่นขอร้องจอมพลประภาสด้วยน้ำตานองหน้า ขอให้ปล่อยนักศึกษา แต่ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลสมัยนั้นมีแต่ความคิดในทางปราบปราม ไม่มีความคิดทางการเมือง ยืนยันว่าจะปล่อยผู้ทำผิดกฎหมายไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์คับขันยิ่งขึ้น ทางกองทัพบกจึงตัดสินใจปล่อย แต่นักศึกษาเห็นว่าจะเป็นการเสียเปรียบทางการเมืองจึงไม่ยอมออกจากคุก โดยยื่นเงื่อนไขอื่นเข้ามาประกอบ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเหตุการณ์คงไม่ยุติแน่ และคาดว่าถ้าถึงขั้นรุนแรง นักศึกษาจะกรูกันเข้ามาในสวนรื่นฤดี เพื่อทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เพราะในคืนก่อนวันที่ 14 ตุลาคมนั้น มีการตัดไฟ โดยอ้างว่ารถชนเสาไฟฟ้าแรงสูง ข้าพเจ้ากับนายทหารใน กอ.ปค. จึงประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรถ้านักศึกษากรูเข้ามาในสวนรื่นฤดี

ข้าพเจ้าเรียกประชุมนายทหารทั้งหมดในศูนย์อำนวยการและประสานงาน กอ.ปค. เพื่อแจ้งแผนการของข้าพเจ้าให้ทราบ และขอให้ทุกคนตัดสินใจเอาเองด้วยการอาสาสมัคร ไม่บังคับ เพราะอาจเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัว และอนาคตของแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาสาสมัครจะอยู่ค้างคืนเพื่อรักษาสิ่งของต่างๆ ตามแผนการของข้าพเจ้า คือจะอาสาเจรจากับนักศึกษาว่า ทาง กอ.ปค. เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับการต่อสู้คอมมิวนิสต์ ไม่ได้มีส่วนร่วมปฏิบัติการใดๆ กับกองทัพบกในการต่อสู้กับนักศึกษา จึงขอร้องว่าอย่าทำลายสิ่งของของทางราชการที่ กอ.ปค. ใช้เป็นที่ทำงานอยู่ เชื่อว่านักศึกษาคงจะเข้าใจ

จากนั้นข้าพเจ้าก็สั่งซื้อสิ่งของจำเป็น ได้แก่ ไฟฉาย อาหารกระป๋อง น้ำ และอื่นๆ ไว้ให้พอเพียงหลายวันสำหรับทุกคน หากมีการตัดน้ำตัดไฟตามแผนของนักศึกษา ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นี้คงยืนยันได้ เช่น พลเอก ประมณฑ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก และพลโทศรชัย ซึ่งขณะนั้นเป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการอยู่กับข้าพเจ้า

3. จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และครอบครัวลาออก และเดินทางไปต่างประเทศ แต่เหตุการณ์นี้สงบลงเสียก่อน เมื่อจอมพลถนอมและจอมพลประภาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในตอนบ่ายวันนั้นก็ได้เห็นครอบครัวจอมพลประภาส ซึ่งอยู่ที่บ้านสวนรื่นฤดี เก็บข้าวของหีบห่อต่างๆ วันรุ่งขึ้นตอนบ่ายก็มีเฮลิคอปเตอร์มาลงที่สนามในกรมทหารรักษาวัง ติดบ้านพักสวนรื่นฤดีของข้าพเจ้า เพื่อรับครอบครัวจอมพลประภาสและจอมพลถนอมไปขึ้นเครื่องบินที่เตรียมไว้ เพื่อหลบภัยไปอยู่ต่างประเทศ

หลังจากนั้น เหตุการณ์สงบลงอย่างมหัศจรรย์ ทั้งนี้ ด้วยพระบารมีโดยแท้

4. หลังจากนั้นมีนายแพทย์ประจำพระองค์คนหนึ่งคือ คุณหมอ ม.ล.เกษตร ซึ่งเรียน วปอ. รุ่นเดียวกับข้าพเจ้ากับอีกหลายท่านมาพบข้าพเจ้าที่สวนรื่นฤดี และนำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชชนนีมาบอกข้าพเจ้าว่า พระองค์ถือว่านักศึกษาเหล่านี้เป็นลูกหลานของท่าน ขณะนี้บางส่วนอยู่ในสวนจิตรลดา พระองค์ต้องการให้มาอยู่กับข้าพเจ้าที่สวนรื่นฤดี และกำชับข้าพเจ้าว่าต้องดูแลให้ความปลอดภัย อย่าให้นักศึกษาเหล่านี้เป็นอันตรายได้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้กราบรับหมายรับสั่งและยืนยันกับคุณหมอ ม.ล.เกษตร ว่าจะปฏิบัติตามรับสั่งทุกประการให้เรียบร้อย

