ความแตกต่างของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2566 และ 2569
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
- พวกเขาตัดได้แค่ต้นไม้หนึ่งต้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งฤดูใบไม้ผลิ นิติสงครามการเลือกตั้งประกันสังคม
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
- 27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่
- คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
ปี2566 การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เกิดขึ้นท่ามกลางความเงียบเหงาอย่างประหลาด มีผู้มาใช้สิทธิ์เพียงประมาณ 150,000 คน จากผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 24 ล้านคน
คิดเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่ก็นับเป็นการจุดประกายความสนใจอย่างมาก
คนจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีสิทธิ์เลือกตั้งกรรมการที่จะมาบริหารเงินกองทุนของตัวเอง
หลายคนไม่เคยได้ยินชื่อทีมประกันสังคมก้าวหน้า
การรับรู้เรื่องนี้กระจุกตัวอยู่ในวงแคบของนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวแรงงาน และผู้ประกันตนกลุ่มเล็กๆ ที่ติดตามประเด็นสวัสดิการมาก่อน
ความเงียบเหงาครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนวิธีคิดที่ฝังรากลึกมานาน ประกันสังคมถูกวางตำแหน่งเป็นเรื่องเทคนิคของระบบราชการ
เป็นกองทุนที่มีอยู่แต่ไม่มีใครรู้สึกว่าตนเองเป็นเจ้าของ
สวัสดิการถูกมองเป็นของขวัญที่รัฐหยิบยื่นให้ตามความเมตตา ไม่ใช่สิทธิ์ที่ผู้ประกันตนสมทบเงินเข้าไปทุกเดือนและมีอำนาจในการกำหนดทิศทาง
เมื่อคนไม่รู้สึกเป็นเจ้าของ การไปเลือกตั้งกรรมการบริหารกองทุนของตัวเองจึงกลายเป็นเรื่องไกลตัวยิ่งกว่าการเลือกตั้งทางการเมืองทั่วไปเสียอีก
สามปีผ่านไป ภาพที่เห็นในปี 2569 ต่างออกไปอย่างชัดเจน
ความสนใจต่อประเด็นประกันสังคมขยายตัวขึ้นในวงกว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่ติดตามนโยบายแรงงานอีกต่อไป
วาทกรรมเรื่องสวัสดิการเองก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มเชื่อว่าตนเองสามารถมีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตาหรือรอความเมตตาจากใคร
การมีสวัสดิการที่ดีไม่ใช่ความฝันเพ้อเจ้อของประเทศพัฒนาแล้วที่ไกลเกินเอื้อม แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าควรจะเรียกร้องและออกแบบเองได้
ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ มันมาพร้อมกับผลงานที่จับต้องได้ในช่วงสามปีที่ผ่านมา
การขยายสิทธิ์ทันตกรรม การเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 800 เป็น 1,000 บาทต่อเดือน การผลักดันสูตรบำนาญแบบ CARE ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนถึง 77.93 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการมีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งจริงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ประกันตนได้จริง
ไม่ใช่แค่คำสัญญาบนเวทีปราศรัย
ความหมายของการเลือกตั้งครั้งนี้ลึกซึ้งกว่าเรื่องสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่คนเริ่มมองเห็นชัดขึ้น คือความสัมพันธ์ระหว่างสามเสาหลักที่แยกจากกันไม่ได้
สิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับ การบริหารจัดการสำนักงาน และการบริหารเงินลงทุนของกองทุน ทั้งสามส่วนนี้ผูกโยงกันอย่างแนบแน่น
เงินทุกบาทที่รั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส เงินทุกบาทที่สูญเสียจากการลงทุนที่ขาดการตรวจสอบ คือเงินที่ควรจะกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนโดยตรง
ในช่วงที่ผ่านมา สัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความเสี่ยงสูงลดลงจากประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 1.59 เปอร์เซ็นต์
