bg-single

ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569

19.09.2026

คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ปี2566 การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบเหงาอย่างประหลาด มีผู้มาใช้สิทธิ์เพียงประมาณ 150,000 คน จากผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 24 ล้านคน

คิดเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่ก็นับเป็นการจุดประกายความสนใจอย่างมาก

คนจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการที่จะมาบริหารเงินกองทุนของตัวเอง

หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อทีมประกันสังคมก้าวหน้า

การรับรู้เรื่องนี้กระจุกตัวอยู่ในวงแคบของนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวแรงงาน และผู้ประกันตนกลุ่มเล็กๆ ที่ติดตามประเด็นสวัสดิการมาก่อน

ความเงียบเหงาครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนวิธีคิดที่ฝังรากลึกมานาน ประกันสังคมถูกวางตำแหน่งเป็นเรื่องเทคนิคของระบบราชการ

เป็นกองทุนที่มีอยู่แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของ

สวัสดิการถูกมองเป็นของขวัญที่รัฐหยิบยื่นให้ตามความเมตตา ไม่ใช่สิทธิ์ที่ผู้ประกันตนสมทบเงินเข้าไปทุกเดือนและมีอำนาจในการกำหนดทิศทาง

เมื่อคนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ การไปเลือกตั้งกรรมการบริหารกองทุนของตัวเองจึงกลายเป็นเรื่องไกลตัวยิ่งกว่าการเลือกตั้งทางการเมืองทั่วไปเสียอีก

สามปีผ่านไป ภาพที่เห็นในปี 2569 ต่างออกไปอย่างชัดเจน

ความสนใจต่อประเด็นประกันสังคมขยายตัวขึ้นในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่ติดตามนโยบายแรงงานอีกต่อไป

วาทกรรมเรื่องสวัสดิการเองก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มเชื่อว่าตนเองสามารถมีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตาหรือรอความเมตตาจากใคร

การมีสวัสดิการที่ดีไม่ใช่ความฝันเพ้อเจ้อของประเทศพัฒนาแล้วที่ไกลเกินเอื้อม แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าควรจะเรียกร้องและออกแบบเองได้

ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันมาพร้อมกับผลงานที่จับต้องได้ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

การขยายสิทธิ์ทันตกรรม การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน การผลักดันสูตรบำนาญแบบ CARE ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนถึง 77.93 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการมีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งจริงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ประกันตนได้จริง

ไม่ใช่แค่คำสัญญาบนเวทีปราศรัย

ความหมายของการเลือกตั้งครั้งนี้ลึกซึ้งกว่าเรื่องสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว

สิ่งที่คนเริ่มมองเห็นชัดขึ้น คือความสัมพันธ์ระหว่างสามเสาหลักที่แยกจากกันไม่ได้

สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับ การบริหารจัดการสำนักงาน และการบริหารเงินลงทุนของกองทุน ทั้งสามส่วนนี้ผูกโยงกันอย่างแนบแน่น

เงินทุกบาทที่รั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส เงินทุกบาทที่สูญเสียจากการลงทุนที่ขาดการตรวจสอบ คือเงินที่ควรจะกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนโดยตรง
ในช่วงที่ผ่านมา สัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความเสี่ยงสูงลดลงจากประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 1.59 เปอร์เซ็นต์

นี่ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีที่น่าเบื่อ แต่คือเงินหลายพันล้านบาทที่ถูกดึงกลับมาสู่กระเป๋าของแรงงานแทนที่จะรั่วไหลไปกับดีลที่ไม่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

การตรวจสอบเรื่องการลงทุนก็เช่นกัน กรณีดีลนอกตลาดที่ขาดความโปร่งใส หรือกรณีอาคารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของกองทุน ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเงินก้อนมหาศาลของผู้ประกันตนหลักสิบล้านคนสามารถถูกบริหารในลักษณะที่ขาดการตรวจสอบได้ง่ายเพียงใด

หากไม่มีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งและมีความกล้าที่จะตั้งคำถาม ผู้ประกันตนคงไม่มีทางรู้เลยว่าเงินสมทบของตนถูกนำไปใช้อย่างไร