เมื่อคณะคุณหมอเกษตรกลับไปแล้ว ก็นำนักศึกษาจำนวนประมาณ 20-30 คนเข้ามาในสวนรื่นฤดี ข้าพเจ้าจัดเตรียมไว้ให้อยู่ชั้นหนึ่ง แล้วคัดเลือกนายตำรวจที่มาทำงานอยู่กับข้าพเจ้าที่สวนรื่นฤดีให้รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยของนักศึกษาเหล่านั้นเฉพาะชั้นหัวหน้าคนต่อคน อย่าให้เกิดอันตรายใดๆ ได้

ในเย็นวันนั้นมีคนมาเสนอข้าพเจ้าว่า ขอให้จัดอาหารอย่างดีมาเลี้ยงนักศึกษาเหล่านั้นด้วย ซึ่งความจริงข้าพเจ้ายินดีและเห็นใจนักศึกษาเหล่านั้น แต่ในเหตุการณ์เฉพาะหน้าอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นนักฉวยโอกาสเพื่อผลทางการเมืองส่วนตัว ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ปฏิบัติตาม แต่ได้ให้จัดหาข้าวห่ออย่างดีไปแจกจ่ายให้นักศึกษาทานกันเองตามลำพัง โดยข้าพเจ้าชี้แจงให้นักศึกษาทราบตามที่ข้าพเจ้าคิด ซึ่งนักศึกษาก็เห็นด้วย

5. ในตอนบ่ายวันนั้น ก็เริ่มได้รับรายงานจากตำรวจตามสถานีตำรวจในกรุงเทพฯ ว่าขณะนี้ไม่มีรัฐบาล และทหารก็สั่งให้กลับกรมกองหมด ถ้าหากมีผู้อ้างว่าเป็นนักศึกษาแล้วมาขอให้มอบอาวุธกระสุนที่มีอยู่ให้ จะให้ปฏิบัติอย่างไร

ข้าพเจ้าปรึกษากับทางนักศึกษาดูแล้ว ก็เห็นว่าเหตุการณ์นี้จะทำความเสื่อมเสียมาสู่องค์กรนักศึกษา และอาจมีผู้ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์แทรกซ้อนขึ้น จะทำให้บ้านเมืองเสียหายได้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้นักศึกษาช่วยกันหาพาหนะและจัดนักศึกษาออกเป็นสายๆ ไปยังสถานีตำรวจในเขตกรุงเทพฯ โดยข้าพเจ้าจัดให้มีเจ้าหน้าที่ไป และรับมอบเฉพาะอาวุธปืนกลประจำหน่วยและกระสุน ไม่ใช่อาวุธประจำกาย โดยทำบัญชีแล้วนำมาเก็บรักษาไว้ที่สวนรื่นฤดีให้เสร็จก่อนค่ำวันนั้น ซึ่งนักศึกษาก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ข้าพเจ้าขอให้องค์กรลูกเสือช่วยทำหน้าที่รักษาความสงบ และดูแลการจราจรในกรุงเทพฯ ของคืนวันนั้น หากมีเหตุการณ์ให้รายงานมาที่สวนรื่นฤดี โดยให้หมายเลขโทรศัพท์เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ฝ่ายประชาสัมพันธ์เสนอแนะให้ข้าพเจ้าชี้แจงประชาชนให้ทราบทางสถานีโทรทัศน์ ซึ่งข้าพเจ้าก็ไปทำความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชน

ปรากฏว่าตลอดทั้งคืนวันนั้น ทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ ปลอดศูนย์อำนาจทางการเมืองจริงๆ แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มีหนึ่งรายที่รายงานว่ามีทหารมาอยู่ที่ร้านแถวบางกระบือ แต่ก็กลับไปกรมกองโดยดี และมีทหารในหน่วยที่บริเวณบางซื่อนำเครื่องแบบออกมาเผาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในกรมกองทหาร

ต่อมาวันรุ่งขึ้น อดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนคอลัมน์ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐกล่าวหาว่าใครเป็นผู้มอบบ้านเมืองให้กับนักศึกษา ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ได้ตอบอะไร เพราะความจริงนักศึกษาให้ความร่วมมือกับทางศูนย์ประสานงานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของกรุงเทพฯ ร่วมกับอาสาสมัครอื่นๆ รวมทั้งลูกเสือชาวบ้าน ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของนักศึกษาตามที่ท่านเข้าใจ

6. ต่อมาข้าพเจ้าและนักศึกษามีความเห็นร่วมกันว่า เมื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหมดไปแล้ว นักศึกษาควรจะย้ายไปอยู่ที่อื่น มิฉะนั้นจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ ข้าพเจ้าเสนอให้ไปอยู่ที่ตึกประสานงานพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามวัดเบญจมบพิตร ติดกับกองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ของข้าพเจ้ายังรับผิดชอบให้ความปลอดภัยอยู่ตามเคย ซึ่งทางนักศึกษาก็เห็นด้วยและได้ย้ายไปอยู่ที่ตึกดังกล่าว

หลังจากนั้น นักศึกษามารายงานกับข้าพเจ้าว่า ทราบว่าขณะนี้ยังมีทหารพลร่มรบพิเศษจำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวติดตามนักศึกษาอยู่ ข้าพเจ้าจึงสอบถามจากพันเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ ผู้บังคับศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งข้าพเจ้ารู้ดีว่าเรื่องนี้มีความจริงเพียงไร และเหตุใดหน่วยรบพิเศษจึงยังไม่กลับหน่วยปกติ

"Advertiser"

พันเอกเทียนชัยชี้แจงกับข้าพเจ้าว่าหน่วยรบพิเศษบางส่วนยังอยู่ที่สวนอัมพรจริง เพราะต้องการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ตามที่มีผู้กล่าวหาว่าทหารจากหน่วยรบพิเศษยิงนักศึกษานั้น มีความเป็นมาอย่างไร พันเอกเทียนชัยรับรองว่าไม่มีทหารรบพิเศษยิงนักศึกษาเลย

เมื่อทราบความจริงเช่นนี้แล้ว ข้าพเจ้าจึงขอร้องให้พันเอกเทียนชัยส่งหน่วยรบพิเศษที่เหลืออยู่ที่สวนอัมพรกลับหน่วยที่ลพบุรีให้หมด เรื่องที่มีการกล่าวหานั้นค่อยสืบสวนในภายหลัง มิฉะนั้นจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดกันมากขึ้น ซึ่งพันเอกเทียนชัยก็เห็นด้วยและสั่งให้ทหารหน่วยรบพิเศษที่เหลืออยู่กลับหน่วยปกติที่ลพบุรี เหตุการณ์เรื่องนี้จึงสงบลง

7. เพื่อให้การประสานงานระหว่างศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ กับทางราชการเป็นไปด้วยดี ทางรัฐบาลจึงแต่งตั้ง ดร.อรุณ สรเทศพ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พลตำรวจโทชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีมหาดไทย และข้าพเจ้า เป็นคณะกรรมการประสานงาน

ทั้งสองท่านเลือกข้าพเจ้าเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีที่ทำงานอยู่ที่ กอ.รมน. ข้าพเจ้าจึงจัดตั้งศูนย์ประสานงานนิสิตนักศึกษา (ศปสน.) ขึ้นที่นั่น

ข้าพเจ้า อาจารย์อรุณ และพลตำรวจโทชุมพล ได้ตระเวนไปพบปะและทำความเข้าใจกับนักศึกษา ทั้งนักศึกษาอาชีวะ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และธรรมศาสตร์ เพื่อขอร้องให้ยุติการเคลื่อนไหวต่อต้านทำลายทรัพย์สินของท่านที่เคยรับผิดชอบบ้านเมือง เพราะขณะนี้ท่านได้ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดนั้นเป็นของคนไทยและรัฐบาลไทย

คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่านักศึกษามีส่วนสำคัญในการรักษาความสงบของบ้านเมือง เพราะเป็นฝ่ายเรียกร้อง หากมีปัญหาอะไรขอให้ติดต่อมายังศูนย์ประสานงานนักศึกษาแห่งประเทศไทยที่สวนรื่นฤดี ข้าพเจ้า อาจารย์อรุณ และพลตำรวจโทชุมพล ยินดีที่จะเข้าร่วมแก้ปัญหาซึ่งนักศึกษาก็ดูจะให้ความร่วมมือดี ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น จนรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ ฯพณฯ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เข้ารับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองต่อมา

8. การเข้ามาบริหารบ้านเมืองในตอนต้นของรัฐบาล ฯพณฯ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นั้น มีเรื่องที่ข้าพเจ้าเห็นควรเล่าไว้ ณ ที่นี้คือ

อาจารย์สัญญาคงรู้จักข้าพเจ้าผ่านทางนักศึกษาพอสมควร ท่านจึงให้ความกรุณาในฐานะที่รับผิดชอบงานการต่อสู้คอมมิวนิสต์ โดยให้ข้าพเจ้าเล่าถึงวิธีการต่อสู้ตามแนวความคิดของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าบอกท่านถึงแนวความคิดว่า ไม่ใช่การปราบปรามกวาดล้างโดยทหาร หรือใช้มาตรการทางกฎหมายโดยเด็ดขาดแต่อย่างเดียว แต่มีการให้อภัยและช่วยเหลือผู้ประสบภัยคอมมิวนิสต์พร้อมๆ กันไปด้วย ตามที่ข้าพเจ้าได้เล่าและยืนยันไว้แต่ต้นแล้วว่า เหตุการณ์ร้าย 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คอมมิวนิสต์ก่อขึ้น แต่อาจจะมีคอมมิวนิสต์เข้ามาฉวยโอกาสในตอนหลัง เพื่อทำให้สังคมไทยแตกแยกกันมากขึ้น

เพื่อประโยชน์ของคอมมิวนิสต์ในอนาคต พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ฉวยโอกาสระยะหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เข้ามาติดต่อกับฝ่ายรัฐบาลไทย เพราะคงเห็นว่าเป็นรัฐบาลพลเรือนและยังอยู่ในระยะตั้งตัว ซึ่งคงจะพูดได้ง่าย โดย พคท. ขอเจรจาอย่างเป็นทางการ

เรื่องนี้ท่านอาจารย์สัญญาได้เรียกข้าพเจ้ามาหารือ ซึ่งข้าพเจ้าก็ให้ข้อคิดเห็นไปว่า ไม่ควรมีการเจรจาอย่างเป็นทางการ เพราะถ้ามีการเจรจา พคท. จะถือตัวเองว่ามีฐานะเท่าเทียมกับรัฐบาลและอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น มีการโฆษณาทางสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำไปสู่การขยายปัญหาภายในประเทศให้กลายเป็นปัญหานานาชาติขึ้นได้

ข้าพเจ้ายืนยันกับท่านว่า พคท. ไม่ได้มีกำลังมากมายอย่างที่โฆษณา และฝ่ายเราสามารถเอาชนะได้แน่นอน ถ้าได้รับความร่วมมือจากทางฝ่ายรัฐบาลมากกว่านี้

แต่เพื่อไม่ให้ พคท. เสียน้ำใจ ข้าพเจ้าเสนอให้ออกบัตรและใบปลิวเพื่อเป็นบัตรปลอดภัยให้สมาชิก พคท. อันถือเป็นหลักฐานผ่านโครงการการุณยเทพเป็นอย่างดี จากนั้น ข้าพเจ้าก็เตรียมทำบัตรและใบปลิวแล้วเสนอท่านเพื่อลงนาม ซึ่งท่านเห็นชอบและลงนามในบัตรและใบปลิว พร้อมทั้งปฏิเสธการเจรจาอย่างเป็นทางการกับ พคท. (ต่อมาทราบว่าหนังสือของ พคท. ที่มีมาถึงนั้นเป็นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ซีไอเอโดยส่วนตัว นัยว่าเพื่อมุ่งหมายให้รัฐบาลใหม่ให้ความสนใจงานต่อสู้คอมมิวนิสต์)