นี่ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีที่น่าเบื่อ แต่คือเงินหลายพันล้านบาทที่ถูกดึงกลับมาสู่กระเป๋าของแรงงานแทนที่จะรั่วไหลไปกับดีลที่ไม่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
การตรวจสอบเรื่องการลงทุนก็เช่นกัน กรณีดีลนอกตลาดที่ขาดความโปร่งใส หรือกรณีอาคารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของกองทุน ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าเงินก้อนมหาศาลของผู้ประกันตนหลักสิบล้านคนสามารถถูกบริหารในลักษณะที่ขาดการตรวจสอบได้ง่ายเพียงใด
หากไม่มีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งและมีความกล้าที่จะตั้งคำถาม ผู้ประกันตนคงไม่มีทางรู้เลยว่าเงินสมทบของตนถูกนำไปใช้อย่างไร
ยิ่งเมื่อมีความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งกรรมการออกไปโดยไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรม จนต้องนำไปสู่การฟ้องร้องในศาลปกครองและได้รับคำสั่งยกเลิกการเลื่อนดังกล่าว ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าอำนาจในการเลือกตั้งของผู้ประกันตนนั้นมีค่าพอที่บางฝ่ายอยากจะจำกัดมันเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งปี 2569 จึงอาจมีผู้มาใช้สิทธิ์ทะลุหลักล้านคนเป็นครั้งแรก ถ้าเทียบกับ 150,000 คนเมื่อสามปีก่อน
นี่คือการเติบโตที่ไม่ได้วัดกันแค่ตัวเลข แต่วัดกันที่การเปลี่ยนสถานะของผู้ประกันตนจากผู้รับผลประโยชน์แบบเฉื่อยชา มาเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวและรู้สึกเป็นเจ้าของสถาบันที่ตนเองสร้างขึ้นด้วยเงินสมทบทุกเดือน
สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายมากเป็นพิเศษคือบริบททางการเมืองที่แวดล้อมมันอยู่
ในช่วงเวลาที่คนจำนวนมากรู้สึกสิ้นหวังกับการเมืองระดับชาติ รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเป็นเรื่องยากเย็นเกินกว่าจะไปถึง
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกลับกลายเป็นพื้นที่หนึ่งที่ยังพิสูจน์ได้ว่า คะแนนเสียงของประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงได้ในเวลาไม่นาน
ไม่ต้องรอการปฏิรูปทั้งระบบ
ไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพียงแค่มีกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งและทำงานอย่างจริงจัง เงินสงเคราะห์บุตรก็เพิ่มขึ้นได้ สิทธิ์ทันตกรรมก็ขยายได้ การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างก็ลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
นี่คือบทเรียนสำคัญที่ควรถูกขยายผลไปสู่การมองประชาธิปไตยในความหมายที่กว้างขึ้น
ประชาธิปไตยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกสี่ปี
แต่รวมถึงสถาบันเล็กใหญ่ที่บริหารทรัพยากรและชีวิตของประชาชนโดยตรง กองทุนประกันสังคมที่มีเงินสะสมหลายแสนล้านบาท และดูแลผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน คือสถาบันที่ควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบและกำหนดทิศทางโดยเจ้าของเงินตัวจริง
ไม่ใช่กลุ่มข้าราชการหรือกลุ่มทุนเพียงหยิบมือเดียว
การที่คนรุ่นใหม่เริ่มเชื่อว่าตนเองสมควรมีชีวิตที่ดี และเริ่มเข้าใจว่าสวัสดิการที่ดีต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสในการบริหารและการลงทุน คือจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์
มันคือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ จากความสัมพันธ์แบบขอทานที่รอรับความเมตตา
มาเป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าของสิทธิ์ที่กล้าตรวจสอบและกล้าเรียกร้อง
ถ้าตัวเลขผู้มาใช้สิทธิ์ในปี 2569 ทะลุหลักล้านคนจริงตามที่คาดการณ์ นั่นจะไม่ใช่แค่สถิติใหม่ของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
แต่จะเป็นหลักฐานว่าท่ามกลางความสิ้นหวังทางการเมืองในระดับชาติ ยังมีพื้นที่เล็กๆ ที่ประชาชนสามารถทวงคืนอำนาจในการกำหนดชีวิตตัวเองได้
และพื้นที่เล็กๆ นี้เองที่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่กว้างขึ้นในอนาคต
