11 ตุลาคม 2569 เลือกตั้งประกันสังคม ปราการสุดท้ายของการปฏิรูปแนวหน้าของการปฏิวัติสังคมไทย
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
- ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
- พวกเขาตัดได้แค่ต้นไม้หนึ่งต้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งฤดูใบไม้ผลิ นิติสงครามการเลือกตั้งประกันสังคม
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
- 27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่
- คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- ซิซีฟัสแห่งกองทุนประกันสังคม : หินที่เราต้องเข็นขึ้นเขาในวันที่ 27 กันยายน
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
วันนั้นฝนตกตั้งแต่เช้าจรดค่ำ สายฝนที่พรั่งพรูลงมาไม่ได้ทำให้บรรยากาศของเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายของพวกเรา ทีมประกันสังคมก้าวหน้า ลดความร้อนแรงลงแม้แต่น้อย
ท่ามกลางบรรยากาศหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ฉากหลังเวทีฉายข้อความเดียวกับที่เรายึดมั่นมาตลอดคือ “เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นรัฐสวัสดิการ”
ในการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมาของพวกเรา เรามีเสียงอยู่ในบอร์ดเพียง 6 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้อย่างเต็มที่
ในครั้งนี้เราจึงตัดสินใจส่งผู้สมัครครบทั้ง 14 คน แบ่งเป็นฝั่งผู้ประกันตน 7 คน และฝั่งนายจ้าง 7 คน
ผู้พูดบนเวทีตลอดสองชั่วโมงเต็ม มาจากหลากหลายเส้นทางชีวิต ทั้งอดีตนักข่าวสายแรงงาน คนทำงานโรงงาน ผู้ประกอบการ และแพทย์
ทุกคนต่างเริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าของคนทำงานจริง
แล้วไต่ระดับขึ้นไปชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของกองทุนประกันสังคม
ช่วงเวลาที่ทรงพลังและสะกดให้ทุกคนในห้องเงียบที่สุด คือคำปราศรัยของหมอชุ พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร แพทย์อายุรกรรมและเพื่อนร่วมทีมของผม
เธอเริ่มต้นด้วยคำถามเรียบง่ายว่า ในห้องนี้มีใครไม่เคยปวดฟันบ้าง ก่อนจะเล่าถึงป้าแหวน ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดัน และเส้นเลือดสมองตีบ มีค่าน้ำตาลสูงแตะ 200 ถึง 300 มานานนับปีโดยควบคุมไม่ได้
จนวันที่ป้าถอดหน้ากากอนามัย หมอถึงได้เห็นว่าป้าไม่มีฟันเหลือสำหรับเคี้ยวอาหารเลย สิ่งเดียวที่ป้ากินได้คือนม โจ๊ก น้ำเต้าหู้ และผลไม้หวานนุ่ม โดยมีสามีวัย 70 กว่าปีที่ยังต้องขับแท็กซี่หาเลี้ยงกัน
ทั้งคู่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตกว่า 50 ปี แต่สุดท้ายป้าแหวนต้องเสียชีวิตลงจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ซึ่งมีต้นตอมาจากเบาหวานที่คุมไม่ได้เพราะปัญหาการกิน
หมอชุชวนเรามองภาพใหญ่ว่า กองทุนประกันสังคมคือหนึ่งในกองทุนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ผู้ประกันตนเกินครึ่ง หรือมากกว่า 8 ล้านคน กลับมีรายได้ไม่ถึง 15,000 บาทต่อเดือน
คนกลุ่มนี้ต้องเอาร่างกายเข้าแลกรายได้ ไม่มีโอกาสลาป่วย และเมื่อเจ็บหนักก็ต้องนั่งรอคิวในห้องฉุกเฉิน บางคนต้องเสียชีวิตในห้อง ICU โดยที่ครอบครัวไม่มีแม้โอกาสได้มาบอกลาเพราะลางานไม่ได้
เธอยกตัวอย่างคุณดอย ผู้สมัครฝั่งลูกจ้างวัย 30 ปี บาริสต้าจากเชียงใหม่ เงินเดือน 11,500 บาท ทำงานจันทร์ถึงเสาร์ ลางานไม่ได้เพราะลาคือขาดรายได้ เขาต้องทนปวดฟันอยู่ถึง 2 ปีจนฟันหลุดออกมา
ต่อมาในฐานะตัวแทนอนุกรรมการสิทธิประโยชน์ทันตกรรม คุณดอยใช้เวลาอีก 2 ปีเต็มผลักดันให้ผู้ประกันตนผ่าฟันคุดได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย
หมอชุจึงตั้งคำถามถึงผู้แทนกระทรวงและนายจ้างว่า เคยทนปวดฟันจนนอนไม่หลับ เคยนั่งรอคิว หรือเคยกังวลว่าลางานวันเดียวจะกระทบชีวิตหรือไม่
ถ้าเขาไม่เคยต้องกังวลแบบนี้ เขาจะเข้าใจพวกเราได้อย่างไร
ส่วนที่สะเทือนใจที่สุดคือเรื่องสิทธิ์ “ลาไปบอกลา”
หมอชุเล่าว่า ยามที่แพทย์ต้องโทร.แจ้งญาติว่านี่คือโอกาสสุดท้าย คำตอบที่ได้ยินบ่อยครั้งคือ “หมอครับ ผมลาไม่ได้ ถ้าผมลาผมอาจจะตกงาน ช่วยบอกแม่ให้ผมหน่อย”
ตอนที่ทีมเราผลักดันสิทธิ์นี้ เราขอเพียงวันลา 3 วัน แต่นายจ้างกลับถามว่า “รู้ได้ยังไงว่าจะตายจริง”
สิทธิ์พื้นฐานเพื่อความเป็นมนุษย์เพียงเท่านี้ กลับใช้เวลาผลักดันถึง 2 ปี ซึ่งยาวนานและยากลำบากกว่าการผ่านงบประมาณดูงานต่างประเทศของอนุกรรมการเสียอีก
เธอทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่เราต้องการในอีก 2 ปีข้างหน้าคือ วันลาดูแลครอบครัวป่วยจาก 3 วันเป็น 15 วัน ชีวิตเกษียณที่มั่นคง และระบบที่เลิกตั้งคำตอบว่าความมั่นคงของกองทุนสำคัญกว่าชีวิตมนุษย์
ประโยคสุดท้ายของเธอสรุปหัวใจของพวกเราไว้ได้อย่างคมชัดว่า “เราอยากให้มนุษย์ได้เป็นมนุษย์”
เงินในกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เงินของรัฐบาล และไม่ใช่เงินของอภิสิทธิ์ชน แต่เป็นเงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของคนหาเช้ากินค่ำ เป็นเงินของเด็กที่ทำงานพาร์ตไทม์
โคมไฟระย้าและความหรูหราของสำนักงานประกันสังคมที่ผ่านมา สร้างขึ้นบนภาระของคนธรรมดา
ในช่วง 2 ปีต่อจากนี้ ทีมประกันสังคมก้าวหน้าตั้งเป้าขยายเงินบำนาญให้ครอบคลุมคนนับล้านคน
ปรับปรุงโครงการเกษียณก่อนกำหนด ให้รับเงินก้อนควบคู่กับบำนาญได้
เพิ่มโบนัสกรณีเกษียณช้า
ขยายเงินเด็กถึงอายุ 15 ปีให้เด็ก 3 ล้านคน
และปรับเพิ่มเงินว่างงานให้คนนับแสนคน
แต่การปฏิรูปทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากเราไม่ล้างบางโครงการปรสิต
โครงการที่เป็นเหมือนเหลือบไรสูบกินงบประมาณ
เปิดช่องให้คนบางกลุ่มปิดตาเอื้อประโยชน์จนเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นนับพันล้าน หมื่นล้าน ถึงแสนล้านบาท
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้จึงเป็นการเลือกตั้งที่มีความหมายที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ
เป็นโอกาสของคนมีสิทธิ์กว่า 10 ล้านคนที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตสวัสดิการของคนธรรมดา
ท่ามกลางความเสื่อมถอยของความหวังในสังคม ประกันสังคมก้าวหน้าคือปราการสุดท้าย ปราการที่จะปกป้องไม่ให้สังคมไทยถอยหลังไปมากกว่านี้
และเราไม่ได้มาเพื่อเป็นเพียงปราการตั้งรับ แต่เราคือแนวหน้าของการปฏิวัติสังคม แนวหน้าที่จะทำให้ชาติกำเนิดของทุกคนเป็นโมฆะ ให้ทุกคนได้วิ่งตามความฝันได้อย่างเต็มที่ และทำให้คราบน้ำตาของคนแก่ คนป่วย และเด็กเหือดแห้งไปจากประเทศนี้
นี่เป็นภารกิจของพวกเรา คน 99% ในสังคม
เราจะไม่ยอมให้อภิสิทธิ์ชนมาคิดแทนเราอีกต่อไป
ประกันสังคมก้าวหน้าคือก้าวแรกสู่อนาคตแห่งรัฐสวัสดิการ และเราพร้อมที่จะเดินหน้าเอาชนะในทุกสนาม ทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งผู้ประกันตน
แม้ว่าการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนจากกำหนดเดิมเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่
แต่หมุดหมายสำคัญที่สุดกำลังจะมาถึงในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ 8.00-16.00 น.
ผมขอเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างทุกคนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
และร่วมกันทวงคืนประกันสังคมกลับมาเป็นของคนทำงานทุกคนอย่างแท้จริง