9. นอกจากนั้น ข้าพเจ้ายังอธิบายถึงโครงการอาสาสมัครพัฒนาและป้องกันตนเอง (อพป.) ให้อาจารย์ทราบว่า เป็นโครงการที่ทาง กอ.ปค. ทดลองทำแล้ว และประเทศที่เผชิญกับปัญหาคอมมิวนิสต์ก็ทำโครงการทำนองเดียวกันนี้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ชนะมาแล้ว

เป้าหมายของโครงการคือ เมื่อประชาชนร่วมมือกับรัฐบาลในการต่อสู้คอมมิวนิสต์แล้ว ต้องทำให้เห็นในทางปฏิบัติว่า “ชีวิตของเขาจะปลอดภัย มีกินมีอยู่ดีขึ้น” แต่การจะให้เป็นไปได้ตามเป้าหมายนั้น ต้องปลุกให้ประชาชนตื่นตัว (Motivation) เพื่อช่วยตนเองทั้งด้านการพัฒนาความเป็นอยู่ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะหลักการพัฒนาที่ถูกต้องนั้นต้องอาศัยแผนระยะยาว โดยปลุกให้ประชาชนช่วยตนเอง ไม่ใช่สอนให้คอยรัฐบาลมาช่วย

แต่จะเป็นเช่นนั้นได้จำเป็นจะต้องมีเครื่องล่อใจ (Incentive) ให้ประชาชนเคารพและเชื่อมั่นตนเอง ถ้าประชาชนหมู่บ้านไหนช่วยตัวเองมากและได้ผล รัฐบาลก็ให้งบประมาณและความสนับสนุนมากขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างให้หมู่บ้านอื่นเห็น

ในการปฏิบัติตามแนวทางนี้ รัฐบาลจะต้องรวมพลังทุกกระทรวง ทบวง กรม มาสนับสนุนประชาชนตามหมู่บ้าน อพป. เหล่านี้ก่อน เพราะเป็นหมู่บ้านล่อแหลม ซึ่งตามประมาณการในขณะนั้นมีอยู่ 10,000 หมู่บ้าน งบประมาณของกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่จะนำไปช่วยก็มีอยู่แล้ว แต่ขอให้มาทำร่วมกันที่ศูนย์ อพป. ของรัฐบาล เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนและงบประมาณอาจถูกใช้ไปในทางที่ประชาชนไม่ต้องการ ซึ่งท่านก็เห็นด้วย และได้ลงนามในโครงการ อพป. ของข้าพเจ้า

ความจริงโครงการนี้ทำมานานแล้ว แต่ไม่มีนายกรัฐมนตรีผู้ใดลงนามให้ เมื่อข้าพเจ้าย้ายจาก กอ.รมน. แล้ว เป็นที่น่าเสียดายที่โครงการนี้ไม่ได้ทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นโครงการใหญ่ของชาติ ของทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการต่อสู้คอมมิวนิสต์ตามแนวทางประชาธิปไตย เป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม รู้จักปกครองและช่วยตัวเอง และเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยที่เรียกว่า รากหญ้า

ในที่สุดโครงการ อพป. ก็กลายเป็นเพียงโครงการเล็กๆ โครงการหนึ่งของ กอ.รมน. ไป ●



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 | พล.อ.สายหยุด เกิดผล
กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดงานวันผังเมืองโลก 2569 ชูแนวคิด “Thai Urban Planning for a Volatile World ผังเมืองไทย กับโลกที่เปลี่ยนแปลง”
ฟังเพลงฟรี งาน FEED MUSIC พบ ‘A CAPPELLA 7-SOUL AFTER SIX-THE MUST-BLACKHEAD-THE PALACE’ 5-7 ธ.ค. นี้
ทรัมป์แพ้ แต่ทรัมป์ยังอยู่กับเรา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
วอชิงตันเปลี่ยนดุล ไทยจะเดินอย่างไร? | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายฝน | เรื่องสั้น : พัฒนา สุดยาใจ
เอื้องดอย | กวีกระวาด : ฝุ่นฟ้า ธุลีดิน
หนึ่งวัน
เกินระบาย | กวีกระวาด : วิกมล ดำด้วงโรม
E-DUANG | บทเรียน จาก ตุลาคม 2516 มายัง การเมือง ในยุค 2569
‘คนแบบคุณอานันท์’ (จบ) | ปราปต์ บุนปาน
ตุลาคมเดือนอันแสนแปลกประหลาด…ของทรัมป์และปูติน