ยิ่งเมื่อมีความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งกรรมการออกไปโดยไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรม จนต้องนำไปสู่การฟ้องร้องในศาลปกครองและได้รับคำสั่งยกเลิกการเลื่อนดังกล่าว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าอำนาจในการเลือกตั้งของผู้ประกันตนนั้นมีค่าพอที่บางฝ่ายอยากจะจำกัดมันเอาไว้

ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งปี 2569 จึงอาจมีผู้มาใช้สิทธิ์ทะลุหลักล้านคนเป็นครั้งแรก ถ้าเทียบกับ 150,000 คนเมื่อสามปีก่อน

นี่คือการเติบโตที่ไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลข แต่วัดกันที่การเปลี่ยนสถานะของผู้ประกันตนจากผู้รับผลประโยชน์แบบเฉื่อยชา มาเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและรู้สึกเป็นเจ้าของสถาบันที่ตนเองสร้างขึ้นด้วยเงินสมทบทุกเดือน

สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากเป็นพิเศษคือบริบททางการเมืองที่แวดล้อมมันอยู่

ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากรู้สึกสิ้นหวังกับการเมืองระดับชาติ รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องยากเย็นเกินกว่าจะไปถึง

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกลับกลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่ยังพิสูจน์ได้ว่า คะแนนเสียงของประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงได้ในเวลาไม่นาน

ไม่ต้องรอการปฏิรูปทั้งระบบ


ไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแค่มีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งและทำงานอย่างจริงจัง เงินสงเคราะห์บุตรก็เพิ่มขึ้นได้ สิทธิ์ทันตกรรมก็ขยายได้ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างก็ลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ควรถูกขยายผลไปสู่การมองประชาธิปไตยในความหมายที่กว้างขึ้น

ประชาธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกสี่ปี

แต่รวมถึงสถาบันเล็กใหญ่ที่บริหารทรัพยากรและชีวิตของประชาชนโดยตรง กองทุนประกันสังคมที่มีเงินสะสมหลายแสนล้านบาท และดูแลผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน คือสถาบันที่ควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบและกำหนดทิศทางโดยเจ้าของเงินตัวจริง

ไม่ใช่กลุ่มข้าราชการหรือกลุ่มทุนเพียงหยิบมือเดียว

การที่คนรุ่นใหม่เริ่มเชื่อว่าตนเองสมควรมีชีวิตที่ดี และเริ่มเข้าใจว่าสวัสดิการที่ดีต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสในการบริหารและการลงทุน คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์

มันคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ จากความสัมพันธ์แบบขอทานที่รอรับความเมตตา

มาเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าของสิทธิ์ที่กล้าตรวจสอบและกล้าเรียกร้อง

ถ้าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ในปี 2569 ทะลุหลักล้านคนจริงตามที่คาดการณ์ นั่นจะไม่ใช่แค่สถิติใหม่ของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

แต่จะเป็นหลักฐานว่าท่ามกลางความสิ้นหวังทางการเมืองในระดับชาติ ยังมีพื้นที่เล็กๆ ที่ประชาชนสามารถทวงคืนอำนาจในการกำหนดชีวิตตัวเองได้

และพื้นที่เล็กๆ นี้เองที่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่กว้างขึ้นในอนาคต



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
เมฆบนดิน
อ่านคนไร้ราก (2)
วิกฤตความชอบธรรม : กกต.กับอำนาจการเมืองที่เปลี่ยนไป
เอเชี่ยนเกมส์ 2026 ทัพไทยลุ้นจริง 10 ทอง
ภูเขาสถิตของผีบรรพชน : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ (ตอนจบ)
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาสรรพยา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
เลี้ยงลูก (1)
คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?
รำลึกถึง 50 ปี 6 ตุลา
บริษัทอสังหาฯ เปลี่ยนไป
ส่อง HRC ชุดแต่งเสริมสมรรถนะ ฮอนด้าจัดเต็ม – จากสนามแข่งสู่ถนน